ตราบาปกองทัพญี่ปุ่น กับ "การแข่งตัดหัวคนให้ถึง 100 หัว"

วันที่ 15 ก.ย. 2564 เวลา 21:19 น.
ตราบาปกองทัพญี่ปุ่น กับ "การแข่งตัดหัวคนให้ถึง 100 หัว"
หนึ่งหน้าในประวัติศาสตร์ เมื่อกองทัพพระจักรพรรดิกระทำการอันเหี้ยมโหดเหมือนเรื่องสนุก ทุกวันนี้มันยังถูกพูดถึงน้อยมาก

ระหว่างที่เกิดกรณีสังหหารหมู่นานกิง มีเหตุการซ้อนอีกเหตุการณ์คือ "การแข่งตัดหัวคนให้ถึง 100 หัว" (เฮียกขุ นินงิริ เคียวโซ) เป็นการแข่งขันระหว่างร้อยตรีมูไค โทชิอะกิ กับร้อยตรีโนดะ ซึโยชิ 

ทั้งคู่แข่งกันว่าใครจะสามารถใช้ดาบญี่ปุ่นตัดศีรษะคนจีนได้ถึง 100 คนก่อนกัน ระหว่างการยาตราทัพรุกนานกิง มีสื่อญี่ปุ่นรายงานอย่างใกล้ชิดเกือบทุกระยะ จนกระทั่งได้ความว่ามูไคตัดไปได้ 106 หัว ส่วนโนดะได้ไป 105 หัว กรณีนี้มักถูกยกขึ้นมาเป็นตัวอย่างความโหดเหี้ยมของกองทัพญี่ปุ่นที่กระทำต่อชาวจีนอย่างป่าเถื่อน

หลังจากสิ้นสงคราม กองบัญชาการกลางของสหรัฐในญี่ปุ่น (GHQ) ได้ทราบเรื่องนี้ และควบคุมตัวนายทหารทั้ง 2 ไว้จากนั้นส่งตัวไปให้ทางการจีน ศาลอาชญากรสงคราม ตัดสินว่าทั้งคู่ก่ออาชญกรรมจริง ฐานสังหารพลเรือนและนักโทษสงคราม ให้ประหารชีวิตเสียที่นานกิง

ปัญหาก็คือ หลังสงครามมีการถกเถียงอย่างหนักว่าการการแข่งตัดคอคนให้ถึง 100 หัวเกิดขึ้นจริงหรือไม่ นอกจากจะโต้เถียงในวงวิชาการแล้ว ญาติของนายทหารทั้ง 2 ยังฟ้องร้องนักประวัติศาสตร์และสื่อที่เปิดเผยเรื่องดังกล่าวว่าปั้นเรื่อง แต่ปรากฎว่าศาลกรุงโตเกียวไม่รับฟ้อง เพราะหลักฐานระบุชัดว่าเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นจริง ซึ่งในข้อมูลฝ่ายญี่ปุ่นยกหลักฐานมางัดค้านดุเดือดมาก แต่ผมจะเล่าเฉพาะหลักฐานที่บ่งชี้ว่าการแข่งกันตัดคอเกิดขึ้นจริง

เรื่องแรกคือสื่อในญี่ปุ่นรายงานเรื่องนี้มีหลักฐานชัดเจน และผู้ที่เล่าให้สื่อฟังคือก็คือโนดะกับมูไค โดยเฉพาะโนดะถึงกับบอกกับหนังสือพิมพ์โตเกียวนินิชิมบุน (วันที่ 19 เดือนกันยายนปีโชวะที่ 14) ว่า พยายามจะฆ่าให้ถึง 500 หัว แต่ตอนนี้ตัดไปได้แค่ 305 หัว ก่อนหน้านั้นโนดะยังกลับบ้านเกิดที่คะโงะชิมะ โพนทะนากับคนที่นั่นว่ามีการแข่งตัดหัวให้ได้ 100 หัว (รายงานในคะโงะชิมะชิมบุนวันที่ 21 และ 26 เดือนมีนาคม ปีโชวะที่ 13) ตัวเขาตัดไปได้ 300 กว่าหัวแล้ว ซึ่งทั้งโนดะและมูไคเป็นคนบ้านเดียวกัน และเดินสายบรรยายวีรเวรวีรกรรมของเขาหลายครั้ง ถึงกับมีผู้แต่งเพลงสรรเสริญ

มูไคบอกกับหนังสือพิมพ์ The Japan Advertiser ว่า "สนุก" กับเรื่องที่ทำลงไป แต่เสียที่ดาบบิ่นเพราะต้องตัดมันทุกแบบ ส่วนโนดะบอกว่า ทหารจีนโง่ เรียกมาตัดหัวก็เดินเข้าแถวกันมา

ข้างต้นนี้ เป็นหลักฐานฝ่ายหนังสือพิมพ์ในยุคร่วมสมัย นอกจากนี้ ยังมีพยานในเหตุการณ์คือ ไซโต ชินจู  ช่างภาพข่าวสงครามที่มีชื่อเสียง เล่าว่าได้ยินจากนายทหารทั้ง 2 คนว่าเกิดเรื่องเหี้ยมโหดที่ว่านั้นจริง และที่ต้องย้ำคือทั้งโนดะและมูไคเป็นคนเล่าให้ทั้งสื่อและคนทั่วไปถึงเรื่องที่เกิดขึ้นด้วยตัวเอง หลักฐานนี้นี่เองที่ศาลตัดสินว่า "การแข่งตัดคอคนให้ถึง 100 หัว" ไม่ใช่เรื่องที่ถูกปั้นแต่งขึ้น

แต่ก่อนที่จะถูกประหารที่นานกิง มูไคกับโนดะยืนยันด้วยแถลงการณ์ 2 ฉบับว่าไม่ได้เป็นคนลงมือสังหารพลเรือนและนักโทษสงคราม และจะไม่ยอมรับคำตัดสินว่าเขาเป็นอาชญากรสงคราม

ไม่ว่าพวกเขาจะกล่าวยืนยันอย่างไร ก็คงแก้ต่างอะไรไม่ได้อีก คงมีแต่หลักฐานทางประวัติศาสตร์เท่านั้นที่จะเป็นผู้ตัดสิน

โดย กรกิจ ดิษฐาน

(หมายเหตุ - มีบางเว็บไซต์นำบทความนี้ไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ผู้เขียนขอแจ้งว่าบทความชิ้นนี้ไม่เคยได้รับอนุญาตให้ลงที่อื่นนอกจากโพสต์ทูเดย์แห่งเดียวเท่านั้น)