
โทนี่ จี้ AOT ชะลอขึ้นค่า PSC รื้อโครงสร้างพยุงท่องเที่ยวไทย
ซีอีโอ Capital A วอน AOT เบรกขึ้นค่า PSC 1,120 บาท ชี้ท่องเที่ยวเปลี่ยนไป เทรนด์โลกเน้นลดค่าธรรมเนียม แนะรื้อโครงสร้างตามกลุ่มบริการเพื่อเพิ่มขีดแข่งขันไทย
วิกฤตที่ท้าทายและการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมการบิน
ภาพรวมของอุตสาหกรรมการบินและการท่องเที่ยวในปัจจุบัน กำลังเผชิญกับช่วงเวลาแห่งความท้าทายที่สุดในประวัติศาสตร์ โทนี่ เฟอร์นานเดส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม Capital A และผู้บริหารที่คร่ำหวอดในวงการมากว่า 25 ปี ได้ก้าวออกมาในฐานะตัวแทนของผู้ใช้บริการ ผู้ประกอบการสายการบิน และธุรกิจเกี่ยวเนื่อง เพื่อเสนอให้บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT ทบทวนแผนการบังคับใช้อัตราค่าบริการผู้โดยสารขาออกระหว่างประเทศ (PSC) อัตราใหม่ที่ 1,120 บาท ซึ่งเตรียมจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป
ทั้งนี้ โทนี่ได้กล่าวย้ำถึงความผูกพันที่มีต่อประเทศไทยในฐานะบ้านที่อบอุ่นมาอย่างยาวนาน โดยระบุว่า "ประเทศไทยเปรียบเสมือนบ้านที่มีความผูกพันมาอย่างยาวนานซึ่งตนเข้าใจถึงเหตุผลรวมถึงแผนการดำเนินงานระยะยาวจนถึงปี พ.ศ. 2603 ของAOT เป็นอย่างดี การออกมาแสดงความคิดเห็นในครั้งนี้จึงไม่ใช่การตั้งคำถามหรือคัดค้านการตัดสินใจ แต่เป็นการให้ข้อคิดเห็นและคำแนะนำจากประสบการณ์ตรงในอุตสาหกรรมการบินตลอด 25 ปีที่ผ่านมา"
สมรภูมิท่องเที่ยวเปลี่ยน: 'จังหวะเวลา' คือตัวแปรสำคัญ
หากย้อนมองในอดีต สายการบินราคาประหยัด (Low-Cost Airlines) มีบทบาทอย่างมหาศาลในการพลิกโฉมวงการบิน เป็นฟันเฟืองสำคัญในการดึงนักท่องเที่ยวเข้าประเทศ และยังมีส่วนช่วยพลิกฟื้นท่าอากาศยานดอนเมืองให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งทว่าปัจจุบันบริบทของการแข่งขันได้เปลี่ยนไป ประเทศไทยต้องเผชิญกับคู่แข่งหน้าใหม่ในอุตสาหกรรมการบินและการท่องเที่ยวภูมิภาค ผู้บริโภคมีทางเลือกในการเปรียบเทียบมากขึ้น การนิ่งนอนใจเพื่อชิงความได้เปรียบจึงทำไม่ได้อีกต่อไป
โทนี่ ได้ระบุถึงแนวทางในประเด็นนี้ไว้อย่างชัดเจนว่า "ข้อเสนอแรกคือ ผมอยากให้AOT ทบทวนเรื่องจังหวะเวลาในการปรับเพิ่มค่าธรรมเนียม โดยเฉพาะในช่วงหลังภาวะสงครามและความขัดแย้งระดับโลก ซึ่งสายการบินต่างๆ ยังอยู่ในช่วงฟื้นตัวและต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง อีกทั้งในปัจจุบัน รัฐบาลและท่าอากาศยานส่วนใหญ่ทั่วโลกกำลังดำเนินนโยบายลดค่าธรรมเนียมเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจ"
ข้อเสนอเชิงรุก: ปรับโครงสร้าง PSC สู่ความยืดหยุ่น
เพื่อรับมือกับความท้าทายดังกล่าว โทนี่ได้นำเสนอแนวทางการบริหารจัดการค่าธรรมเนียมผู้โดยสารขาออก (PSC) โดยมุ่งเน้น 2 ประเด็นหลัก คือ 1) ชะลอการปรับขึ้นค่า PSC ออกไปก่อนเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์การฟื้นตัวของตลาด และ 2) ปรับโครงสร้างค่า PSC ให้ยืดหยุ่น โดยยกเลิกการใช้อัตราเดียวกันทั้งหมด และหันมาแยกตามประเภทของสายการบินและสนามบินแทน
"การจัดเก็บค่าบริการในอัตราเดียวกันทั้งหมด ไม่ตอบโจทย์เเละสอดคล้องกับธรรมชาติของกลุ่มเป้าหมายที่ใช้บริการเเตกต่างกัน อาทิ ผู้โดยสารชั้นเฟิร์สคลาสบินไปลอนดอนกับผู้โดยสารสายการบินราคาประหยัดที่บินไปสิงคโปร์ หรือลูกค้าที่เข้าพักโรงแรม 5 ดาว กับเข้าพักในโฮสเทล ก็ไม่ควรจ่ายค่าบริการในอัตราที่เท่ากันสำหรับการเก็บค่า PSC ก็เช่นเดียวกัน ผู้โดยสารสายการบินฟูลเซอร์วิส และสายการบินราคาประหยัด หรือใช้บริการท่าอากาศยานหลักและท่าอากาศยานภูมิภาค ควรจ่ายค่าบริการในอัตราที่สอดคล้องกับบริการที่ได้รับ
โดยเมื่อค่าธรรมเนียมที่จัดเก็บมีสัดส่วนที่เหมาะสม ย่อมส่งผลให้บัตรโดยสารของสายการบินต้นทุนต่ำมีราคาที่น่าดึงดูดมากขึ้น สามารถเพิ่มจำนวนผู้โดยสารและการใช้จ่ายทางอ้อมต่อสินค้าและบริการต่าง ๆ ในสนามบินมากขึ้นตามไปด้วย ผมจึงขอเสนอให้ AOT พิจารณาโครงสร้างการจัดเก็บค่า PSC ใหม่ โดยแยกตามประเภทของสายการบินและสนามบินเพื่อตอบโจทย์บริการ และเพิ่มศักยภาพการเเข่งขันให้ประเทศไทยมากขึ้น" โทนี่กล่าว
โมเดลการเติบโตยุคใหม่: โฟกัสรายได้จากธุรกิจที่ไม่ใช่ค่าโดยสาร
นอกจากการปฏิรูปโครงสร้างค่าธรรมเนียมแล้ว โทนี่ยังได้เสนอแนะเชิงกลยุทธ์ให้AOT หันมามุ่งเน้นการสร้างรายได้จากธุรกิจอื่นที่พร้อมเติบโตและยั่งยืนกว่า เช่น การเร่งพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกด้านคลังสินค้า (Cargo) ซึ่งปัจจุบันไทยกำลังสูญเสียส่วนแบ่งการตลาดให้กับสิงคโปร์ไปเป็นจำนวนมาก รวมไปถึงการผลักดันศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO) เพื่อสร้างงานและกระตุ้นเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ซึ่งทางกลุ่มแอร์เอเชียเองก็แสดงความพร้อมและสนใจอย่างยิ่งที่จะเข้ามาลงทุนทั้งในส่วนของธุรกิจ MRO และธุรกิจบริการอาหารในประเทศไทย
ในช่วงท้าย โทนี่ได้ทิ้งท้ายด้วยการหยิบยกโมเดลของ "ประเทศมาเลเซีย" ที่สามารถก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางทางการบินระดับโลกได้ด้วยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อให้สายการบินราคาประหยัดและธุรกิจเกี่ยวเนื่องเติบโตควบคู่กันไป ดังนั้น AOT จึงควรปรับเป้าหมายจากการจัดเก็บภาษีหรือค่าธรรมเนียมจากตั๋วเครื่องบิน ไปเน้นการสร้างรายได้เสริมด้านอื่นๆ เพื่อเป็นรากฐานความยั่งยืนของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยในอนาคต







