ลงก็เกะกะ ไม่ลงก็ด่า ความลักลั่นของผู้นำในวังวนการเมืองเรื่องน้ำท่วม

  • วันที่ 17 ก.ย. 2562 เวลา 14:54 น.
  • Exclusive

ลงก็เกะกะ ไม่ลงก็ด่า ความลักลั่นของผู้นำในวังวนการเมืองเรื่องน้ำท่วม

ฟ้องอภิสิทธิ์ ถล่มยิ่งลักษณ์ ด่าประยุทธ์ สถานการณ์เช่นนี้เป็นเรื่องปกติทุกครั้งที่เกิดน้ำท่วมในไทยในช่วงเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา บทวิเคราะห์โดยกรกิจ ดิษฐาน

ทุกครั้งที่เกิดน้ำท่วมใหญ่ สิ่งแรกที่ผู้ประสบภัยต้องการคือความช่วยเหลือ แต่สิ่งแรกที่ประชาชนผู้ติดตามข่าวสารต้องการ คือเห็นภาพผู้บริหารประเทศลงพื้นที่

แม้ว่าจะลงแล้ว แต่ถ้าการประชาสัมพันธ์ล้มเหลว ก็อาจให้รัฐบาลถูกตำหนิอยู่ดี ยิ่งตอนนี้โซเชียลเน็ตเวิร์กมีอิทธิพลมาก ถ้าข่าวการลงพื้นที่ไม่ดังพอ เสียงก่นด่าจะกลบผลงานในทันที

พูดกันตามตรง ต่อให้นายกฯ ลงไปเป็นหัวหลักหัวตอหรือขวางการทำงานของเจ้าหน้าที่ ก็ยังเป็นเรื่องจำเป็นทางการเมือง มันเป็นผลทางจิตวิทยาต่อผู้ปฏิบัติงาน ต่อผู้ประสบภัย และต่อคนที่ตรวจสอบรัฐบาล

ขอยกตัวอย่างปฏิกิริยาของประชาชนต่อนายกรัฐมนตรีบางประเทศในช่วงวิกฤตคล้ายๆ กัน

เมื่อเดือนเมษายน นายกรัฐมนตรีจัสติน ทรูโด แห่งแคนาดา ลงพื้นที่ไปเยี่ยมผู้ประสบภัยน้ำท่วมที่ Constance Bay มณฑลออนทาริโอ แม้ว่าจะลงไม้ลงมือช่วยทำกระสอบทรายกัน ยังไม่วายมีคนบุกเข้ามาต่อว่า ว่าเขาขัดขวางการทำงานของหน่วยกู้ภัย

ทรูโดบอกว่าขอโทษที่ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกถูกยั่วยุ

ชายคนนั้นโต้ว่า "ไม่ใช่ถูกยั่วยุ ผมเป็นอาสาสมัครพยายามจะช่วยบ้านคนอื่นอยู่" ถึงตอนนี้ทรูโดบอกว่าเขากับครอบครัวก็ช่วยทำกระสอบทรายเหมือนกัน

แต่อีกฝ่ายบอกว่า "ผมรออยู่ในรถบรรทุกเป็นชั่วโมง ส่วนคุณเอาแต่ถ่ายรูปทำเท่อยู่นั้นแหละ"

เรื่องนี้รายงานโดยสำนักข่าว CTV News ของแคนาดา ซึ่งบอกด้วยว่าเมื่อปี 2016 ทรูโดก็เคยไปเยี่มพื้นที่เกิดเหตุไฟป่าในมณฑลแอลเบอร์ตา ปรากฎว่าเจ้าหน้าที่บ่นเรื่องนายกฯ ไปขวางการทำงาน และเมื่อปี 2015 นายกฯ คนก่อนของแคนาดาก็ถูกบ่นในทำนองเดียวกันว่าทำตัวเกะกะคนทำงาน

จะเห็นได้ว่า คนเป็นผู้นำประเทศขยับตัวไปทางไหนก็จะถูกวิจารณ์ ไม่ลงก็ถูกตำหนิ ลงไปก็ถูกด่า

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2553 เกิดน้ำท่วมใหญ่ทั่วประเทศโดยเฉพาะที่ภาคใต้ของไทย ในปีนั้นเกิดฝนตกหนักช่วงตุลาคม-พฤศจิกายน ส่งผลกระทบ 39 จังหวัด รวมประชาชน 1 ใน 10 ของทั้งประเทศ มีผู้เสียชีวิตถึง 232 คน เสียหายเป็นตัวเงิน 50,000 ล้านบาท โดยภาคใต้กระทบหนักที่สุด และยังลามไปถึงมาเลเซีย  ทำให้การเมืองมาเลเซียปั่นป่วนอย่างหนัก เพราะนักการเมืองต่างฝ่ายโทษกันว่ารับมือได้ย่ำแย่ 

ในปีนั้นนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะเป็นนายกรัฐมนตรี ข้อมูลของกระทรวงมหาดไทยระบุว่า อุทกภัยครั้งนี้เริ่มขึ้นตั้งแต่วันที่ 10 ตุลาคม นายอภิสิทธิ์ประชุมคณะรัฐมนตรีวันที่ 19 ตุลาคมเพื่อช่วยเหลือด้านงบประมาณ และลงพื้นที่ประสบภัยในช่วงปลายเดือนตุลาคม

แต่แน่นอนว่า การลงพื้นที่ของนายอภิสิทธิ์ยังไม่พอ ในปีนั้นโซเชียลเน็ตกเวิร์กยังไม่แข็งแกร่ง นายอภิสิทธิ์จึงรอดพ้นจากการถูกขึงพืดโดยชาวเน็ต แต่หน้าที่นี้ตกเป็นของพรรคฝ่ายค้าน คือพรรคเพื่อไทย

นับตั้งแต่เดือนตุลาคม พรรคเพื่อไทยเริ่มโจมตีรัฐบาลว่าจัดการน้ำท่วมช้า หลังจากทุบให้น่วมสักพักหนึ่ง นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย ก็จัดการร้องเรียนต่อ ปปช. ให้ดำเนินคดีต่อนายอภิสิทธิ์ ฐานรับมือกับสถานการณ์อุทกภัยช้าเกินไป ทั้งยังประพฤติผิดประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 คือ เป็นเจ้าพนักงาน แต่ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพราะสามารถใช้มาตรา 4 ตาม พ.ร.บ. ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เพื่อจะที่รับสถานการณ์ได้เร็วขึ้น

นี่อาจเป็นครั้งแรกก็ได้ที่นายกรัฐมนตรีถูกเล่นงานทางกฎหมายเพราะรับมือน้ำท่วมช้า

นอกจากฝ่ายการเมืองแล้ว สื่อมวลชนและนายสมิทธ ธรรมสโรช ประธานกรรมการมูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ และอดีตอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา ยังชี้ว่า ประเทศไทยขาดการบูรณาการในการรับมือน้ำท่วม คือต่างฝ่ายต่างทำกันเอง ไม่มีเจ้าภาพคอยประสานงานสั่งการ

ยังไม่ทันที่จะบูรณาการเพื่อรับมือวิกฤตน้ำท่วม ปีถัดมาคือ 2554 ก็เกิดฝันร้ายขึ้นอีกครั้งกับประเทศไทย คราวนี้เกิดน้ำท่วมใหญ่ทั่วประเทศ กระทบ 65 จังหวัด ประชาชนได้รับผลกระทบกว่า 12.8 ล้านคน เสียชีวิต 815 ราย เสียหายเป็นตัวเงินถึง 1.44 ล้านล้านบาท

ในปีนั้นอุทกภัยเริ่มต้นขึ้นในเดือนกรกฎาคม ในช่วงเวลาที่ประเทศไทยเพิ่งจะจัดการเลือกตั้งใหญ่ พอควันการเมืองจางลง นายกรัฐมนตรีที่เพิ่งรับตำแหน่งหมาดๆ ได้แค่ 2 เดือน คือนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตรก็รับเผือกร้อนในทันที เพราะน้ำท่วมได้เข้าสู่สภาวะร้ายแรงถึงขีดสุดแล้ว

แต่สถานการณ์เหมือนปี 2553 เพราะการประสานงานย่ำแย่ หลายฝ่ายขัดแย้งกันเรื่องการจัดการน้ำ จนต้องโยกย้ายข้าราชการกันกลางคัน แม้แต่ในระดับพรรคการเมืองก็ขัดแย้งกัน โดยพรรครัฐบาลคือพรรคเพื่อไทยสมาชิกขัดแย้งกันเองเรื่องจัดการน้ำ

ในปีนั้นพรรคประชาธิปัตย์กลายเป็นฝ่ายค้าน แต่ยังกุมหัวใจของประเทศไว้คือกรุงเทพฯ โดยมีหม่อมราชวงศ์สุขุมพันธุ์ บริพัตร เป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร คราวนี้ แกนนำพรรคเพื่อไทยรุมถล่มหม่อมราชวงศ์สุขุมพันธุ์ฐานแก้ปัญหาน้ำท่วมในเมืองหลวงได้ย่ำแย่

ฝ่ายพรรคประชาธิปไตยก็โจมตีรัฐบาลว่า แก้ไขวิกฤตระดับประเทศไม่ได้ และยังกล่าวหาว่ารัฐบาลเพื่อไทยทุจริตเงินเยียวยาน้ำท่วม ขณะเดียวกันมีเสียงวิจารณ์ในหมู่ประชาชนที่สนับสนุนพรรคเพื่อไทยว่า รัฐบาลอภิสิทธิ์ต่างหากที่ต้องรับผิดชอบ เพราะกว่ารัฐบาลยิ่งลักษณ์จะมาจัดการ ทุกอย่างก็สายไปแล้ว

ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม มหาอุทกภัยปี 2554 ทำให้นางสาวยิ่งลักษณ์ถูกโจมตีตั้งแต่นั้นจนถึงทุกวันนี้

ในช่วงที่เกิดมหาอุทกภัย 54 โซเชียลเน็ตเวิร์กเริ่มจะแข็งแกร่ง ยิ่งลักษณ์จึงกลายเป็นนายกคนแรกที่ถูกโซเชียลโจมตีเรื่องประสิทธิภาพในการรับมือน้ำท่วม

มาถึงปีนี้ ชาวเน็ตมีอินทรีแก่กล้าขึ้นมาก ยังไม่นับเฟคนิวส์ที่ระบาดไปทั่ว นายกรัฐมนตรีที่ชื่อพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาจึงถูกถล่มไม่มีชิ้นดี แม้ว่านายกฯ จะลงพื้นที่ตั้งแต่วันที่ 9 กันยายนแล้วก็ตาม 

ขนาดเจอแค่วิกฤต #saveubon ไปจังหวัดเดียวยังออกอาการ ถึงขนาดเหวี่ยงใส่ไปถึงคนแดนไกล

แน่นอนว่า อาการของขึ้นเป็นเรื่องธรรมดาของผู้ที่มีภาระผิดชอบหนักอึ้ง เมื่อปี 2554 นางสาวยิ่งลักษณ์ก็ถึงกับต้องหลั่งน้ำตา พลเอกประยุทธ์จะออกอาการบ้างก็ไม่แปลก แต่คำถามก็คือ การแสดงอาการไม่พอใจมันเป็นผลดีหรือผลเสียมากว่ากัน? โดยเฉพาะขวัญกำลังใจของผู้ประสบภัยและคนทำงานช่วยเหลือ มิพักจะพูดถึงภาพลักษณ์ของรัฐบาลว่าเอาการเอางานมากกว่าพูดหรือไม่

 

ข่าวอื่นๆ