posttoday
ไทยเร่งปั้น 'อาหารอนาคต' เปลี่ยนงานวิจัยเป็นสินค้า ตั้งเป้าอุตสาหกรรม 5 แสนล้าน

ไทยเร่งปั้น 'อาหารอนาคต' เปลี่ยนงานวิจัยเป็นสินค้า ตั้งเป้าอุตสาหกรรม 5 แสนล้าน

25 กรกฎาคม 2569

ภาครัฐ-เอกชน-ภาควิชาการ เร่งผลักดัน Positive Lists หรือ บัญชีข้อความกล่าวอ้างทางสุขภาพ ยกระดับอุตสาหกรรมอาหารอนาคตไทยสู่เป้า 5 แสนล้าน ภายในปี 2570

อุตสาหกรรมอาหารอนาคต (Future Food) ของไทยกำลังถูกวางให้เป็นหนึ่งในเครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวใหม่ของประเทศ โดยเป้าหมายคือการเพิ่มมูลค่าตลาดจาก 350,000 ล้านบาท เป็น 500,000 ล้านบาท ภายในปี 2570

 

แต่โจทย์สำคัญที่ทั้งภาครัฐ-เอกชนมอง ไม่ใช่แค่การคิดค้นผลิตภัณฑ์ใหม่แต่เป็นการทำอย่างไรให้งานวิจัยเดินออกจากห้องแล็บไปสู่ชั้นวางสินค้าได้เร็วขึ้น

 

ในเวทีสัมมนา "From Science to Shelf: Positive Lists" ภาครัฐ ภาควิชาการ และภาคเอกชน โดย ดร.วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา ประธานคณะกรรมการอาหารแปรรูปและอาหารแห่งอนาคต ได้ร่วมกันวางแนวทางผลักดัน "Positive Lists" หรือบัญชีข้อความกล่าวอ้างทางสุขภาพ ซึ่งถูกมองว่าเป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมอาหารของไทย

 

ซึ่งปัจจุบัน ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SME และสตาร์ทอัพ มักติดข้อจำกัดเรื่องต้นทุนการวิจัยและการพิสูจน์ประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ การทดสอบทางคลินิกอาจใช้งบประมาณ 2-4 ล้านบาท และใช้เวลานานกว่าจะวางจำหน่ายได้

 

แนวคิดของ Positive Lists คือ หากมีงานวิจัยที่ผ่านการรับรองและมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ ผู้ประกอบการสามารถนำข้อมูลดังกล่าวมาใช้พัฒนาสินค้าได้ โดยไม่ต้องเริ่มทำวิจัยใหม่ทั้งหมด ส่งผลให้ ลดต้นทุนการวิจัยได้ประมาณ 70% และย่นระยะเวลานำสินค้าออกสู่ตลาดจากราว 2 ปี เหลือประมาณ 2 เดือน

 

ปัจจุบันประเทศไทยมีข้อความกล่าวอ้างทางสุขภาพที่ประกาศใช้แล้ว 16 รายการ และอยู่ระหว่างพัฒนาเพิ่มเติม โดยตั้งเป้าขยายเป็น 150 รายการภายในปี 2570 เพื่อรองรับการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารฟังก์ชัน อาหารทางการแพทย์ และอาหารเฉพาะบุคคล

 

ดังนั้น การลงทุนในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับ สารสกัดสำคัญ อาหารเฉพาะบุคคล อาหารทางการแพทย์ และ Positive Lists จะเป็นกลไกสำคัญในการสร้างอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และช่วยเปลี่ยนผ่านโครงสร้างเศรษฐกิจของไทย ตั้งแต่ภาคเกษตร อุตสาหกรรมอาหาร ไปจนถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงในอนาคต ซึ่งจากงานสัมมนาภาครัฐ-เอกชน สรุปได้ดังนี้ 

 

1.Future Food เป็นอุตสาหกรรมสำคัญของประเทศ การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุทำให้ความต้องการอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ อาหารเฉพาะบุคคล และอาหารเพื่อสุขภาพเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน 

 

ภาครัฐจำเป็นต้องสร้างระบบอาหารที่มีความเพียงพอ หลากหลาย มีคุณภาพ ใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน และสามารถนำองค์ความรู้มาต่อยอดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ

 

2.การขับเคลื่อนดังกล่าวต้องเชื่อมโยงงานวิจัยกับความต้องการของภาคธุรกิจ การสนับสนุนงานวิจัยควรมุ่งเน้นประเด็นที่มีผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมอย่างแท้จริง

 

รวมถึงการปิดช่องว่างของอุตสาหกรรม การพัฒนานักวิจัย และการเชื่อมโยงเครือข่ายพันธมิตร เพื่อให้ผลงานวิจัยสามารถนำไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้มากขึ้น

 

3. Positive Lists เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในการเร่งการพัฒนาผลิตภัณฑ์ จำเป็นต้องขยายฐานข้อมูลวิชาการและงานวิจัย

 

รวมถึงพัฒนาความเข้าใจของผู้บริโภคและผู้ประกอบการเกี่ยวกับ “คำกล่าวอ้างเชิงหน้าที่ของอาหาร” เพื่อให้การพัฒนาผลิตภัณฑ์และการสื่อสารคุณประโยชน์ของอาหารมีความชัดเจนและอยู่บนพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์

 

4.ปัจจุบัน อย. อยู่ระหว่างการพัฒนากลไกสนับสนุนการใช้ Positive Lists สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาได้จัดทำแนวทางและคู่มือเกี่ยวกับการกล่าวอ้างหน้าที่ของสารอาหาร พืช วัตถุดิบ และองค์ประกอบต่าง ๆ 

 

เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถนำข้อมูลเข้าสู่กระบวนการพิจารณาได้อย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะกรณี อาหารสูตรครบถ้วน ซึ่งมีการกำหนดองค์ประกอบด้านสารอาหารไว้อย่างชัดเจน

 

หากผู้ประกอบการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด อาจช่วยลดความจำเป็นในการดำเนินการศึกษาวิจัยทางคลินิกเพิ่มเติมในบางกรณี และช่วยลดระยะเวลาในการพัฒนาผลิตภัณฑ์

 

5.การเพิ่มมูลค่าอาหารต้องเชื่อมโยงกับการสื่อสารคุณประโยชน์อย่างมีหลักฐาน Future Food ของไทยมีศักยภาพในตลาดส่งออก และปัจจุบันมีสัดส่วนการส่งออกประมาณ 10% ของการส่งออกอาหารทั้งหมด

 

การยกระดับจากการขายวัตถุดิบไปสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง จำเป็นต้องอาศัยทั้งงานวิจัย มาตรฐาน กฎระเบียบ และการสื่อสารคุณประโยชน์ของผลิตภัณฑ์ที่น่าเชื่อถือ

 

 

ส่วนในมุมของโอกาสผู้ประกอบการ สรุปได้ดังนี้ 

 

1.กลไก Positive List Health Claims เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในการเปลี่ยนงานวิจัยและวัตถุดิบทางการเกษตรของไทยให้เป็นผลิตภัณฑ์อาหารมูลค่าสูง โดยเชื่อมโยงตั้งแต่ งานวิจัย-การรับรองทางวิทยาศาสตร์ -การพัฒนาผลิตภัณฑ์- การนำไปใช้เชิงพาณิชย์ (Science to Shelf)

 

2.จุดเปลี่ยนสำคัญของอุตสาหกรรม ปัจจุบันผู้ประกอบการโดยเฉพาะ SMEs มีข้อจำกัดจากต้นทุนการวิจัยและการพิสูจน์ประสิทธิผลที่สูง โดยการทดสอบทางคลินิกอาจมีค่าใช้จ่ายประมาณ 2–4 ล้านบาท และใช้เวลานานในการนำผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาด

 

3. กลไก Positive List จึงช่วยลดอุปสรรคดังกล่าว โดยมีศักยภาพในการ

  • ลดต้นทุนการวิจัยและพิสูจน์ประสิทธิผลได้ประมาณ 70%
  • ลดระยะเวลาการนำผลิตภัณฑ์เข้าสู่ตลาดจากประมาณ 2 ปี เหลือราว 2 เดือน
  • เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการนำข้อความกล่าวอ้างทางสุขภาพที่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และผ่านการรับรองจาก อย. ไปใช้ได้ หากผลิตภัณฑ์เป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนด ปัจจุบันมีรายการที่ประกาศใช้แล้ว 16 รายการ และอยู่ระหว่างการพัฒนาเพิ่มเติมอีก 48 รายการ โดยมีเป้าหมายขยายให้ครอบคลุม 150 รายการภายในปี 2570

 

โอกาสทางเศรษฐกิจ จากรายการที่มีอยู่ คาดว่าจะสามารถต่อยอดให้ผู้ประกอบการกว่า 1,800 ราย นำไปพัฒนาผลิตภัณฑ์และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ โดยเฉพาะการยกระดับวัตถุดิบไทยที่มีศักยภาพ เช่น ภูคาว หม่อน พริกไทย งาม้อน ข้าวสี มะเขือเทศ และสมุนไพรไทยต่างๆ ให้ก้าวสู่ผลิตภัณฑ์อาหารฟังก์ชันและอาหารอนาคตที่มีมูลค่าสูงขึ้น

 

ประเด็นสำคัญของการขับเคลื่อนไม่ได้อยู่เฉพาะที่การวิจัย แต่ต้องสร้างระบบนิเวศที่เชื่อมโยงตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่

  • เกษตรกร- วัตถุดิบที่มีคุณภาพสม่ำเสมอ-การวิจัย -ผู้ผลิต-ตลาด

 

โดยเฉพาะการสร้าง “Connector” หรือตัวกลางที่ช่วยลดความเสี่ยงและเชื่อมโยงผู้ประกอบการกับแหล่งวัตถุดิบและงานวิจัย รวมถึงการพัฒนามาตรฐานการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำ เพื่อให้สารสำคัญในวัตถุดิบมีความสม่ำเสมอและสามารถนำไปพัฒนาผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ได้จริง

 

ดังนั้น Positive List จึงไม่ควรถูกมองแค่บัญชีรายการสารสำคัญ แต่ควรพัฒนาให้เป็น โครงสร้างพื้นฐานของอุตสาหกรรมอาหารอนาคต ที่ช่วยลดช่องว่างระหว่าง “Science to Shelf” และสร้างระบบเชื่อมโยงตั้งแต่วัตถุดิบ งานวิจัย มาตรฐาน การผลิต จนถึงตลาดส่งออก

 

ซึ่งคณะกรรมการอาหารแปรรูปและอาหารแห่งอนาคต สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ระบุว่า พร้อมสนับสนุนการขยาย Positive List ให้ครอบคลุมวัตถุดิบไทยที่มีศักยภาพ การพัฒนามาตรฐานวัตถุดิบให้มีสารสำคัญคงที่ การสนับสนุนเทคโนโลยีการสกัด และการผลักดันให้เกิดการยอมรับ Positive List ในระดับนานาชาติ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมอาหารไทยในอนาคต

ข่าวล่าสุด

มรดกโลกแห่งใหม่ ยูเนสโกขึ้นทะเบียนวัดพระมหาธาตุฯ นครศรีธรรมราช

มรดกโลกแห่งใหม่ ยูเนสโกขึ้นทะเบียนวัดพระมหาธาตุฯ นครศรีธรรมราช