สัสดีตรังตั้งคณะกรรมการสอบพนักงานการเงินอื้อฉาว

วันที่ 17 มิ.ย. 2563 เวลา 13:42 น.
สัสดีตรังตั้งคณะกรรมการสอบพนักงานการเงินอื้อฉาว
ตรัง-สัสดีตรังตั้งคณะกรรมการสอบสวนพนักงานการเงินสาวปมนายทหารเกษียณอายุตกเป็นเหยื่อเงินกู้รายละ 6 แสน ทั้งที่เจ้าตัวไม่รู้เรื่อง

กรณีร.ต.ทักษิณ สัมฤทธิ์ อายุ 60 ปี ข้าราชการบำนาญทหาร เข้าแจ้งความที่ สภ.เมืองตรัง เมื่อวันที่ 27 พ.ค.63 ดำเนินคดีกับนางสาวพชร จันทร์ดำ พนักงานการเงินและบัญชี สำนักงานสัสดีจังหวัดตรัง และพวก ที่ร่วมกันทุจริตปลอมแปลงเอกสาร และลอบนำหนังสือรับรองสิทธิในบำเหน็จตกทอด เพื่อใช้เป็นหลักทรัพย์ประกันการกู้เงินของร.ต.ทักษิณไปทำธุรกรรมกู้เงิน ซึ่งเป็นบำเหน็จตกทอดจำนวนสูงถึง 600,000 บาท โดยธนาคารเสนอหักเงินบำเหน็จตกทอดจากกรมบัญชีกลางเดือนละ 3,950 บาท

กระทั่งล่าสุด ร.ท.นฤทธิ์ รัตนพันธ์ อายุ 62 ปี ข้าราชการบำนาญ และเป็นผู้ป่วยติดเตียงโรคเส้นเลือดใหญ่ในสมองตีบมาขึ้นศาลากลางจังหวัดตรัง เพื่อพบกับพ.อ.ชยพล โชคจิรบวรเดช สัสดีจังหวัดตรัง หลังกรมบัญชีกลางยืนยันว่า เป็นหนี้เงินกู้เป็นเงินเกือบ 600,000 บาทและกรณีนี้ นางสาวพชรให้การปฏิเสธว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ

ขณะที่ต่อมามีรายงานว่า ครอบครัวของ นางสาวพชร ได้นำเงินกว่า 8 แสนบาท มาจ่ายคืนให้แก่ ร.ต.ทักษิณ ผู้เสียหายรายแรกแล้ว แบ่งเป็นเงินกู้ จำนวน 13 เดือน เป็นเงิน 51,350 บาท และเงินชดเชยเยียวยา 220,000 บาท รวมชดใช้ ร.ต.ทักษิณ จำนวน 271,350 บาท และยังชดใช้ให้ธนาคารกรุงเทพ สาขาตรัง จำนวน 540,000 บาท

ล่าสุด พ.อ.ชยพล โชคจิรบวรเดช สัสดีจังหวัดตรัง กล่าวว่าได้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง หากนางสาวพชร ซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชากระทำความจริงจะดำเนินการลงโทษทางวินัย

ผู้สื่อข่าวถามว่า เกิดข้อบกพร่องหรือมีช่องว่างตรงไหน ทำให้ นางสาวพชร สามารถไปรับหนังสือสำคัญจากห้องคลังจังหวัดตรัง แทนที่จะเป็นคนยื่นขอ พ.อ.ชยพล กล่าวว่า เรื่องการไปรับเอกสารนั้น ปกติเจ้าตัว (ข้าราชการบำนาญผู้ยื่นขอ) จะต้องไปรับเอง แต่ที่พนักงานของตนเองไปรับแทน เพราะต้องการจะบริการให้แก่ข้าราชการบำนาญ ซึ่งจริงๆ แล้วถือว่าเป็นการกระทำเกินหน้าที่

เบื้องต้นตอนนี้ตนเองก็ได้ออกคำสั่งให้พนักงานคนนี้พ้นไปจากหน้าที่ด้านการเงินแล้ว และให้ไปทำงานด้านอื่นแทน ขณะเดียวกันก็กำลังจะพิจารณาว่าจะส่งพนักงานคนนี้กลับต้นสังกัดคือ มณฑลทหารบกที่ 43 อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช หรือไม่ อย่างไรก็ตาม หากพนักงานสอบสวนตรวจสอบแล้วว่ามีความผิดจริง ทางสำนักงานสัสดีก็ต้องลงทัณฑ์ขั้นสูงสุด คือ การไล่ออก

ส่วนจะมีข้าราชการบำนาญรายอื่นๆ ตกเป็นเหยื่อถูกยื่นกู้อีกหรือไม่ ขณะนี้ได้ให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการตรวจสอบข้อมูลบุคคลที่อยู่ในความรับผิดชอบของสำนักงานสัสดี ซึ่งมีอยู่ประมาณ 200 คนว่า ได้มีการกู้เงินหรือไม่ อย่างไร และถูกต้องหรือไม่ เผื่อถ้าเกิดมีปัญหาเกิดขึ้นมาอีก จะได้ดำเนินการในครั้งเดียวกันเลย