ประเทศเสี่ยงชัดๆ แต่ไทยปฏิบัติเหมือนเป็นประเทศปลอดเชื้อ

วันที่ 14 ก.ค. 2563 เวลา 21:37 น.
ประเทศเสี่ยงชัดๆ  แต่ไทยปฏิบัติเหมือนเป็นประเทศปลอดเชื้อ
การเปิดประเทศรับทหารจากอียิปต์เป็นเหตุการณ์ที่สามารถคาดการณ์ได้ล่วงหน้าว่ามีความเสี่ยงที่คนกลุ่มนี้จะนำเชื้อเข้ามาด้วย เพราะอียิปต์อยู่ในพื้นที่ระบาดรุนแรง

ในขณะที่รัฐบาลเน้นย้ำกับประชาชนคนไทยว่า “การ์ดอย่าตก” เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโคโรนาไวรัสระลอกสอง แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นว่ารัฐบาลกลับการ์ดตกเสียเองอย่างไม่น่าให้อภัยและไม่น่าพลาด ทั้งกรณีของทหารอียิปต์ที่จังหวัดระยอง และลูกสาวอุปทูตซูดาน ที่ได้รับยกเว้นเป็นกรณีพิเศษและจากอภิสิทธิ์ทางการทูต

ทั้งสองเคสมาจากภูมิภาคที่มีการแพร่ระบาดหนักที่สุดคือ ตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ (MENA)

เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ออกคำเตือนว่าการแพร่ระบาดรุนแรงกำลังจะเริ่มต้นขึ้นในภูมิภาค MENA โดยขณะนั้นตัวเลขผู้ติดเชื้อทะลุ 1 ล้านคนไปเรียบร้อยซึ่งเป็นจุดที่น่ากังวลมาก และ 80% ของผู้เสียชีวิตทั้งหมดมาจากอิหร่าน อิรัก ซาอุดีอาระเบีย อียิปต์ และปากีสถาน

สองประเทศหลังเป็นประเทศต้นทางและประเทศที่ทหารอียิปต์แวะพักเครื่องบินก่อนจะเดินทางต่อมายังสนามบินอู่ตะเภาของไทย

พูดง่ายๆ ก็คือ ช่วงที่ทหารอียิปต์และลูกสาวอุปทูตซูดานเดินทางออกจากประเทศต้นทางมายังไทย เป็นช่วงที่เชื้อโคโรนาไวรัสกำลังแพร่ระบาดรุนแรงในอียิปต์ ปากีสถาน และซูดาน ผู้ที่มาจากประเทศเหล่านี้อยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่ต้องกักตัว 14 วันตามมาตรการของรัฐบาลไทย

แต่ชาวต่างชาติจากประเทศเสี่ยงทั้งสองกรณีกลับได้รับการยกเว้นไม่ต้องกักตัว เกิดการปฏิบัติแบบสองมาตรฐาน เพราะชาวไทยคนอื่นที่เดินทางกลับจากต่างประเทศต้องเข้ารับการกักตัวใน State Quarantine ทั้งยังต้องเฝ้าสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด

ความผิดพลาดของรัฐบาลครั้งนี้ไม่มีข้ออ้างใดที่จะฟังดูสมเหตุสมผล เพราะตัวอย่างมีให้เห็นแล้วก็คือเคสผู้ที่เดินทางกลับจากต่างประเทศที่พักเฝ้าดูอาการอยู่ใน State Quarantine ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่มาจากกลุ่มประเทศที่มีการแพร่ระบาดรุนแรงในตะวันออกกลาง อาทิ อียิปต์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

การเปิดประเทศรับทหารจากอียิปต์จึงเป็นเหตุการณ์ที่สามารถคาดการณ์ได้ล่วงหน้าว่ามีความเสี่ยงที่คนกลุ่มนี้จะนำเชื้อเข้ามาด้วย แต่รัฐบาลก็ยังเอาชีวิตประชาชนและเศรษฐกิจของประเทศไทยไปเสี่ยง

ประเทศไทยไม่พบผู้ติดเชื้อในประเทศมากว่า 50 วันจากความทุ่มเทอย่างหนักของบุคลากรทางการแพทย์ และความพยายามอย่างเต็มที่ของคนไทยในการสวมหน้ากากอนามัย ล้างมือ และหยุดอยู่บ้าน จนได้รับคำชมว่าควบคุมการแพร่ระบาดได้ดี

แต่ความหละหลวมของรัฐบาลกำลังจะทำให้ความพยายามทั้งหมดที่ผ่านมาพังไม่เป็นท่า หากมีคนไทยติดเชื้อจากบุคคลกลุ่มพิเศษทั้งสองกรณีจนลุกลามเป็นการระบาดระลอกสอง และต้องกลับไปนับศูนย์เริ่มล็อกดาวน์กันอีกครั้ง

ความกังวลของคนไทยมีความเป็นไปได้ เพราะขณะนี้มีบุคคลที่สัมผัสใกล้ชิดกับทั้งทหารอียิปต์และลูกสาวอุปทูตซูดานต้องกักตัวเฝ้าดูอาการแล้วกว่า 400 คน

ที่น่าเห็นใจที่สุดก็คือชาวระยองทั้งหมด ผู้ประกอบการโดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยว เพิ่งจะกลับมาเปิดให้บริการอีกครั้งเมื่อไม่กี่วันก่อน ต้องถูกลูกค้ายกเลิกการจองที่พักไปแล้ว 90% หลังจากมีข่าวทหารอียิปต์ ยังไม่นับผลกระทบที่จะตามมาอีกเป็นลูกโซ่

รัฐบาลจะรับผิดชอบความเสียหายครั้งนี้อย่างไร

การปรับเปลี่ยนมาตรการการกักตัวผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศให้เหมือนกันโดยไม่มีข้อยกเว้นตามที่กระทรวงการต่างประเทศประกาศอาจยังไม่เพียงพอ สิ่งที่รัฐบาลไทยควรให้ความสำคัญไม่แพ้กันก็คือ การเฝ้าจับตาประเทศที่มีการระบาดรุนแรง อาทิ ภูมิภาค MENA และสหรัฐ เพื่อยกระดับมาตรการเฝ้าระวังผู้ที่เดินทางมาจากประเทศเหล่านี้อย่างเข้มงวด

แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือ ผู้ที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มคนวีไอพีทั้งสองกลุ่มควรแสดงความขอโทษอย่างจริงใจกับคนไทยโดยเร็วที่สุด