
บอร์ด EV เห็นชอบโครงสร้างภาษีรถEV 3 ระดับ จูงใจผลิตในไทย ลุ้นชัด ก.ย.นี้
บอร์ด EV วางแนวทางภาษีสรรพสามิต 3 ระดับ จูงใจลงทุนผลิตในไทย ลดนำเข้า พร้อมเร่งมาตรการรถบัส-รถบรรทุก คาดรายละเอียดชัด ก.ย.นี้
KEY
POINTS
- บอร์ด EV เห็นชอบแนวทางการใช้มาตรการภาษีสรรพสามิตเพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศ
- โครงสร้างภาษีจะแบ่งออกเป็น 3 ระดับ แตกต่างกันตามระดับการลงทุนและการผลิตชิ้นส่วนในประเทศ
- คาดว่าจะได้ข้อสรุปที่ชัดเจนภายในเดือนกันยายน 2569 ก่อนเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา
นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ด EV) ครั้งที่ 1/2569 ซึ่งมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง เป็นประธาน เห็นชอบแนวทางการใช้มาตรการภาษีสรรพสามิตเพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า โดยจะกำหนดอัตราภาษีให้แตกต่างกันตามระดับการลงทุนและการผลิตในประเทศ ทั้งนี้คาดว่าจะมีความชัดเจนภายในเดือน ก.ย. 2569 ก่อนเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาตามขั้นตอน
ด้านนายพรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวว่า บอร์ด EV เห็นชอบแนวทางใช้มาตรการภาษีสรรพสามิตเป็นเครื่องมือสนับสนุนอุตสาหกรรม EV ในช่วงเปลี่ยนผ่าน เนื่องจากอุตสาหกรรมดังกล่าวสร้างทั้งการลงทุน การจ้างงาน และนวัตกรรมใหม่ แต่ยังพบว่ารถ EV บางประเภทที่มีการใช้งานสูง มีสัดส่วนการนำเข้าสูงเช่นกัน ซึ่งเป็นความเสี่ยงต่อการผลิตในประเทศ
มาตรการภาษีมีเป้าหมาย 3 ด้าน ได้แก่ ดึงดูดการลงทุนเพื่อลดการนำเข้า โดยให้การนำเข้ารถยนต์มาพร้อมแผนลงทุนผลิตในประเทศ ส่งเสริมไทยเป็นฐานส่งออกรถยนต์พวงมาลัยขวา และเพิ่มการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ หรือ Local Content เพื่อสร้างห่วงโซ่อุปทานโดยผู้ประกอบการไทย
สำหรับโครงสร้างภาษีจะแบ่งเป็น 3 ระดับ เพื่อสร้างแรงจูงใจแตกต่างกัน โดยระดับที่ 1 อัตราภาษีต่ำที่สุด สำหรับผู้ผลิตที่มี Local Content สูงและผลิตชิ้นส่วนสำคัญในประเทศ
ระดับที่ 2 อัตราภาษีปานกลาง สำหรับผู้ที่นำเข้ารถยนต์เพื่อทดลองตลาดหรืออยู่ระหว่างเริ่มลงทุนผลิตในประเทศ
ระดับที่ 3 อัตราภาษีสูงที่สุด สำหรับผู้ที่เน้นนำเข้าโดยไม่มีแผนลงทุนผลิตในประเทศ
นายพรชัย กล่าวว่า แนวทางดังกล่าวได้หารือกับภาคเอกชนทั้ง 3 สมาคมแล้ว และเห็นด้วยในหลักการและข้อเสนอของบอร์ด EV แต่ภาคเอกชนขอให้มีระยะเวลาผ่อนปรน (Grace Period) เพื่อให้ค่ายรถมีเวลาวางแผนการผลิตและการตลาด โดยกรมสรรพสามิตจะเร่งจัดทำรายละเอียดและเสนอไปตามขั้นตอนต่อไป
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าวว่า ที่ประชุมรับทราบความคืบหน้าการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า หลังรัฐบาลดำเนินมาตรการส่งเสริมมานานกว่า 5 ปี และได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคเพิ่มขึ้นอย่างมาก
สะท้อนจากยอดจดทะเบียนรถยนต์ BEV รถไฮบริด และรถปลั๊กอินไฮบริด ซึ่งรวมกันมีสัดส่วนมากกว่าครึ่งของยอดจดทะเบียนรถยนต์ใหม่ในปีนี้ โดยยอดจดทะเบียน BEV เพิ่มขึ้นเกือบ 30% จาก 5 ปีก่อน ขณะที่รถไฮบริดเพิ่มขึ้นประมาณ 23%
มาตรการส่งเสริมของรัฐบาลยังช่วยให้ไทยเป็นฐานการผลิตรถยนต์และรถ EV สำคัญของอาเซียน และดึงดูดการลงทุนจากทั้งผู้ผลิตรายเดิมและรายใหม่ โดยตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ค่ายรถยนต์ญี่ปุ่น ได้แก่ มิตซูบิชิ อีซูซุ ฮอนด้า และมาสด้า ประกาศแผนลงทุนในไทยรวมกันกว่า 5 หมื่นล้านบาท ครอบคลุมการลงทุนต่อเนื่องถึงปี 2572-2573
สำหรับการขับเคลื่อนนโยบายต่อไป บอร์ด EV เห็นชอบตั้งคณะอนุกรรมการ 2 ชุด ได้แก่ คณะอนุกรรมการส่งเสริมการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า มีนายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม เป็นประธาน รับผิดชอบการพัฒนาซัพพลายเชน กำหนดมาตรฐาน รวมถึงการจัดการแบตเตอรี่ใช้แล้วและซากรถ
ส่วนการจัดการแบตเตอรี่ จะพัฒนาแพลตฟอร์มติดตามตั้งแต่การผลิต การใช้งานในรถ สุขภาพแบตเตอรี่ ไปจนถึงการนำกลับมาใช้ใหม่และรีไซเคิล โดยแบตเตอรี่บางส่วนสามารถนำไปใช้ในระบบกักเก็บพลังงาน หรือสกัดแร่สำคัญกลับมาใช้ประโยชน์ได้ ทั้งนี้ ต้องกำหนดพื้นที่ที่เหมาะสมและมีระบบกำกับดูแลด้านสิ่งแวดล้อม
อีกชุดคือ คณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาโครงข่ายสถานีชาร์จรถไฟฟ้า มีนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน เป็นประธาน เพื่อผลักดันโครงสร้างพื้นฐานรองรับการใช้รถ EV
นอกจากนี้ บอร์ด EV มอบหมายให้นายลวรณเร่งพิจารณามาตรการส่งเสริมรถยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ เช่น รถบัสและรถบรรทุก เพื่อเพิ่มทั้งการผลิตและการใช้งาน เนื่องจากปัจจุบันยังมีสัดส่วนไม่มากนัก







