
กทม.เชือดเกมปลูกกล้วยเลี่ยงภาษี ชงขึ้นภาษีที่ดิน ดัดหลังแลนด์ลอร์ด
กทม.เตรียมยกเครื่องภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ปิดช่องโหว่เจ้าของที่ดินแปลงใหญ่แสร้งทำเกษตรปลูกกล้วยเลี่ยงภาษี หวังเพิ่มรายได้เมืองและสร้างความเป็นธรรม
KEY
POINTS
- กทม. กำลังแก้ปัญหาเจ้าของที่ดินรายใหญ่ใช้ช่องโหว่กฎหมายปลูกพืชเช่น กล้วย บนที่ดินราคาสูงใจกลางเมือง เพื่อเปลี่ยนประเภทที่ดินเป็น "เกษตรกรรม" และจ่ายภาษีในอัตราที่ต่ำกว่าที่ดินรกร้างว่างเปล่าหลายเท่า ทำให้รัฐสูญเสียรายได้
- เสนอมาตรการสำคัญคือการปรับขึ้นอัตราภาษีที่ดินประเภทเกษตรกรรม เพื่อลดแรงจูงใจและทำให้การ "แสร้งทำเกษตร" เพื่อเลี่ยงภาษีบนที่ดินมูลค่ามหาศาลไม่คุ้มค่าอีกต่อไป
- เป้าหมายของการปรับปรุงครั้งนี้คือเพื่อปิดช่องโหว่ทางกฎหมาย เพิ่มรายได้ให้ กทม. และสร้างความเป็นธรรมในการเสียภาษี โดยทำให้การจัดเก็บภาษีสะท้อนการใช้ประโยชน์ที่ดินตามความเป็นจริง
กทม.ล้างเกม “ปลูกกล้วย-ปลูกอ้อย” เลี่ยงภาษีที่ดิน ชงผู้ว่าฯ ชัชชาติ ยกเครื่องเกณฑ์ใหม่ เพิ่มรายได้เมือง
กรุงเทพมหานคร (กทม.) เตรียมเดินหน้าปรับปรุงการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างครั้งใหญ่ในรอบเกือบ 7 ปี หลังพบช่องโหว่ของพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 ที่เปิดโอกาสให้เจ้าของที่ดินมูลค่าสูงจำนวนไม่น้อยนำที่ดินรกร้างกลางเมืองไปปลูกพืชเพียงเล็กน้อย เช่น กล้วย มะนาว มะม่วง หรือพืชไร่บางชนิด เพื่อเปลี่ยนสถานะเป็น "ที่ดินเกษตรกรรม" และเสียภาษีในอัตราที่ต่ำกว่าหลายสิบเท่า แทนที่จะเสียภาษีในฐานะที่ดินรกร้างว่างเปล่า ส่งผลให้ กทม.สูญเสียรายได้จากการจัดเก็บภาษีจำนวนมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
แหล่งข่าวจากศาลาว่าการกรุงเทพมหานครเปิดเผยว่า ขณะนี้ฝ่ายบริหารอยู่ระหว่างจัดทำรายละเอียดการปรับปรุงระบบจัดเก็บภาษี เพื่อเสนอให้นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พิจารณา ก่อนผลักดันเข้าสู่การพิจารณาของสภา กทม. รวมถึงกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงการคลัง เนื่องจากต้องแก้ไขข้อบัญญัติและประกาศที่เกี่ยวข้อง โดยมีเป้าหมายสำคัญคือทำให้การจัดเก็บภาษีสะท้อนการใช้ประโยชน์ที่ดินจริง และลดการหลีกเลี่ยงภาษีที่เกิดขึ้นอย่างแพร่หลาย
เล็งแก้เกม "เกษตรกรรมปลอม" บนที่ดินราคาสูง
หนึ่งในมาตรการสำคัญคือการปรับเพิ่มอัตราภาษีที่ดินประเภทเกษตรกรรม จากปัจจุบัน 0.01-0.10% เป็น 0.03-0.12% หรือเพิ่มจากเดิมล้านละ 100 บาท เป็นล้านละ 300 บาทในขั้นอัตราเริ่มต้น เพื่อให้เกิดความเหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจและลดแรงจูงใจในการใช้ช่องว่างของกฎหมาย
แม้ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นดูไม่มาก แต่สำหรับเจ้าของที่ดินมูลค่าหลายร้อยล้านหรือหลายพันล้านบาทในใจกลางกรุงเทพฯ จะทำให้ภาระภาษีเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และลดความคุ้มค่าของการนำต้นกล้วยหรือพืชไม่กี่ต้นไปปลูกเพียงเพื่อเปลี่ยนประเภทภาษี
ที่ผ่านมา เจ้าของที่ดินหลายรายเลือกปลูกกล้วย มะนาว มะม่วง หรือพืชเศรษฐกิจอื่น รวมถึงในบางพื้นที่มีการปลูกอ้อยหรือพืชไร่แบบไม่ได้มีการผลิตเชิงพาณิชย์อย่างแท้จริง เพียงเพื่อให้ผ่านเกณฑ์ "ใช้ประโยชน์ทางการเกษตร" แม้ว่าพื้นที่ดังกล่าวจะอยู่กลางเมืองและไม่มีลักษณะเป็นการประกอบเกษตรกรรมจริงก็ตาม
ช่องว่างภาษีที่สร้างแรงจูงใจให้ "แสร้งทำเกษตร"
ภายใต้กฎหมายปัจจุบัน หากที่ดินได้รับการจัดประเภทเป็นที่ดินเกษตรกรรม จะเสียภาษีเพียง 0.01-0.10% ขณะที่ที่ดินรกร้างว่างเปล่าจะถูกจัดเก็บในอัตรา 0.3-0.7% และหากปล่อยทิ้งไว้เกิน 3 ปี อัตราภาษีจะเพิ่มขึ้นอีก 0.3% ทุก 3 ปี จนถึงเพดานที่กฎหมายกำหนด ทำให้ภาระภาษีแตกต่างกันหลายเท่าตัว
ช่องว่างดังกล่าวทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่สังคมเรียกว่า "ปลูกกล้วยเลี่ยงภาษี" ซึ่งพบเห็นได้ทั้งในกรุงเทพฯ และจังหวัดใหญ่หลายแห่ง โดยเฉพาะแปลงที่ดินขนาดใหญ่ซึ่งมีมูลค่าสูงแต่ยังไม่ได้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์
กฎหมายไม่ได้เปิดทางให้ปลูกพืชเพียงเล็กน้อยแล้วถือว่าเป็นเกษตร
แม้จะมีความเข้าใจแพร่หลายว่าการปลูกต้นไม้เพียงไม่กี่ต้นก็สามารถเสียภาษีในอัตราเกษตรกรรมได้ แต่ในความเป็นจริง หลักเกณฑ์ของกระทรวงการคลังและกระทรวงมหาดไทยกำหนดว่า การใช้ประโยชน์เพื่อการเกษตรต้องเป็นการประกอบเกษตรกรรมจริง และมีเกณฑ์จำนวนต้นหรือความหนาแน่นของการปลูกในหลายชนิดพืช เช่น กรณีกล้วย ต้องมีการปลูกไม่น้อยกว่า 200 ต้นต่อไร่ หรือมะม่วงอย่างน้อย 20 ต้นต่อไร่ จึงจะเข้าเกณฑ์การใช้ประโยชน์เชิงเกษตรกรรมตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด
อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ การตรวจสอบการใช้ประโยชน์จริงยังเป็นความท้าทายขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยเฉพาะแปลงที่ดินขนาดใหญ่ในเขตเมืองที่มีการปลูกพืชเพียงเพื่อรักษาสถานะทางภาษี
เพิ่มรายได้เมือง พร้อมสร้างความเป็นธรรม
การปรับปรุงครั้งนี้ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงเพิ่มรายได้ให้ กทม. แต่ยังต้องการสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้เสียภาษี เนื่องจากที่ผ่านมา เจ้าของที่ดินซึ่งนำที่ดินไปใช้ประโยชน์จริง ไม่ว่าจะพัฒนาโครงการหรือประกอบธุรกิจ กลับมีภาระภาษีสูงกว่าผู้ถือครองที่ดินมูลค่ามหาศาลซึ่งปล่อยที่ดินว่างไว้และใช้วิธีปลูกพืชเพียงเพื่อให้เสียภาษีต่ำ
หากมาตรการดังกล่าวได้รับความเห็นชอบจากผู้ว่าฯ กทม. และผ่านกระบวนการแก้ไขข้อบัญญัติ รวมถึงการพิจารณาของกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงการคลัง ก็จะถือเป็นการปรับปรุงกฎหมายภาษีที่ดินครั้งสำคัญ เพื่อปิดช่องโหว่ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์มาตั้งแต่เริ่มบังคับใช้กฎหมายเมื่อปี 2563 และทำให้การจัดเก็บภาษีสะท้อนการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างแท้จริงมากขึ้น
ที่มา: ประชาชาติธุรกิจ /พระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 – อัตราภาษี หลักเกณฑ์การจัดเก็บ และการเพิ่มอัตราภาษีสำหรับที่ดินรกร้าง /สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กระทรวงการคลัง – ข้อมูลกฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง รวมถึงหลักเกณฑ์การใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อการเกษตร / Thai PBS – รายงานและบทวิเคราะห์เกี่ยวกับการปลูกพืชเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีที่ดิน และเงื่อนไขการใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อการเกษตรตามกฎหมาย







