
เปิด 5 Data Center ยักษ์ใหญ่ของโลก เมื่อ AI ดันศูนย์ข้อมูลสู่ระดับกิกะวัตต์
เจาะ 5 อันดับ Data Center ยักษ์ใหญ่แห่งปี 2026 เมื่อการแข่งขัน AI เปลี่ยนเกมจากการวัดพื้นที่สู่การแข่งกำลังไฟฟ้าระดับกิกะวัตต์!
KEY
POINTS
- การเติบโตของเทคโนโลยี AI เป็นปัจจัยหลักที่ผลักดันให้ศูนย์ข้อมูลขยายตัวสู่ระดับ "กิกะวัตต์" โดยเปลี่ยนเกณฑ์การวัดขนาดจากพื้นที่ทางกายภาพมาเป็นกำลังไฟฟ้าที่ใช้ประมวลผล (IT Load)
- คลัสเตอร์ศูนย์ข้อมูลในเขตปกครองตนเองมองโกเลียในของจีนครองอันดับ 1 ของโลก ด้วยกำลังไฟฟ้ารวมกว่า 3,000 MW ซึ่งเป็นกำลังรวมจากผู้ให้บริการหลายรายในพื้นที่ ไม่ใช่แคมปัสเดี่ยว
- สหรัฐอเมริกายังคงเป็นที่ตั้งของศูนย์ข้อมูลแบบแคมปัสเดี่ยวขนาดใหญ่หลายแห่ง ขณะที่คลัสเตอร์สิงคโปร์-ยะโฮร์ (มาเลเซีย) กลายเป็นตลาดศูนย์ข้อมูลที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก
การปฏิวัติวงการศูนย์ข้อมูลสู่ยุคโครงสร้างพื้นฐาน AI
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา วงการศูนย์ข้อมูล (Data Center) ทั่วโลกได้ก้าวเข้าสู่ยุคการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน แรงขับเคลื่อนสำคัญไม่ได้มาจากเพียงแค่การจัดเก็บข้อมูลบนระบบคลาวด์ (Cloud Storage) หรือการสตรีมมิ่งมัลติมีเดียแบบเดิมอีกต่อไป
แต่เป็นผลมาจากการแข่งขันอย่างดุเดือดในการพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์ (Generative AI) และการฝึกฝนโมเดล AI ขนาดใหญ่ (Frontier AI Models) จากผู้ให้บริการคลาวด์และบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลก
Data Center วันนี้กำลังถูกยกระดับเป็น “โรงงานประมวลผล” ที่ต้องรองรับ GPU และชิป AI จำนวนมหาศาล จากเดิมที่เคยใช้วัดขนาดกำลังการผลิตไฟฟ้าของศูนย์ข้อมูลในระดับ "ร้อยเมกะวัตต์" (MW) มาสู่ระดับ "กิกะวัตต์" (GW) หรือหลายพันเมกะวัตต์ภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่ปี
ความต้องการพลังงานและพื้นที่ประมวลผลที่พุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดนี้เองที่ส่งผลให้ขอบเขตการออกแบบศูนย์ข้อมูลประเภท Hyperscale ต้องปรับเปลี่ยนขนาดยกแผง!
ดังนั้น หากจะวัดว่า Data Center แห่งใด “ใหญ่ที่สุด” ในยุค AI การดูเพียงพื้นที่อาคารอาจไม่เพียงพออีกต่อไป เพราะอาคารที่มีพื้นที่เท่ากันอาจรองรับความหนาแน่นของเซิร์ฟเวอร์ต่างกันอย่างมาก
เกณฑ์ที่ใช้กันมากขึ้นคือ IT load หรือกำลังไฟฟ้าที่ส่งให้กับอุปกรณ์ประมวลผลโดยตรง ซึ่งวัดเป็นเมกะวัตต์ (MW) หรือกิกะวัตต์ (GW)
ข้อมูลของ GBC Engineers ซึ่งอัปเดตสำหรับปี 2026 จัดอันดับโดยใช้ IT load capacity และพบว่า “แชมป์โลก” ไม่ได้อยู่ในสหรัฐฯ แต่เป็น คลัสเตอร์ศูนย์ข้อมูลในมองโกเลียในของจีน ที่มีศักยภาพรวมมากกว่า 3,000 MW ขณะที่สหรัฐฯ ครองตำแหน่งสำคัญในกลุ่ม Data Center แบบแคมปัสเดี่ยวขนาดใหญ่
1. China Telecom–Inner Mongolia Information Park - ยักษ์ใหญ่กว่า 3,000 MW
- สถานที่ตั้ง: เมืองฮูฮอต (Hohhot) และ เมืองอูลานชาบ (Ulanqab) เขตปกครองตนเองมองโกเลียใน ประเทศจีน
- กำลังไฟฟ้า IT (IT Capacity): ~3,000+ MW (รวมคลัสเตอร์ Hyperscale ทั้งหมดในพื้นที่)
- ผู้ดำเนินการ: China Mobile, China Telecom, Alibaba Cloud, ByteDance, Baidu, Tencent
- สถานะ: เปิดดำเนินการแล้ว (Operational Hyperscale Cluster)
ไม่มีสถานที่ใดในโลกที่มีความหนาแน่นของกำลังการประมวลผล IT ระดับ Hyperscale สูงเท่ากับระเบียงเศรษฐกิจฮูฮอต–อูลานชาบ (เมืองฮูฮอต (Hohhot) และ เมืองอูลานชาบ (Ulanqab)) ในเขตปกครองตนเองมองโกเลียใน ประเทศจีน
พื้นที่แห่งนี้เป็นที่ตั้งของศูนย์ข้อมูลขนาดมหึมาที่สร้างขึ้นเฉพาะทางโดยยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีของจีน โดยศูนย์ฮับของ China Mobile ในอูลานชาบเพียงแห่งเดียว ตั้งเป้ากำลังไฟฟ้าไว้ที่ 500–600 MW เมื่อสร้างเสร็จสมบูรณ์
และเมื่อรวมกับแคมเปญของ Alibaba Cloud, ByteDance, Baidu, Tencent และ China Telecom ทำให้คลัสเตอร์นี้มีกำลังการประมวลผลไฟฟ้ารวมทะลุ 3,000 MW ซึ่งมากกว่าอันดับสองถึงสี่เท่!
China Telecom–Inner Mongolia Information Park ครองอันดับ 1 โดยตัวเลขที่ GBC Engineers ใช้เป็นเกณฑ์อยู่ที่ประมาณ 3,000+ MW แต่ต้องย้ำว่า ตัวเลขดังกล่าวเป็น กำลังรวมของคลัสเตอร์ศูนย์ข้อมูลในพื้นที่ Hohhot–Ulanqab ไม่ใช่อาคารเดียว
พื้นที่ดังกล่าวเป็นศูนย์กลางของยุทธศาสตร์ “East Data, West Computing” หรือการย้ายภาระประมวลผลข้อมูลจากพื้นที่เศรษฐกิจทางตะวันออกของจีนไปยังพื้นที่ตะวันตกที่มีที่ดินและพลังงานเหมาะสมกว่า
โดยมีผู้ให้บริการและบริษัทเทคโนโลยีจำนวนมากเข้าไปพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ทั้ง China Telecom, China Mobile, Alibaba Cloud, ByteDance, Baidu และ Tencent
เหตุผลที่มองโกเลียในกลายเป็นทำเลทองของ Data Center จีนอยู่ที่สภาพภูมิอากาศเย็น มีอุณหภูมิเฉลี่ยต่อปีเพียง 4–6°C ทำให้สามารถใช้นวัตกรรมระบายความร้อนด้วยอากาศธรรมชาติ (Free-air cooling) ได้มากกว่า 8,000 ชั่วโมงต่อปี
ส่งผลให้พลังงานต้นทุนแข่งขันได้ และพื้นที่ขนาดใหญ่ ซึ่งช่วยลดภาระระบบทำความเย็น ขณะเดียวกันรัฐบาลจีนก็ผลักดันโครงสร้างพื้นฐานด้านการประมวลผลในภูมิภาคนี้อย่างต่อเนื่อง
ข้อมูลล่าสุดยังสะท้อนว่า การขยายตัวไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะ "ฮูฮอต" แต่ "อูลานชาบ" กำลังกลายเป็นหนึ่งในศูนย์กลาง AI Data Center ที่เติบโตเร็วที่สุดของจีน โดยมีโครงการ Data Center เปิดหรือเริ่มก่อสร้างจำนวนมาก และมีกำลังการผลิตที่ประกาศหรือวางแผนรวมกันในระดับหลายกิกะวัตต์
จุดนี้จึงต้องแยกให้ชัดว่า “Inner Mongolia Information Park” ในการจัดอันดับนี้คือคลัสเตอร์ ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมตัวเลข 3,000+ MW จึงสูงกว่า Data Center แบบอาคารหรือแคมปัสเดี่ยวหลายเท่า
ที่สำคัญจีนไม่ได้แข่งขันด้วยการสร้าง Data Center เพียงแห่งเดียว แต่กำลังสร้าง เครือข่าย Data Center ระดับภูมิภาค ภายใต้นโยบาย East Data, West Computing เพื่อให้พื้นที่ทางตะวันตกช่วยรองรับความต้องการประมวลผลจากเมืองเศรษฐกิจทางตะวันออก
อันดับ 2: The Citadel Campus — Nevada (สหรัฐอเมริกา)
- สถานที่ตั้ง: Tahoe Reno Industrial Center, Storey County, รัฐเนวาดา สหรัฐอเมริกา
- กำลังไฟฟ้า IT (IT Capacity): ~650 MW (เป้าหมายเมื่อก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์เต็มโครงการ)
- ผู้ดำเนินการ: Switch Inc. / DigitalBridge Group
- สถานะ: เปิดดำเนินการแล้วบางส่วน และอยู่ระหว่างการขยายเฟสอย่างต่อเนื่อง
The Citadel เป็นวิทยาเขตศูนย์ข้อมูลเดี่ยว (Single Campus) ที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่มีการเปิดเผยตัวเลขกำลังการประมวลผลไฟฟ้า IT สูงถึง 650 MW อย่างเป็นทางการ
ทำให้โครงการนี้กลายเป็นบรรทัดฐานอ้างอิงที่น่าเชื่อถือที่สุดในวงการ โดยการควบรวมกิจการ Switch โดย DigitalBridge Group ในปี 2022 ด้วยมูลค่าสูงถึง 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ถือเป็นหนึ่งในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์
วิทยาเขตแห่งนี้ขับเคลื่อนด้วยพลังงานหมุนเวียน 100% ผ่านสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) จากแสงอาทิตย์และความร้อนใต้พิภพในเนวาดา
ตัวอาคารได้รับการออกแบบตามมาตรฐานสิทธิบัตร SUPERNAP® ของ Switch ซึ่งสูงกว่ามาตรฐาน Tier IV ของ Uptime Institute ในด้านการทนทานต่อความผิดพลาด (Fault tolerance)
ความท้าทายทางวิศวกรรมโครงสร้างของ The Citadel คือการรองรับน้ำหนักมหาศาลของระบบพลังงานสำรอง เครื่องกำเนิดไฟฟ้าดีเซลสำรองขนาด 2–4 MVA จำนวนหลายร้อยเครื่อง แต่ละเครื่องมีน้ำหนักมากถึง 15,000–30,000 กิโลกรัม
นอกจากนี้ ห้องแบตเตอรี่ UPS, ห้องสวิตช์เกียร์แรงดันปานกลาง (MV Switchgear) และลานหม้อแปลงไฟฟ้า รวมกันสร้างน้ำหนักกดทับบรรทุกใช้งาน (Area loads) สูงถึง 15–25 kN/m²
การออกแบบจึงใช้ระบบโมดูลาร์พ็อด (Modular Pod Design) เพื่อกระจายน้ำหนักและทยอยก่อสร้างเป็นเฟส ซึ่งช่วยให้โครงสร้างอาคารได้รับการวิศวกรรมตามความจุจริงที่ส่งมอบ
The Citadel มีความสำคัญเพราะเป็นหนึ่งในตัวอย่างชัดเจนของ Data Center แบบ hyperscale ที่สร้างขึ้นให้สามารถขยายกำลังได้เป็นระยะ แทนที่จะสร้างทุกอย่างพร้อมกันในครั้งเดียว
Switch ระบุว่า The Citadel เป็น Data Center Campus ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และปัจจุบันเว็บไซต์ของบริษัทระบุถึงศักยภาพด้านพลังงานในระดับ “gigawatts” เมื่อรวมการขยายระบบในพื้นที่ Tahoe Reno
ความแตกต่างจาก Inner Mongolia คือ The Citadel เป็นแคมปัสของผู้ดำเนินการรายเดียว ขณะที่อันดับหนึ่งเป็นการรวมศูนย์หลายแห่งในภูมิภาคเดียวกัน จึงไม่ควรนำตัวเลข 3,000+ MW กับ 650 MW ไปเปรียบเทียบว่าเป็นอาคารขนาดเดียวกัน
อันดับ 3: Stargate — Abilene, Texas (สหรัฐอเมริกา)
- สถานที่ตั้ง: เมืองแอเบอลีน (Abilene), Taylor County, รัฐเทกซัส สหรัฐอเมริกา
- กำลังไฟฟ้า IT (IT Capacity): ~400–500 MW (กำลังผลิตไฟฟ้าระยะที่ 1)
- ผู้ดำเนินการ: OpenAI, Oracle, SoftBank (ดําเนินงานภายใต้ Stargate LLC)
- สถานะ: อยู่ระหว่างการก่อสร้าง (ตั้งเป้าเปิดใช้อาคารแรกกลางปี 2025)
โครงการ Stargate ได้รับการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในเดือนมกราคม ปี 2025 โดยความร่วมมือระหว่าง OpenAI, Oracle และ SoftBank นับเป็นโปรแกรมโครงสร้างพื้นฐานปัญญาประดิษฐ์ (AI Infrastructure) ที่มีมูลค่าการลงทุนใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา
โดยแคมปัสที่เมืองแอเบอลีน รัฐเทกซัส ถือเป็นแฟลกชิปแห่งแรกที่มุ่งเน้นการประมวลผลและการฝึกฝนโมเดล AI ระดับสูง (Frontier AI Models) โดยเฉพาะ
ศูนย์ข้อมูลแห่งนี้ถูกออกแบบมารองรับระบบประมวลผลทรงพลัง NVIDIA GB200 NVL72 ซึ่งมีความหนาแน่นของการใช้พลังงานสูงถึง 120 kW ต่อแร็ค หรือคิดเป็น 6 ถึง 12 เท่าของแร็คศูนย์ข้อมูลระดับองค์กรทั่วไป
ภาพรวมโครงการ Stargate ระดับชาติยังตั้งเป้าขยายกำลังประมวลผลรวมสูงถึง 5 GW กระจายใน 20 พื้นที่ทั่วสหรัฐอเมริกา
ในมิติทางวิศวกรรม ความหนาแน่นพลังงานที่สูงระดับ 40–120 kW ต่อแร็ค ทำให้ระบบระบายความร้อนด้วยอากาศแบบเดิมไม่สามารถใช้งานได้อีกต่อไป จำเป็นต้องเปลี่ยนมาใช้ระบบระบายความร้อนด้วยของเหลวโดยตรง (Direct Liquid Cooling - DLC)
ส่งผลให้โครงสร้างพื้นต้องรับน้ำหนักเครื่องคูลลิ่ง ท่อจ่ายสารเย็น และน้ำหนักจุดกดทับ (Point loads) ที่เข้มข้นยิ่งขึ้น รวมถึงต้องออกแบบโครงสร้างให้ลดแรงสั่นสะเทือน (Floor vibration performance) เพื่อป้องกันความเสียหายต่อการทำงานของชิปประมวลผลระดับสูง
อันดับ 4: Maiden NC Cluster - North Carolina (สหรัฐอเมริกา)
- สถานที่ตั้ง: เมืองเมเดน (Maiden), Catawba County, รัฐนอร์ทแคโรไลนา สหรัฐอเมริกา
- กำลังไฟฟ้า IT (IT Capacity): ~400–500 MW (กำลังไฟฟ้ารวมของคลัสเตอร์ Apple และ Google)
- ผู้ดำเนินการ: Apple และ Google
- สถานะ: เปิดดำเนินการแล้ว และมีการขยายพื้นที่วิทยาเขตอย่างต่อเนื่อง
แม้ว่า Maiden NC Cluster จะไม่ค่อยเป็นข่าวครึกโครมในสื่อสาธารณะ แต่กลับเป็นหนึ่งในอันดับที่มีความน่าเชื่อถือสูงที่สุดบนรายชื่อนี้
Apple ได้เริ่มสร้างศูนย์ข้อมูลแห่งแรกขึ้นที่นี่ในปี 2012 ก่อนที่ Google จะเข้ามาสร้างวิทยาเขตขนาดใหญ่ตามมา ส่งผลให้ Catawba County กลายเป็นพื้นที่ที่มีความหนาแน่นของศูนย์ข้อมูล Hyperscale สูงที่สุดแห่งหนึ่งในฝั่งตะวันออกของสหรัฐอเมริกา
สิ่งที่ทำให้ Maiden มีความโดดเด่นอย่างมากในแง่ข้อมูล คือการได้รับการยืนยันตัวเลขกำลังไฟฟ้าอย่างเป็นอิสระผ่านเอกสารการยื่นขอเชื่อมต่อสายส่งของการไฟฟ้า Duke Energy และบันทึกของผังเมือง Catawba County
ซึ่งเป็นเอกสารทางราชการที่ไม่เกี่ยวข้องกับการโปรโมตของบริษัท โดยในด้านพลังงาน Apple ใช้พลังงานหมุนเวียน 100% จากโซลาร์ฟาร์มในพื้นที่ ขณะที่ Google ใช้ระบบจับคู่พลังงานหมุนเวียน 100%
การวางผังโครงสร้างของ Maiden แสดงให้เห็นถึงการวางแผนยุทธศาสตร์ระยะยาวในการขยายพื้นที่และการจัดการระบบไฟฟ้า การประสานงานวิศวกรรมโยธาต้องคำนึงถึงโครงสร้างพื้นฐานของระบบไฟฟ้าแรงสูง การระบายน้ำ สายส่งเคเบิลใต้ดิน
และการออกแบบโครงสร้างอาคารที่สามารถขยายขนาด (Scalability) เพิ่มเติมได้ในอนาคตโดยไม่รบกวนระบบเดิมที่กำลังทำงานอยู่
อันดับ 5: Singapore / Johor Cluster (เอเชียตะวันออกเฉียงใต้)
- สถานที่ตั้ง: ประเทศสิงคโปร์ และ เมืองยะโฮร์บาห์รู (Johor Bahru) ประเทศมาเลเซีย
- กำลังไฟฟ้า IT (IT Capacity): ~350–500 MW (เปิดดำเนินการแล้ว) / ทะลุ 1,000+ MW (อยู่ระหว่างก่อสร้าง)
- ผู้ดำเนินการ: AWS, Google Cloud, Microsoft Azure, Equinix, Digital Realty, GDS, ST Telemedia
- สถานะ: เปิดดำเนินการแล้วและเป็นระเบียงศูนย์ข้อมูลที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก
ระเบียงเศรษฐกิจ สิงคโปร์–ยะโฮร์ ถือเป็นเมืองหลวงแห่งศูนย์ข้อมูลของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นพื้นที่ที่ตลาดศูนย์ข้อมูลเติบโตเร็วที่สุดในโลก ณ ขณะนี้
สิงคโปร์ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการเชื่อมต่อระหว่างประเทศด้วยเคเบิลใต้ทะเลมากกว่า 20 เส้นทาง พร้อมข้อกำหนดมาตรฐานความยั่งยืนที่เข้มงวดที่สุด
ขณะที่รัฐยะโฮร์ ประเทศมาเลเซีย ซึ่งตั้งอยู่ตรงข้ามทางหลวงเชื่อมข้ามแม่น้ำ (Causeway) ทำหน้าที่เป็นพื้นที่รองรับการขยายตัวด้วยที่ดินและกำลังไฟฟ้ามหาศาล
ตั้งแต่ปี 2023 เป็นต้นมา ยอดเงินลงทุนที่ประกาศในรัฐยะโฮร์พุ่งสูงเกิน 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากบริษัทยักษ์ใหญ่ อาทิ Microsoft, Google, Oracle และ ByteDance ใน
ขณะที่สิงคโปร์กำหนดเกณฑ์ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน PUE (Power Usage Effectiveness) ต้องไม่เกิน 1.3 สำหรับศูนย์ข้อมูลใหม่ และต้องใช้การออกแบบต้านทานแผ่นดินไหวตามมาตรฐาน SS EN 1998:2021
ในมุมมองด้านวิศวกรรม ข้อจำกัดด้านพื้นที่ในเมืองหนาแน่นอย่างสิงคโปร์บีบให้ศูนย์ข้อมูลต้องสร้างเป็นอาคารสูง (Multi-story Data Centers) ซึ่งเพิ่มความซับซ้อนในการออกแบบโครงสร้างต้านแรงแผ่นดินไหวและแรงลม
ขณะที่การพัฒนาแคมเปญขนาดใหญ่ในยะโฮร์ต้องการการวางผังโครงสร้างแบบโมดูลาร์ การประเมินความพร้อมของระบบสายส่งไฟฟ้า และการตรวจสอบความสามารถในการก่อสร้าง (Constructability review) เพื่อส่งมอบโครงการให้ทันตามความต้องการของตลาด
3. ปัจจัยขับเคลื่อนและแนวโน้มศูนย์ข้อมูล Hyperscale ยุคถัดไป
จากการวิเคราะห์ของ gbc engineers บริษัทที่ปรึกษาและออกแบบด้านวิศวกรรมโครงสร้างจากประเทศเยอรมนี ทิศทางของศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ระดับโลกในอนาคตกำลังถูกหล่อหลอมด้วย 3 ปัจจัยหลักดังต่อไปนี้:
- AI คือผู้เขียนกฎเกณฑ์ใหม่ (AI is Rewriting the Rules):
การขยายตัวของศูนย์ข้อมูลในทศวรรษที่ผ่านมาขับเคลื่อนด้วยบริการคลาวด์และการสตรีมมิ่ง แต่ระลอกใหม่นี้ขับเคลื่อนด้วย AI ยักษ์ใหญ่ Big Tech (AWS, Microsoft, Google, Meta) ได้เพิ่มงบลงทุนด้านทุน (CapEx) สำหรับศูนย์ข้อมูลรวมกันมากกว่า 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐเฉพาะในปี 2025 เพียงปีเดียว
การใช้ชิปประมวลผล GPU ที่มีความหนาแน่นพลังงาน 40–120 kW ต่อแร็ค ทำให้ระบบระบายความร้อนด้วยของเหลว (Liquid Cooling) กลายเป็นมาตรฐานบังคับ แทนที่จะเป็นตัวเลือกเสริมอีกต่อไป
- เอเชียตะวันออกเฉียงใต้คือตลาดที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก:
เงินทุนหลั่งไหลเข้าสู่มาเลเซีย (ยะโฮร์), อินโดนีเซีย, ไทย และฟิลิปปินส์ ในอัตราที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน มาตรฐาน PUE ≤ 1.3 และข้อกำหนดทางวิศวกรรมต้านแผ่นดินไหวของสิงคโปร์ได้กลายมาเป็นบรรทัดฐานใหม่ที่ยกระดับมาตรฐานการออกแบบศูนย์ข้อมูลทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
- การมาถึงของพลังงานนิวเคลียร์และเตาปฏิกรณ์ SMR:
ความต้องการพลังงานของศูนย์ข้อมูล AI มีขนาดมหาศาลจนพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมเพียงอย่างเดียวไม่สามารถตอบสนองความต้องการได้ตลอด 24 ชั่วโมง
บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำอย่าง Oracle, Microsoft และ Amazon จึงเริ่มเจรจาข้อตกลงและลงทุนในเทคโนโลยีเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactors - SMRs) เพื่อสร้างแหล่งพลังงานสะอาดที่เสถียรและไร้คาร์บอนอย่างแท้จริง
ที่มา:
gbc engineers / Top 5 Largest Data Center in The World 2026







