"ผมไม่ได้เอาเงินที่รับบริจาคไปเที่ยวผู้หญิง"เปิดใจลุงขี่รถไถส่งเมียรักษาโรคมะเร็ง

วันที่ 09 ม.ค. 2563 เวลา 15:09 น.
"ผมไม่ได้เอาเงินที่รับบริจาคไปเที่ยวผู้หญิง"เปิดใจลุงขี่รถไถส่งเมียรักษาโรคมะเร็ง
นครราชสีมา – หนุ่มขี่รถไถพาภรรยารักษาโรคมะเร็งยันไม่ได้นำเงินที่ผู้ใจบุญบริจาคไปเปิดโรงแรมนอนกับหญิงขายบริการ เงินทุกบาทและบัตรเอทีเอ็มอยู่ที่ฝ่ายหญิง

กรณีมีผู้นำเรื่องของนายสมพงษ์ หวัดวาปี อายุ 44 ปี ชาว ต.บึงพะไล อ.แก้งสนามนาง จ.นครราชสีมา โพสต์ในโลกโซเชียล นำภรรยามารักษาตัวป่วยเป็นโรคมะเร็งต่อน้ำเหลือง ที่โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา และมากางเต็นท์นอนอยู่ข้างรถไถ บริเวณลานจอดรถของโรงพยาบาล เพื่อเฝ้าภรรยาที่รักษาอาการป่วย ตั้งแต่วันที่ 30ธ.ค.2562 ส่งผลให้มีผู้ใจบุญพากันโอนเงินให้จำนวนมาก

ต่อมา ได้มีคนเห็นนายสมพงษ์นำเงินที่ได้รับจากการบริจาคไปดื่มสุรา และพาหญิงขายบริการไปเปิดห้องนอนในโรงเรียนแห่งหนึ่ง กลางเมืองโคราช และมีผู้ถ่ายคลิปวิดีโอไว้และนำมาแชร์ต่อในโลกโซเชียล นายสมพงษ์ ยอมรับว่า ได้ไปเปิดโรงแรมบริเวณใกล้กับลานอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี เพื่อนอนพักจริง ในราคาคืนละ 300 บาท ยืนยันว่าไปเปิดห้องนอนคนเดียว ไม่ได้พาหญิงขายบริการไปนอนด้วย

"ส่วนภาพที่เห็นหญิงคนหนึ่งอ้างว่าไปนอนกับผม ความจริงคือเขาพยายามชวนผมไปนอนด้วย แต่ผมไม่เอา เพราะสงสารภรรยาที่ป่วยอยู่ ซึ่งตอนนี้บัญชีธนาคาร และบัตร ATM ก็อยู่กับภรรยาจะขอเงินมาไว้กับตัวเพียงเล็กน้อย และยอมรับว่ามีการดื่มสุราบ้าง แต่เป็นการซื้อมาดื่มทีละกั๊กสองกั๊กไม่ได้ซื้อมาดื่มเป็นขวดๆแต่อย่างใด ส่วนเงินทั้งหมดก็จะใช้เพื่อรักษาภรรยาของตนเอง"

ด้านนายพนม เหือนขุนทน อายุ 33 ปี ผู้ใจบุญที่นำเงินมาบริจาครายหนึ่ง กล่าวว่าเห็นเรื่องราวที่ถูกแชร์ลงในโลกโซเชียล ก็รู้สึกสงสารมาก จึงได้นำเงินส่วนตัวใส่ซองมาบริจาคให้ เพื่อช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนให้ลุง ส่วนเรื่องเกี่ยวกับการพาหญิงขายบริการไปเปิดโรงแรมไม่เคยรู้ แต่ถ้าเป็นจริงก็รู้สึกเสียใจ เพราะเงินที่บริจาคไปนั้น ก็ต้องการให้นำไปช่วยเป็นค่ารักษาพยาบาลให้กับภรรยาของนายสมพงษ์ ไม่อยากให้นำไปใช้อย่างอื่นเลย

ขณะที่นายพรศักดิ์ ทศพูไชย อายุ 55ปี ญาติของลุง กล่าวว่า ปกตินายสมพงษ์ไม่ใช่คนที่เหลวไหล หรือชอบเที่ยวแต่เรื่องดื่มสุราก็ยอมรับว่ามีบ้าง ซึ่งก็พยายามเตือนๆ ไว้เป็นประจำ เพราะนายสมพงษ์มีโรคประจำตัวอยู่ คือวัณโรคปอด หากดื่มสุราเข้าไปมากๆ ก็จะเป็นอันตรายกับสุขภาพได้.

ข่าวที่เกี่ยวข้องในอดีต