
“เทียนขาว” จากพืชทดลอง สู่พืชสุขภาพมูลค่าสูง สร้างรายได้ใหม่เกษตรกรน่าน
“เทียนขาว” จากพืชทดลอง นำเข้าจากอนเดีย สู่ผลิตภัณฑ์สุขภาพมูลค่าสูง 3 หน่วยงานร่วมผลักดันสร้างตลาดใหม่ เพิ่มรายได้เกษตรกรน่าน ลดแรงกดดันต่อพื้นที่ป่า
แม้ว่าในไทยจะมี “พืชทางเลือก และพืชเศรษฐกิจหลากหลายชนิด” ที่สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรไทย เช่น กาแฟ โกโก้ สมุนไพร ฯลฯ แต่ทว่ามีพืชอีกหนึ่งชนิดที่ชื่อ “เทียนขาว” ที่ กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จับมือคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมูลนิธิกสิกรไทย กำลังร่วมกันผลักดันสู่ผลิตภัณฑ์สุขภาพ
ซึ่งเทียนขาว เป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดในอินเดียและยังไม่ได้เป็นพืชที่เกษตรกรไทยปลูกกันอย่างแพร่หลาย เมล็ดพันธุ์เทียนขาวจากอินเดียถูกนำเข้ามาทดลองปลูกในไทยเมื่อปี 2567 ผ่านพื้นที่ทดลองของกรมวิชาการเกษตรและพื้นที่จริงในจังหวัดน่าน
ผลเบื้องต้นพบว่าสามารถเจริญเติบโตและให้ผลผลิตได้ในประเทศไทย แม้ยังมีข้อจำกัดเรื่องการติดฝักและระดับผลผลิต ซึ่งเป็นโจทย์ที่ต้องพัฒนาต่อ
เทียนขาวคืออะไร?
สำหรับเทียนขาวจัดเป็นพืชล้มลุกขนาดเล็ก มีอายุปีเดียว มีกลิ่นหอม ลักษณะของลำต้นตรง มีความสูงประมาณ 20-30 เซนติเมตร มีถิ่นกำเนิดในแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ประเทศอินเดีย และประเทศจีน เป็นสมุนไพรที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ
เทียนขาวชนิดนี้จะเป็นผลแห้งซึ่งนิยมนำใช้เป็นเครื่องเทศและยาหอม โดยมีอีกชื่อเรียกหนึ่งนั่นก็คือ “ยี่หร่า” หรือ “เมล็ดยี่หร่า” ซึ่งตามข้อมูลวิชากร บ่งบอกว่ามีสรรพคุณต่อสุขภาพหลายด้าน
ก้าวสู่การผลิตในเชิงเศรษฐกิจ
พืชชนิดนี้ถูกนำไปศึกษาสารสำคัญและต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์สุขภาพ ขณะเดียวกันก็มีการศึกษาความเป็นไปได้ในการนำมาพัฒนาเป็นพืชทางเลือกสร้างรายได้ให้เกษตรกรในจังหวัดน่าน
หนึ่งในผลงานที่เกิดขึ้นแล้ว คือการนำสารสำคัญจากเทียนขาวมาพัฒนาเป็น “สเปรย์น้ำลายเทียม” สำหรับผู้ที่มีภาวะปากแห้งหรือน้ำลายน้อย ซึ่งพบได้ในผู้สูงอายุ ผู้ที่ได้รับผลข้างเคียงจากยาบางชนิด รวมถึงผู้ป่วยมะเร็งช่องปากและลำคอที่มีภาวะดังกล่าวหลังการฉายรังสีหรือการผ่าตัด
ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวพัฒนาโดยทีมวิจัยของคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตั้งแต่การศึกษาสารสำคัญและกระบวนการสกัด การพัฒนาสูตรตำรับ ไปจนถึงการประเมินประสิทธิภาพและความปลอดภัยทางคลินิก ก่อนขึ้นทะเบียนตำรับยาแผนปัจจุบันในชื่อ “นันท์ เมโดวีณา” เลขทะเบียน 2A 17/67 เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2567
ภาพนี้ทำให้เห็นว่าเทียนขาวกำลังถูกพัฒนาในอีกมิติหนึ่ง จากวัตถุดิบที่อยู่ในแปลงทดลอง ไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ด้านสุขภาพ และกลายเป็นตัวอย่างของการนำองค์ความรู้ด้านการเกษตรมาเชื่อมต่อกับงานวิจัยทางเภสัชศาสตร์
3 หน่วยงานร่วมปั้นเทียนขาว
นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า กรมวิชาการเกษตรรับบทบาทสำคัญในงานวิจัย “ต้นน้ำ” ตั้งแต่การคัดเลือกและพัฒนาพันธุ์เทียนขาวที่เหมาะสมกับประเทศไทย การพัฒนาเทคโนโลยีการปลูก การดูแลรักษา การเก็บเกี่ยว และการจัดการหลังการเก็บเกี่ยว โดยยึดแนวทางการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืชสมุนไพร หรือ GAP ตามมาตรฐานสินค้าเกษตร มกษ. 3502-2561
“เป้าหมายสำคัญคือการสร้างวัตถุดิบเทียนขาวที่มีคุณภาพ ปลอดภัย และตรวจสอบย้อนกลับได้ พร้อมเชื่อมข้อมูลคุณภาพจากห้องปฏิบัติการกลับมาพัฒนาการผลิตในแปลง เพื่อให้วัตถุดิบที่เกษตรกรผลิตได้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค ผู้ประกอบการ และตลาดอย่างแท้จริง”
ขณะที่ คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รับช่วงงานวิจัยกลางน้ำและปลายน้ำ โดยทีมวิจัยของ ศาสตราจารย์ เภสัชกรหญิง ดร.พรอนงค์ อร่ามวิทย์ ศึกษาสารสำคัญและกระบวนการสกัด เพื่อนำวัตถุดิบเทียนขาวมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์สเปรย์น้ำลายเทียม มุ่งเพิ่มความชุ่มชื้นในช่องปากและกระตุ้นการหลั่งน้ำลาย โดยครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนาสูตรตำรับไปจนถึงการประเมินประสิทธิภาพและความปลอดภัยทางคลินิก
ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวได้รับการขึ้นทะเบียนตำรับยาแผนปัจจุบันชื่อ “นันท์ เมโดวีณา” เลขทะเบียน 2A 17/67 ลงวันที่ 4 ตุลาคม 2567 สะท้อนความสำเร็จของการนำงานวิจัยมาต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์ และเป็นตัวอย่างของการบูรณาการองค์ความรู้ด้านการเกษตรและเภสัชศาสตร์ เพื่อเชื่อม “ผลผลิตจากแปลง” เข้ากับ “ความต้องการด้านสุขภาพ” ของประชาชน
อีกมิติสำคัญของความร่วมมือ คือ มูลนิธิกสิกรไทย สนับสนุนงบประมาณภายใต้ “โครงการรักษ์ป่าน่าน” เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการส่งเสริมเทียนขาวเป็นพืชทางเลือกทดแทนหรือลดพื้นที่ปลูกข้าวโพดในจังหวัดน่าน ครอบคลุมตั้งแต่ความเหมาะสมของพื้นที่ เทคโนโลยีการผลิต ต้นทุนและผลตอบแทน ตลอดจนแนวทางรับซื้อผลผลิต เพื่อให้การส่งเสริมเกษตรกรมีตลาดรองรับ ไม่ใช่เพียง “ปลูกได้” แต่ต้อง “ปลูกแล้วขายได้ และสร้างรายได้ที่คุ้มค่า”
หากผลการศึกษายืนยันถึงความเหมาะสมและความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ เทียนขาวจะมีโอกาสก้าวสู่การเป็น พืชทางเลือกมูลค่าสูงของเกษตรกรไทย ช่วยสร้างรายได้ ลดการพึ่งพาวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์นำเข้า พร้อมสนับสนุนการลดการเผาและลดแรงกดดันจากการขยายพื้นที่เกษตรเข้าสู่พื้นที่ป่า
ความร่วมมือครั้งนี้ว่ากันว่า ไม่ใช่เพียงการพัฒนาสมุนไพรชนิดใหม่ แต่เป็นการสร้างห่วงโซ่คุณค่าที่เชื่อม “เกษตรกร–งานวิจัย–นวัตกรรมสุขภาพ–ตลาด–สิ่งแวดล้อม” เข้าด้วยกัน เปลี่ยนงานวิจัยจากห้องปฏิบัติการให้ลงสู่แปลง เปลี่ยนผลผลิตจากแปลงให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง และเปลี่ยนพืชทางเลือกให้เป็นอีกหนึ่งกลไกในการสร้างรายได้ควบคู่กับการดูแลผืนป่าน่านอย่างยั่งยืน
ข้อมูลอ้างอิงเพิ่มเติม (Source) : https://medthai.com/%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%a7/ | Medthai
กรมวิชาการเกษตร







