
WHO ระดมงบ 518 ล้านดอลลาร์ สกัดอีโบลาระบาดหนักในแอฟริกา
WHO และ Africa CDC เปิดแผนฉุกเฉิน 518 ล้านดอลลาร์ รับมืออีโบลาสายพันธุ์หายากในคองโกและยูกันดา หลังยอดผู้ติดเชื้อพุ่งเร็ว เสี่ยงลุกลามทั่วภูมิภาค
KEY
POINTS
ปัญหาตรวจโรค-ความไม่ไว้วางใจ ฉุดการควบคุมโรค
หนึ่งในอุปสรรคสำคัญของการรับมือครั้งนี้คือการตรวจวินิจฉัยโรค เนื่องจากชุดตรวจอีโบลาที่ใช้อย่างแพร่หลายในช่วงแรกไม่สามารถตรวจพบเชื้อสายพันธุ์บุนดิบูกโยได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้เกิดความล่าช้าในการยืนยันผล
เจ้าหน้าที่ภาคสนามระบุว่า การรอผลตรวจบางกรณีใช้เวลาหลายวันหรืออาจยาวนานกว่าหนึ่งสัปดาห์ ทำให้การแยกผู้ป่วยและควบคุมการแพร่เชื้อทำได้ยากขึ้น
นอกจากนี้ ความไม่ไว้วางใจของประชาชนต่อเจ้าหน้าที่รัฐและองค์กรสาธารณสุขยังเป็นปัญหาใหญ่ โดยมีรายงานการโจมตีทีมฝังศพผู้เสียชีวิตและศูนย์รักษาผู้ป่วยหลายครั้ง
เพื่อรับมือกับความเสี่ยงด้านความปลอดภัย WHO เปิดเผยว่าได้รับมอบรถหุ้มเกราะจำนวน 3 คันจากภารกิจรักษาสันติภาพของสหประชาชาติในคองโก เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่เสี่ยง
กังวลลุกลามข้ามพรมแดน
ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขเตือนว่า หากไม่สามารถควบคุมการระบาดได้อย่างรวดเร็ว โรคอาจแพร่กระจายไปยังประเทศอื่นในภูมิภาคแอฟริกากลางและแอฟริกาตะวันออกได้มากขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีการเดินทางข้ามพรมแดนอย่างต่อเนื่อง
การประกาศแผนฉุกเฉินมูลค่า 518 ล้านดอลลาร์ของ WHO และ Africa CDC จึงถูกมองว่าเป็นความพยายามครั้งสำคัญในการป้องกันไม่ให้การระบาดของอีโบลาครั้งนี้พัฒนาไปสู่ภาวะวิกฤตด้านสาธารณสุขระดับภูมิภาคและระดับโลกในอนาคต.
องค์การอนามัยโลก (WHO) เปิดตัวแผนปฏิบัติการฉุกเฉินมูลค่า 518 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อควบคุมการระบาดของโรคอีโบลาในทวีปแอฟริกาในช่วง 6 เดือนข้างหน้า ท่ามกลางความกังวลว่าการระบาดครั้งนี้กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วและกลายเป็นการระบาดอีโบลาครั้งใหญ่เป็นอันดับ 4 เท่าที่เคยมีการบันทึกไว้
World Health Organization และ Africa Centres for Disease Control and Prevention ระบุว่า แผนดังกล่าวมีเป้าหมายสนับสนุน Democratic Republic of the Congo และ Uganda ในการควบคุมการแพร่ระบาด พร้อมช่วยประเทศเพื่อนบ้านเตรียมความพร้อมรับมือผู้ป่วยที่อาจเดินทางข้ามพรมแดน ผ่านมาตรการตรวจคัดกรอง การเฝ้าระวัง และการเสริมศักยภาพระบบสาธารณสุข
Tedros Adhanom Ghebreyesus ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก กล่าวว่า สถานการณ์กำลังเคลื่อนไหวรวดเร็วกว่าความสามารถในการตอบสนองของหน่วยงานสาธารณสุข
“การควบคุมอีโบลาจำเป็นต้องอาศัยเจตจำนงทางการเมือง การสนับสนุนทางการเงินอย่างต่อเนื่อง และความไว้วางใจจากชุมชน” Tedrosกล่าว พร้อมเรียกร้องให้ประชาคมโลกเร่งระดมทรัพยากรเพื่อสกัดการแพร่ระบาด
การระบาดรุนแรงที่สุดของสายพันธุ์หายาก
เจ้าหน้าที่ของ Africa CDC ยอมรับว่า การระบาดครั้งนี้ดำเนินไปหลายสัปดาห์ก่อนจะถูกตรวจพบ ส่งผลให้หน่วยงานสาธารณสุขต้องเร่งไล่ตามสถานการณ์และเผชิญความยากลำบากในการควบคุมโรค
ข้อมูลล่าสุดระบุว่า คองโกมีผู้ติดเชื้อยืนยันแล้ว 452 ราย และผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 82 ราย ขณะที่ยูกันดาพบผู้ติดเชื้อ 19 ราย และเสียชีวิต 2 ราย
การระบาดครั้งนี้เกิดจากเชื้ออีโบลาสายพันธุ์ “บุนดิบูกโย” (Bundibugyo strain) ซึ่งถือเป็นสายพันธุ์หายากและยังไม่มีวัคซีนหรือยารักษาที่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการ
Jean Kaseya ผู้อำนวยการใหญ่ Africa CDC ระบุว่า นี่เป็นการระบาดของอีโบลาสายพันธุ์บุนดิบูกโยที่รุนแรงที่สุดเท่าที่เคยพบมา เมื่อเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ในอดีต
แม้ผู้บริจาคจากนานาชาติจะให้คำมั่นสนับสนุนงบประมาณแล้ว 315.8 ล้านดอลลาร์ แต่ยังต่ำกว่าเป้าหมายที่จำเป็นสำหรับการรับมือวิกฤตครั้งนี้
ผู้ติดเชื้อพุ่งวันเดียว 71 ราย
สถานการณ์ล่าสุดในคองโกยิ่งสร้างความกังวลมากขึ้น หลังรัฐบาลประกาศพบผู้ติดเชื้อรายใหม่ถึง 71 รายภายใน 24 ชั่วโมง ซึ่งถือเป็นหนึ่งในตัวเลขรายวันที่สูงที่สุดนับตั้งแต่เริ่มการระบาดเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม
รายงานของกระทรวงสาธารณสุขคองโกระบุว่า ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่อยู่ในจังหวัดอีตูรี (Ituri) ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ ซึ่งเป็นพื้นที่ห่างไกล มีโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณสุขจำกัด และเผชิญความไม่สงบจากกลุ่มติดอาวุธมาอย่างต่อเนื่อง
จากผู้ติดเชื้อรายใหม่ 71 ราย พบ 65 รายในจังหวัดอีตูรี และอีก 6 รายในจังหวัดนอร์ทคิวู (North Kivu) สะท้อนถึงการแพร่กระจายในชุมชนอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว
ปัจจุบันพบผู้ป่วยใน 17 เขตสุขภาพจากทั้งหมด 36 เขตของจังหวัดอีตูรี รวมถึงอีก 7 เขตสุขภาพในจังหวัดนอร์ทคิวู และ 1 เขตสุขภาพในจังหวัดเซาท์คิวู ขณะที่ยูกันดาซึ่งมีพรมแดนติดกันก็เริ่มพบการแพร่เชื้อแล้วเช่นกัน







