เผยภาพ ‘ผี’ ภาพแรกในประวัติศาสตร์เก่าแก่ 3,500 ปี

วันที่ 24 ต.ค. 2564 เวลา 13:27 น.
เผยภาพ ‘ผี’ ภาพแรกในประวัติศาสตร์เก่าแก่ 3,500 ปี
แผ่นจารึกที่ทำขึ้นในบาบิโลนโบราณประมาณ 1500 ปีก่อนคริสตศักราช อาจเป็นภาพแรกของผีที่เรารู้จักกัน จากการเปิดเผยนักวิชาการชั้นนำของจารึกตะวันออกกลางโบราณ

เออร์วิง ฟินเคิล (Irving Finkel) ภัณฑารักษ์ในแผนกตะวันออกกลางของพิพิธภัณฑ์ลอนดอนและผู้แต่งหนังสือเรื่อง The First Ghosts: Most Ancient of Legacies (ผีตัวแรก มรดกจากยุคโบราณที่เก่าแก่ที่สุด) ที่กำลังจะออกจำหน่าย กล่าวว่าภาพผีปรากฏในแผ่นดินดิบซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคู่มือการไล่ผีที่รวบรวมไว้ในพิพิธภัณฑ์แห่งชาติอังกฤษ

พิพิธภัณฑ์ได้รับสิ่งแผ่นดินดิบนี้มาในศตวรรษที่ 19 แต่ยังไม่เคยจัดแสดง มันมีขนาดเท่ากับฝ่ามือ มีคำแนะนำอย่างละเอียดในการกำจัดผีที่มารบกวนมนุษย์ ส่วนภาพนั้นจะมองเห็นได้เมื่อมองจากด้านโดยใช้แสงสว่างส่องลงมาให้เกิดร่องเงาที่ชัดเจนเท่านั้น

จากคำแนะนำที่จำหลักเอาไว้ แนะนำให้หมอผีทำรูปแกะสลักของชายและหญิง เตรียมเบียร์สองเหยือก และเมื่อพระอาทิตย์ขึ้น ให้กล่าวมนตร์พิธีกรรมเพื่ออัญเชิญเทพชามาช (Shamash) เทพแห่งอารยธรรมเมโสโปเตเมีย ซึ่งมีหน้าที่นำผีมาสู่ยมโลก ฟินเคิลกล่าวว่ามันอาจเป็นพิธีไล่ยผีไปสิงสู่ที่ตุ๊กตาแทนที่จะสิ่งร่างคน

บรรทัดสุดท้ายของข้อความนี้กระตุ้นให้ผู้อ่าน “อย่ามองไปข้างหลัง!”ซึ่งคำเตือนนี้น่าจะหมายถึงการสั่งให้ผีที่สิงในรูปตุ๊กตาอย่าได้มองกลับมายังโลกนี้เมื่อกำลังเดินทางไปยังยมโลก แต่ก็อาจหมายถึงคำสั่งอื่นๆ ระหว่างการทำพิธีไล่ผีก็เป็นได้

ภาพ British Museum

ส่วนภาพที่เห็นในแผ่นดินดิบคือภาพของวิญญาณกำลังถูกชักนำไปยังปรโลก ฟินเคิลกล่าวว่าภาพวาดนี้น่าจะทำโดยช่างฝีมือระดับปรมาจารย์ที่มีทักษะสูงในการวาดภาพด้วยดินเหนียว แผ่นดินดิบนี้อาจถูกเก็บไว้ในห้องสมุดของหมอผีหรือในวัด

ทั้งนี้ อารยธรรมเมโสโปเตเมียนิยมจารึกเรื่องราวและวาดภาพลงในแผ่นดินดิบ (ในยุคนั้นยังไม่มีกระดาษและวัสดุอื่นๆ มีราคาแพง) โดยการจารึกจะใช้ก้านอ้อมาตัดปลายให้แหลมทำเป็นปากกา จากนั้นกดรูปอักษรลงบนแผ่นดินเหนียวที่ยังเปียกหมาดๆ จากนั้นปล่อยให้แห้งเป็นดินดิบ ทำให้พวกมันคงทน และปัจจุบันนักโบราณคดีสามารถพบ "เอกสาร" อายุหลายพันปีที่ทำจากดินดิบเป็นจำนวนมาก

ชาวเมโสโปเตเมียโบราณเชื่อในชีวิตหลังความตาย เชื่อว่ามีเป็นดินแดนที่อยู่ใต้โลกของเรา ดินแดนแห่งนี้หรือที่รู้จักกันในอีกชื่อหนึ่งว่า Arallu, Ganzer หรือ Irkallu ซึ่งมีความหมายว่า "เบื้องล่างมาก" ซึ่งเชื่อกันว่าทุกคนจะต้องไปที่นี่หลังจากความตาย โดยไม่คำนึงถึงสถานะทางสังคมหรือการกระทำใดๆ ในช่วงที่ยังมีชีวิต ความเชื่อชาวเมโสโปเตเมียต่างจากนรกในศาสนายุคใหม่ เช่นศาสนาคริสต์ โดยถือว่าปรโลกไม่ใช่สถานที่ที่มีการลงโทษหรือรางวัล

อย่างไรก็ตาม สภาพของคนตายแทบจะไม่ถือว่าเหมือนกับชีวิตที่เคยมีความสุขบนโลกมาก่อน คนที่ตายแล้วเป็นเพียงผีที่อ่อนแอและไม่มีอำนาจ ในตำนานเรื่องเทพีอิชตาร์มาสู่โลก (อิชตาร์เป็นเทพสตรีองค์สำคัญของเมโสโปเตเมีย) เล่าเรื่องใต้พิภพเล่าว่าพวกผีนั้น "มีผงธุลีเป็นอาหารและดินเป็นเครื่องหล่อเลี้ยง พวกเขาไม่เห็นแสงสว่าง สถานที่ซึ่งพวกเขาอาศัยอยู่ในความมืด"