
ชายแดนใต้บนจุดเปราะบาง เมื่อความรุนแรงเร่งเกมและศรัทธารัฐถดถอย
3 มุมมองชี้ตรงกันว่า ชายแดนใต้กำลังเผชิญทั้งช่องโหว่ความมั่นคง นโยบายไร้ทิศทาง และวิกฤตศรัทธา ซึ่งอาจผลักสันติภาพให้ไกลออกไป
KEY
POINTS
- สถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดถี่ขึ้นและมีเป้าหมายสร้างผลกระทบทางจิตวิทยา ทำให้ประสิทธิภาพและความน่าเชื่อถือของมาตรการรักษาความปลอดภัยจากภาครัฐถูกตั้งคำถาม
- การก่อเหตุรุนแรงถูกมองว่าเป็นยุทธวิธีเพื่อชิงความได้เปรียบและส่งสัญญาณทางการเมืองของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ ก่อนการพูดคุยสันติภาพจะกลับมาอีกครั้ง
- ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อรัฐลดลงอย่างมาก ไม่เพียงจากเหตุรุนแรง แต่ยังรวมถึงวิกฤตศรัทธาในกระบวนการยุติธรรมที่ไม่โปร่งใส ซึ่งกระทบแม้กระทั่งความปลอดภัยของผู้แทนราษฎร
สถานการณ์ชายแดนภาคใต้กำลังเดินเข้าสู่ช่วงเปราะบางอีกครั้ง เมื่อเหตุรุนแรงเกิดถี่ขึ้น ผู้ก่อเหตุเลือกเป้าหมายที่สร้างแรงสะเทือนทางความรู้สึก ขณะที่มาตรการรักษาความปลอดภัยของรัฐถูกตั้งคำถามทั้งด้านประสิทธิภาพ ความพร้อม และความน่าเชื่อถือ ภาพที่ปรากฏจึงไม่ได้สะท้อนเพียงการต่อสู้ด้วยอาวุธ แต่ยังเป็นการช่วงชิงความได้เปรียบทางการเมืองและความไว้วางใจจากประชาชน
พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร มองว่าปัญหาสำคัญเริ่มตั้งแต่ระดับนโยบาย รัฐบาลกำหนดแนวทางแก้ปัญหาชายแดนใต้ไว้อย่างกว้างและคลุมเครือ จนไม่สามารถแปลงไปสู่การปฏิบัติได้อย่างชัดเจน ขณะที่กระดุมเม็ดแรกอย่างการสร้าง “พื้นที่ปลอดภัย” ซึ่งควรเป็นเงื่อนไขพื้นฐานของการพูดคุยสันติภาพ กลับยังไม่เกิดผลเป็นรูปธรรม
เหตุลอบโจมตีเจ้าหน้าที่สะท้อนด้วยว่า ฝ่ายผู้ก่อเหตุมีพัฒนาการด้านยุทธวิธี สามารถวางแผนและปฏิบัติการอย่างเป็นระบบ ตรงข้ามกับจุดตรวจหรือฐานปฏิบัติการบางแห่งที่ยังมีช่องโหว่ ทั้งเรื่องเครื่องกีดขวาง การเฝ้าระวัง และความพร้อมรับมือ การโจมตีจึงมีความหมายมากกว่าการสร้างความสูญเสีย เพราะยังต้องการลดทอนภาพความสามารถของรัฐในการควบคุมพื้นที่
เมื่อประชาชนเห็นว่าแม้แต่เจ้าหน้าที่รัฐยังไม่สามารถป้องกันตนเองได้ ความรู้สึกไม่มั่นคงย่อมขยายตัวตามมา เป้าหมายทางจิตวิทยาของความรุนแรงจึงอยู่ที่การทำให้ประชาชนเชื่อว่าอำนาจรัฐไม่อาจคุ้มครองพวกเขาได้ และอาจผลักให้คนในพื้นที่ต้องเลือกข้างเพื่อความอยู่รอด แม้ไม่ได้เต็มใจก็ตาม
ด้าน ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี มองว่าความถี่และรูปแบบของเหตุการณ์ช่วงนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ผู้ก่อเหตุเลือกปฏิบัติการที่สามารถยกระดับเป็นข่าวใหญ่ เพื่อสร้างแรงกระเพื่อมทั้งในพื้นที่และต่อสังคมวงกว้าง โดยเฉพาะในจังหวะที่การพูดคุยสันติภาพกำลังเตรียมกลับมาอีกครั้งในเดือนกันยายน
ความรุนแรงจึงอาจเป็นสัญญาณว่า BRN ยังคงใช้การต่อสู้ด้วยกำลังควบคู่กับกระบวนการเจรจา อีกด้านหนึ่งยังสะท้อนความซับซ้อนของโครงสร้างในพื้นที่ เพราะอาจมีกลุ่มที่อยู่นอกเหนือการควบคุม หรือ BRN เองอาจยังไม่สามารถควบคุมแนวร่วมทั้งหมดได้อย่างเบ็ดเสร็จ สถานการณ์บนโต๊ะพูดคุยกับสถานการณ์ภาคสนามจึงอาจไม่ได้เคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน
มิติที่น่ากังวลไม่แพ้กันคือวิกฤตความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรม อับดุลเราะมัน มอลอ ตั้งข้อสังเกตถึงความไม่ชัดเจนของคดีลอบยิง สส.กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ทั้งการสั่งไม่ฟ้องเจ้าหน้าที่รัฐบางราย ข้อมูลนิติวิทยาศาสตร์ และข้อมูลการติดต่อสื่อสารที่อาจยังไม่ได้ถูกรวบรวมเข้าสำนวนอย่างครบถ้วน
กรณีรถยนต์ของเจ้าหน้าที่ทหารเรือที่เคยปฏิบัติงานใน กอ.รมน. ถูกตรวจพบว่าติดตาม สส.กมลศักดิ์ถึงกรุงเทพฯ ยิ่งทำให้รัฐมีหน้าที่ต้องชี้แจงอย่างโปร่งใส เพราะเมื่อแม้แต่ตัวแทนประชาชนยังรู้สึกไม่ปลอดภัย ประชาชนทั่วไปย่อมยิ่งไม่กล้าไว้วางใจหน่วยงานรัฐ
โจทย์ใหญ่ของชายแดนใต้จึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มกำลังหรือยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัย แต่ต้องฟื้นความเชื่อมั่นควบคู่กันไป เพราะข่าวกรองที่มีประสิทธิภาพที่สุดมาจากประชาชน หากประชาชนไม่เชื่อมั่นรัฐ ข้อมูลสำคัญย่อมหายไป และรัฐจะยิ่งมองไม่เห็นความเคลื่อนไหวในพื้นที่
ทางออกจึงต้องเริ่มจากการกำหนดนโยบายที่ชัดเจน สร้างพื้นที่ปลอดภัย ปรับคณะพูดคุยให้ทำงานเป็นทีม และเพิ่มเอกภาพในการสั่งการ พร้อมเปิดเผยกระบวนการยุติธรรมให้ตรวจสอบได้ มิฉะนั้น ความรุนแรงทุกครั้งจะไม่เพียงพรากชีวิต แต่ยังค่อย ๆ ผลักสันติภาพให้ห่างออกไปจากชายแดนใต้มากกว่าเดิม
แหล่งที่มาประกอบ : รายการคมชัดลึก (คลิก)







