การแข่งขันในอุตสาหกรรมอวกาศ (New Space) กำลังจะเปลี่ยนโฉมระบบเศรษฐกิจโลก

วันที่ 12 ก.พ. 2563 เวลา 12:36 น.
การแข่งขันในอุตสาหกรรมอวกาศ (New Space) กำลังจะเปลี่ยนโฉมระบบเศรษฐกิจโลก
หมายเหตุ : พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย และรองประธานคณะกรรมาธิการการสื่อสาร โทรคมนาคม และดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สภาผู้แทนราษฎร ผู้เขียนบทความพิเศษ

การแข่งขันด้านอวกาศทั่วโลกเริ่มร้อนแรงขึ้น มีดาวเทียมจำนวนมากถูกปล่อยขึ้นสู่วงโคจร โดยบริษัทต่าง ๆ ที่ทำงานในภาคอุตสาหกรรมนี้ มีการระดมทุนจำนวนมากทำให้กิจกรรมเกี่ยวกับดาวเทียมอาจเป็นประโยชน์ต่อผู้คนบนโลกและรวมถึงมีการพัฒนาใหม่ ๆ ในอุตสาหกรรม อย่างเช่น อินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ผ่านดาวเทียม

มีการลงทุนหลายพันล้านเหรียญสหรัฐฯ ในอุตสาหกรรมอวกาศใหม่ หรือ new space ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับวิธีการใหม่ที่บริษัทในอุตสาหกรรมอวกาศที่มีดาวเทียมจะสามารถสร้างประโยชน์ให้กับผู้คนบนโลกใบนี้ได้ อย่างเช่น เกษตรกร ผู้ใช้งานโทรศัพท์เคลื่อนที่ คนงานในเหมือง บริษัทโลจิสติกส์ ฯลฯ แม้แต่ในวงการสตาร์ทอัพ บริษัทสตาร์ทอัพ Gilmour Space Technologies ได้สร้างจรวดไฮบริดขนาดเล็กราคาถูก ที่สามารถส่งดาวเทียมไปยังอวกาศได้ โดยคาดว่าจะสามารถยิงขึ้นไปในวงโคจรได้ครั้งแรกภายในปี 2021 บริษัทฯได้ลงนามในข้อตกลง Space Act กับ National Aeronatics and Space Administration (NASA) ในเดือนกุมภาพันธ์ 2018 เพื่อทำงานเกี่ยวกับการวิจัย การพัฒนาเทคโนโลยี และการริเริ่มด้านการศึกษาต่างๆ ซึ่งภายใต้ข้อตกลงนี้ Gilmour Space Technologies จะจ่ายเงินให้กับองค์การอวกาศของสหรัฐอเมริกา เพื่อทำงานร่วมกันในการทดสอบ ที่ Kennedy Space Center และอาจสำรวจกิจกรรมในอนาคตในด้านต่าง ๆ เช่น การขนส่งทางอวกาศ การขับเคลื่อน ความยั่งยืน และระบบช่วยชีวิต

มูลค่าของเศรษฐกิจอวกาศ (space economy) คาดว่าจะเพิ่มมากขึ้นจาก 340 พันล้านเหรียญสหรัฐฯในปัจจุบันเป็นเกือบ 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯในอีกสองทศวรรษข้างหน้า ซึ่งเป็นผลมาจากต้นทุนในการส่งดาวเทียมขึ้นสู่วงโคจรที่ลดลง รวมถึงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีดาวเทียม

ในขณะที่นวัตกรรมในด้านต่าง ๆ เช่น ดาวเทียมแบบดั้งเดิม การใช้งานด้านอวกาศทั้งในการทหารและภาครัฐ ที่มีการเติบโตขึ้น และยังมีการคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจอวกาศจะเริ่มส่งผลกระทบครั้งใหญ่ไปในอุตสาหกรรมอื่น ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “อินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ผ่านดาวเทียม”

อินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์จากอวกาศ กลายเป็นเรื่องสำคัญ ทั้ง SpaceX, Amazon และ OneWeb ได้มีการลงทุนในเรื่องนี้ไปหลายพันล้านเหรียญสหรัฐฯ เพื่อทำการติดตั้งดาวเทียมขนาดเล็ก ที่มีขนาดประมาณตู้เย็นขนาดเล็ก จำนวนมากกว่า 15,000 ดวง ที่จะให้บริการอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ความเร็วสูงมากจากอวกาศได้ทั่วโลก ไม่ว่าผู้ใช้งานจะอยู่ ณ ที่แห่งใดบนโลก ในทะเลทราย ในป่าลึก หรือกลางมหาสมุทร ก็สามารถใช้งานได้

Amazon กำลังทำ Project Kuiper ซึ่งมีเป้าหมายที่จะเปิดตัวเครือข่ายดาวเทียมขนาดเล็ก 3,236 ดวง เพื่อสร้างเครือข่ายเชื่อมต่อระหว่างกัน สำหรับกระจายสัญญาณอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงไปยังทุกที่บนโลก

ในขณะเดียวกัน SpaceX ของ Elon Musk ก็กำลังทำงานเกี่ยวกับเครือข่ายดาวเทียม สำหรับอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงพิเศษ ซึ่งประกอบด้วยดาวเทียม 11,943 ดวงที่โคจรอยู่ใกล้โลก ซึ่งทาง Federal Communications Commission (FCC) ของสหรัฐฯ ได้อนุมัติให้ SpaceX สามารถให้บริการอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียม และหากประสบความสำเร็จ SpaceX จะเป็นผู้ให้บริการบรอดแบนด์ความเร็วสูงที่แพร่หลายโดยทั่วไปแก่ผู้บริโภคและธุรกิจต่างๆ ได้ทุกที่ ซึ่งหากสามารถใช้งานอินเทอร์เน็ตดาวเทียมได้จริง จะสามารถลดภาระต้นทุนของเครือข่ายธุรกิจ ที่มีจำนวนสาขาเยอะๆ และมีพนักงานจำนวนมาก

การเชื่อมต่อผ่านดาวเทียมกำลังถูกผลักดันด้วยโครงการใหม่ๆ เช่น ภายในปี 2024 Amazon และ SpaceX จะทำให้การเชื่อมต่ออุปกรณ์ IoT กว่า 24 ล้านเครื่อง มีประสิทธิภาพมากขึ้น เกิดการแข่งขันในรูปแบบใหม่ ในการสร้างสรรค์เทคโนโลยี IoT เช่น LoRaWAN, Sigfox และ NB-IoT

สำนักวิจัย ABI Reseach ระบุว่าดาวเทียมในกลุ่ม 'low earth orbit' (LEO) ซึ่งโคจรด้วยความสูง 2,000 กิโลเมตรหรือน้อยกว่านั้นจากพื้นโลก จะเป็นรากฐานสำหรับ “คลื่นลูกใหม่ของการลงทุนในเทคโนโลยี IoT" ซึ่งเป็นส่วนเสริมของเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ และที่ไม่ใช่เครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ซึ่งใช้ในการเชื่อมต่อระยะไกล

การสื่อสารของอุปกรณ์ IoT ด้วยดาวเทียม LEO จะทำให้ภาคการเกษตรและการติดตามสินทรัพย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการติดตามการเดินเรือและการบิน เนื่องจากยังขาดโครงสร้างพื้นฐานภาคพื้นดินสำหรับการสื่อสาร IoT สำหรับกรณีการใช้งานระยะไกลดังกล่าวอยู่

การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมไม่ใช่เรื่องใหม่ ในความเป็นจริงแล้ว เคยมีการทดสอบมาแล้ว เมื่อ 20 กว่าปีก่อน โดยใช้บริการที่เรียกว่า DirecPC โดย Hughes Network Systems LLC ในขณะที่อินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมในสมัยนั้นเป็นทางเลือกที่สำคัญสำหรับบริษัทที่ต้องการสื่อสารกับสำนักงานในระยะไกล แต่เมื่อมีเครือข่ายใหม่ๆ เกิดขึ้น บริการนี้ก็ไม่ได้ถูกนำมาใช้ประโยชน์

นั่นเป็นเพราะระบบเครือข่ายดาวเทียมในสมัยก่อนนั้นมีข้อเสียเปรียบที่สำคัญคือความล่าช้า ดาวเทียมในเวลานั้นอยู่ในวงโคจร geostationary ซึ่งหมายความว่าพวกมันอยู่ห่างจากโลกประมาณ 22,236 ไมล์ ซึ่งนั่นไม่ใช่แค่หมุนวนรอบใหญ่เท่านั้น แต่หมายความว่าแพ็กเก็ตข้อมูลจะใช้เวลาประมาณ 1 วินาทีในการเดินทางไปกลับระหว่างคอมพิวเตอร์ที่ปลายทางกับเซิร์ฟเวอร์

ซึ่งเวลาหนึ่งวินาทีนั้นโดยทั่วไปในโลกของเครือข่ายความเร็วสูงถือว่ามีความสำคัญอย่างมาก เนื่องจากแอพพลิเคชั่นทางธุรกิจได้ถูกพัฒนาขึ้นมาพร้อมกับอินเทอร์เน็ต หากมีการดำเนินการด้วยความรวดเร็วเท่าไรก็จะยิงดีขึ้นเท่านั้น อย่างเช่น การสตรีมมิ่ง การประชุมวิดีโอทางไกล หรือการวิเคราะห์ข้อมูลความเร็วสูง เป็นต้น

สิ่งที่เปลี่ยนไปจากสมัยนั้นคือ SpaceX และบริษัทอื่นอีกหลายแห่งกำลังวางแผนที่จะกำหนดวงโคจรดาวเทียมให้ใกล้โลกมากขึ้น นั่นหมายความว่าความหน่วงเวลาจะลดลงมากขึ้น เนื่องจากเวลาที่ใช้ในการส่งผ่านข้อมูลตั้งแต่ต้นทางไปยังปลายทางจะใช้เวลาเพียงไม่กี่มิลลิวินาที ซึ่งใกล้เคียงกับการใช้งานอินเทอร์เน็ตโดยใช้เครือข่ายบรอดแบนด์เชิงพาณิชย์ในปัจจุบัน

แต่เนื่องจากดาวเทียมเหล่านั้นจะมีวงโคจรเข้าใกล้โลกมากยิ่งขึ้น และห้ามปรากฏตัวเหมือนอยู่บนท้องฟ้า ทำให้ดาวเทียมเหล่านั้นต้องเคลื่อนที่ด้วยความเร็วที่เหมาะสม ซึ่งส่งผลเสียต่อตัวของมันเอง และเพื่อแก้ปัญหานี้จึงต้องมีดาวเทียมจำนวนมากขึ้น เพื่อให้สามารถส่งสัญญาณมายังภาคพื้นดินได้ตลอดเวลา ยิ่งไปกว่านั้นดาวเทียมเหล่านั้นจำเป็นต้องอยู่ใกล้พื้นดินเพื่อให้ผู้ใช้ ไม่ต้องใช้คลื่นวิทยุที่ทรงพลังในการเข้าถึง ดังนั้นจึงต้องมีการเพิ่มจำนวนดาวเทียมให้มากขึ้นเพื่อให้ดาวเทียมเหล่านั้นอยู่ใกล้กันมากพอ

SpaceX จึงเสนอว่าจะใช้ดาวเทียมขนาดเล็กจำนวน 12,000 ดวง เพื่อสร้างเครือข่ายดาวเทียม แต่ก็คงต้องใช้เวลาพอสมควรในการนำดาวเทียมเหล่านั้นทั้งหมดเข้าสู่วงโคจร และต้องหาวิธีการที่น่าเชื่อถือในการจัดการดาวเทียมเหล่านั้น เพื่อให้บริการด้วยความหน่วงเวลาที่ต่ำ

OneWeb คือบริษัทอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมที่ได้รับการสนับสนุนจาก SoftBank ก็มีแผนที่จะเปิดตัวดาวเทียมประมาณ 650 ดวงขึ้นสู่วงโคจรในอีกสองปีข้างหน้า

การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของการใช้ข้อมูลบนโทรศัพท์เคลื่อนที่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ได้กระตุ้นให้ บริษัทเอกชนเริ่มมีแนวคิดในเรื่องอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์จากอวกาศ ซึ่งถือเป็นการขับเคลื่อนที่ยิ่งใหญ่ของอุตสาหกรรมอวกาศ ที่กำลังจะสร้างธุรกิจขนาดใหญ่ให้เกิดขึ้นได้ในอีกห้าหรือสิบปีข้างหน้า

หากมีบริษัทด้านอวกาศประสบความสำเร็จ ในทศวรรษหน้าเราก็จะได้เห็นดาวเทียมจำนวนมากขึ้นในวงโคจรรอบโลก

จากที่กล่าวไปแล้ว ปัจจุบันทั้งบริษัท SpaceX, OneWeb และ Project Kuiper ของ Amazon ต่างมีแผนการในเรื่องนี้ โดยทั้งสี่บริษัทได้กำหนดเป้าหมายที่จะเปิดตัวดาวเทียมรวมกว่า 46,100 ดวงในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ซึ่งถือเป็นจำนวนมากกว่าห้าเท่าของจำนวนดาวเทียมปัจจุบันที่ถูกส่งไปยังอวกาศ โดยสำนักงานองค์การอวกาศแห่งสหประชาชาติ ระบุว่าในช่วง 60 ปีที่ผ่านมานับตั้งแต่ปี 1957 มีจำนวนดาวเทียมถูกส่งขึ้นไปแล้วประมาณ 9,000 ดวง

ในช่วงทศวรรษหน้าดาวเทียมที่ให้บริการอินเทอร์เน็ตจะมีจำนวนมากขึ้น เนื่องจากดาวเทียมจะมีขนาดเล็กลง และมีต้นทุนลดลง รวมถึงมีการลงทุนที่เพิ่มขึ้น ซึ่งคาดการณ์ว่าจะมีการผลิตและใช้งานดาวเทียมขนาดเล็กจำนวนมหาศาล จนอาจจะเปลี่ยนรูปแบบเศรษฐกิจโลกอย่างน่าตื่นเต้นที่สุดครั้งหนึ่งของมนุษยชาติ

Reference

https://www.cnbc.com/2019/07/22/fast-internet-via-satellites-is-the-next-big-thing-in-the-space-race.html

https://sea.pcmag.com/feature/19706/spacex-says-satellite-broadband-is-the-future-but-its-actually-already-here

https://enterpriseiotinsights.com/20191104/channels/fundamentals/what-is-leo-and-how-will-leo-satellites-transform-iot

https://www.cnbc.com/2019/12/14/spacex-oneweb-and-amazon-to-launch-thousands-more-satellites-in-2020s.html