พนักงานเฟซบุ๊กประท้วงซักเคอร์เบิร์ก ไม่จัดการโพสต์ยั่วยุของทรัมป์

วันที่ 02 มิ.ย. 2563 เวลา 18:30 น.
พนักงานเฟซบุ๊กประท้วงซักเคอร์เบิร์ก ไม่จัดการโพสต์ยั่วยุของทรัมป์
พนง.เฟซบุ๊กนับร้อยประท้วง มาร์ก ซัคเคอร์เบิร์ก นิ่งเฉยกับโพสต์ปลุกปั่นของผู้นำสหรัฐ

รอยเตอร์รายงานว่า พนักงานของบริษัทเฟซบุ๊กจำนวนหลายร้อยคน ต่างออกมาเขียนข้อความลงสื่อสังคมออนไลน์ในหลายแพล็ตฟอร์ม แสดงความไม่พอใจต่อท่าทีของนาย มาร์ก ซัคเคอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้งและซีอีโอ (CEO)เฟซบุ๊ก ที่ไม่ดำเนินการใดๆกับโพสต์ยั่วยุอาจก่อให้เกิดความรุนแรงของประธานาธิบดีทรัมป์ ผู้นำสหรัฐในหลายข้อความเมื่อหลายสัปดาห์ก่อน

ท่าทีของบรรดาพนักงานเฟซบุ๊กครั้งนี้มีขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ความรุนแรงจากการที่ชาวอเมริกันทั่วสหรัฐ ต่างพากันลุกฮือประท้วงไม่พอใจและเรียกร้องความยุติธรรมให้กับนายจอร์จ ฟลอยด์ จนบางพื้นที่ความรุนแรงขยายตัวเป็นเหตุจลาจล

พนักงานบางรายของเฟซบุ๊กประท้วงด้วยการลางาน ซึ่งตามกฎของเฟซบุ๊กได้อนุญาตให้พนักงานลางานประท้วงได้ตามสิทธิ์ โดยพนักงานหลายคนแสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยกับท่าทีอันนิ่งเฉยของซัคเกอร์เบิร์ก ที่ปล่อยให้แพล็ตฟอร์มเฟซบุ๊ก ถูกใช้เป็นเครื่องมือยั่วยุปลุกปั่นต่อความรุนแรง และการแพร่ข้อมูลแบบผิดๆ โดยเฉพาะกับข้อความที่ผู้นำสหรัฐได้โพสต์ลงในหลายสัปดาห์ก่อน ซึ่งมีเนื้อหาปลุกปั่นให้เกิดความรุนแรงในหลายครั้ง ขัดต่อกฏกระเบียบมาตรฐานชุมชนของเฟซบุ๊ก

พนักงานบางรายได้เปลี่ยนรูปโปรไฟล์เป็นรูปกำปั่นสีดำซึ่งดัดแปลงมาจากสัญลักษณ์ "ไลค์"เพื่อแสดงจุดยืนดังกล่าว ขณะที่หลายคนได้เปลี่ยนการโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ไปใช้แพล็ตฟอร์ตคู่แข่งอย่างทวีตเตอร์ในการเขียนข้อความแสดงจุดยืนต่อกรณีจอร์จ ฟอยด์แทน

ความเคลื่อนไหวนี้เป็นเพียงบางส่วนของพนักงานเฟซบุ๊กซึ่งมีทั้งหมดกว่า 40,000 คน โดยก่อนหน้านี้แพล็ตฟอร์มโซเชียลคู่แข่งอย่างทวิตเตอร์ได้ติดป้ายเตือนข้อมูลเท็จต่อข้อความในทวีตของทรัมป์ รวมถึงติดป้ายเตือนข้อความยั่วยุต่อข้อความของทวิตเตอร์บัญชีทำเนียบขาว จนทำให้ผู้นำสหรัฐใช้คำสั่งพิเศษทบทวนกฎหมายให้สิทธิคุ้มครองโซเชียลมีเดีย ซึ่งกระทบถึงเฟซบุุ๊กด้วย แต่เฟซบุ๊กก็ไม่ได้แสดงข้อคิดเห็นใดๆในเรื่องดังกล่าว ขณะที่ด้านมาร์ก ซัคเกอร์เบิร์ก ซึ่งได้โพสต์ข้อความเมื่อวันที่ 31 พ.ค.ที่ผ่านมามีใจความให้เฟซบุ๊กเป็นส่วนหนึ่งของช่องทางสนับสนุนความเสมอภาคและความปลอดภัยของชุมชนคนผิวสีมากขึ้น ด้วยการบริจาคเงิน 10 ล้านดอลลาร์ (ราว 315 ล้านบาท) ให้กับกลุ่มที่สนับสนุนความเท่าเทียมทางเชื้อชาติ