ผู้เชี่ยวชาญชี้ทั่วโลกต้องเผชิญ 5 ปัญหาใหญ่จากวิกฤตโควิด-19

วันที่ 18 พ.ค. 2563 เวลา 19:20 น.
ผู้เชี่ยวชาญชี้ทั่วโลกต้องเผชิญ 5 ปัญหาใหญ่จากวิกฤตโควิด-19
วงเสวนาทิศทางประเทศไทยฝ่าวิกฤตโควิด-19 สู่ชีวิตวิถีใหม่ ฟันธงทั่วโลกเผชิญ 5 ปัญหาใหญ่ ว่างงาน สงครามการค้า ราคาน้ำมัน ตลาดทุน ความขัดแย้งขั้วมหาอำนาจ จี้ปรับตัวรับมือ

เมื่อวันที่ 18 พ.ค.ที่อาคารศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) มีการจัดเสวนา"ทิศทางประเทศไทย : ฝ่าวิกฤตโควิด-19 สู่ชีวิตวิถีใหม่" โดยมีวิทยากรผู้เชี่ยวชาญครอบคลุมทุกมิติทั้งภาคเศรษฐกิจ สังคม สาธารณสุข และสุขภาพ มาร่วมเสวนาเปิดมุมมองแนวทางการพัฒนาประเทศไทยภายหลังวิกฤตโควิด-19

พระไพศาล วิสาโล เจ้าอาวาสวัดป่าสุคะโต จ.ชัยภูมิ กล่าวผ่านระบบประชุมทางไกลออนไลน์ถึงแนวทางการปฏิบัติตัวของประชาชนในช่วงการระบาดของโควิด-19 ว่า การรักษาใจสำคัญไม่แพ้กับการรักษากาย การใช้ชีวิตวิถีใหม่ช่วงยุคโควิด-19 มีหลักปฏิบัติ 4.ข้อที่ช่วยทุกคนได้ คือ 1.ยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น ตระหนักว่าความเครียด วิตก กลัว ทำร้ายจิตใจ 2.พยายามอย่าอยู่นิ่ง หากิจกรรมทำคลายเครียด 3.ทำประโยชน์ต่อส่วนรวม เช่น ผลิตหน้ากากผ้าแบ่งปันตามกำลังที่พอทำได้ 4.ปรับตัว หาช่องทางเพิ่มรายได้ เช่น การขายผ่านออนไลน์ อย่างไรก็ตาม วัดเป็นสถานที่พึ่งพิงของประชาชน ในช่วงวิกฤตมีการช่วยเหลือด้านปัจจัย 4 อาหาร และเป็นที่พึ่งพิงทางจิตใจโดยใช้ช่องทางโซเชียลมีเดีย เพื่อเป็นพลังทางใจให้ประชาชนผ่านวิกฤตไปได้

ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ กรรมการคณะที่ปรึกษาด้านผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมในศูนย์บริหารสถานการณ์ การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19 กล่าวว่า สถานการณ์ที่โลกต้องเผชิญหลังวิกฤตโควิด-19 เปรียบยิ่งกว่าสงครามโลก เพราะเชื้อไวรัสเป็นศัตรูที่มองไม่เห็น แต่มีอนุภาพทำลายล้างได้ทุกสิ่งทุกอย่าง ทุกประเทศต่างเร่งแก้ปัญหาจากผลกระทบโดยทุ่มใช้เงินอย่างมหาศาล ทั่วโลกต้องเผชิญปัญหาใหญ่คือ การว่างงาน สงครามการค้า วิกฤตราคาน้ำมัน ตลาดทุน ความขัดแย้งระหว่างประเทศมหาอำนาจ การทุ่มเงินแก้ปัญหาจะก่อให้เกิดหนี้สาธารณะ

ทั้งนี้ รัฐบาลควรมีมาตรการเร่งด่วนเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส โดยกำกับการแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะปัญหาการว่างงานขนาดใหญ่ ปัญหาฝนแล้ง ช่วยเหลือสภาพคล่องของผู้ประกอบการโดยเฉพาะเอสเอ็มอี และมีมาตรการช่วยเหลือประชาชนและเกษตรกรอย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่ในระยะยาวการฟื้นฟูประเทศ ควรกำกับการใช้เงินกู้จากพระราชกำหนดในการแก้ไขวิกฤตโควิด-19 อย่างมีประสิทธิภาพ ใช้เงินกู้เพื่อกระตุ้นการผลิตและการจ้างงาน ไม่มุ่งเฉพาะการเยียวยา และปรับคุณภาพแรงงานให้มีทักษะพร้อมกับโลกยุคใหม่ และแก้ความเหลื่อมล้ำ พร้อมสร้างความมั่นใจให้นานาชาติ

“การระบาดของโควิด-19 ก่อให้เกิดการเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค เปลี่ยนวิถีก่อค่าใช้จ่ายใหม่ คนไทยจะเกิดสติในการสร้างสุขภาพ ระวังการใช้จ่ายและเงินออม คนจะหันมาเรียนรู้ระบบออนไลน์ ถูกท้าทายจากเทคโนโลยีใหม่ๆ สิ่งที่ประชาชนต้องเตรียมพร้อมคือ การปรับแนวคิดของตนเองให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลก พัฒนาทักษะตนเอง ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และสุขภาพ” ดร.วรากรณ์ กล่าว

ด้าน นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร อดีตรมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ไทยติดอันดับ 1 ใน 6 ประเทศที่มีแหล่งอาหารสำรองของโลก เพราะมีต้นทุนด้านเกษตรกรรมที่ดีอยู่แล้ว ผลกระทบจาก โควิด-19 ทำให้แรงงานกลับบ้านเกิดมากขึ้น ซึ่งก่อให้เกิดโอกาสในการพัฒนาชุมชน สิ่งที่รัฐต้องเร่งทำคือ การแก้ปัญหาเช่นภัยแล้ง จัดสรรแหล่งน้ำ เพื่อให้ทำมาหากินได้ การปรับตัวหลังจากเกิดโควิด-19 รัฐควรเดินหน้านโยบายเกษตรยั่งยืนอย่างจริงจัง โดยนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ได้ ต้องให้ความสำคัญการฟื้นฟูที่ดินทำกิน ลดการใช้สารเคมี ทุกหมู่บ้านควรมีคลังพันธุ์พืชของตนเองไม่ต้องรอรัฐ และหาแหล่งน้ำสำรองไว้ใช้ ไทยควรจัดตั้งองค์กรเกษตรกรเข้มแข็ง มีโรงเรียนเกษตรกร มีศูนย์ฝึกหมู่บ้าน เพื่อลดการพึ่งพาของรัฐ ส่วนสังคมเมืองควรปรับพื้นที่ที่จำกัดให้สามารถปลูกพืชผักที่สามารถนำมาพึ่งพาตัวเองได้ด้วย

“หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ถือเป็นเสาหลักในการกู้วิกฤตทั้ง 4 ด้าน โดยต้องปรับแนวความคิดการดำเนินชีวิตใหม่ จากการมุ่งเน้นหาเงินทอง เป็นการสร้างพื้นฐานปัจจัย 4 ได้แก่ อาหาร ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค เพื่อให้พอกิน พอใช้ พออยู่ และพอร่มเย็น เป็นการพึ่งตนเพื่อชาติ รู้จักเรียนรู้ในการผลิตอาหารเพื่อเลี้ยงตัวเอง ครอบครัวและชุมชน วิกฤติโควิด-19 ครั้งนี้คือเล็กเปลี่ยนโลกอย่างแท้จริง หากเรารู้จักปรับตัว เรียนรู้ที่จะพึ่งพาตัวเองและช่วยเหลือเอื้อเฟื้อต่อกันในเรื่องเล็กๆ จะทำให้เรามีความมั่นคงทางอาหารและผ่านวิกฤติครั้งนี้ไปด้วยกันได้” นายวิวัฒน์กล่าว

ขณะที่ นพ.คำนวณ อึ้งชูศักดิ์ ที่ปรึกษาด้านวิชาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เฉพาะการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และอดีตนายแพทย์ผู้ทรงคุณวุฒิ ด้านเวชกรรมป้องกัน สาขาระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ขณะนี้มีผู้ติดเชื้อโควิด-19 กว่า 4 ล้านคนทั่วโลก สร้างความเสียหายอย่างมหาศาล คาดว่าจะกินเวลา 12-18 เดือนเป็นอย่างน้อย จนกว่าจะมีวัคซีนและ ภูมิต้านทานธรรมชาติ รูปแบบของการระบาดต่อจากนี้ จะเกิดได้จากภายนอกเข้ามาในประเทศ ส่วนการติดเชื้อในประเทศเป็นแบบวงจำกัดแบบกลุ่มก้อน หรือแบบวงกว้างก็ได้ จึงจำเป็นต้องเพิ่มมาตรการเฝ้าระวังและการควบคุมตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนั้น ทั้งด้านสาธารณสุข สังคม และการล็อกดาวน์ ขณะที่การสร้าง บรรทัดฐานใหม่ New Normal จะต้องเปลี่ยนค่านิยมระยะยาว โดยคำนึงถึงความปลอดภัย ก่อนความสนุก สะดวกสบาย โดยรัฐบาลจะลงทุนดูแลคนมากขึ้น เรื่องสุขภาพจะกลายเป็นวาระสำคัญของโลก

ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า วงจรการเกิดโรคระบาดมี 3 ระยะ คือ 1.ระยะความกลัว กังวล เพราะยังไม่มีความรู้ ความเข้าใจ 2.ระยะการเรียนรู้ และ 3.ระยะเกิดพัฒนาการสู่การเปลี่ยนแปลง ที่นอกจากจะให้ความสำคัญเรื่องสุขอนามัยเพื่อป้องกันโควิด-19 แล้ว ยังนำไปสู่การสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อการป้องกันในอนาคตทั้งในระดับบุคคล สังคม/สิ่งแวดล้อม และเชิงระบบ เพื่อให้เกิดความยั่งยืนในการป้องกันโรคระบาด โดยในระดับบุคคล เน้นรักษาความสะอาดร่างกาย การกิน การสวมหน้ากาก การเว้นระยะห่าง และยังต้องคำนึงถึงการทำให้สุขภาพกายและใจแข็งแรง ด้วยการลดพฤติกรรมเสี่ยง เช่น สูบบุหรี่ ดื่มเหล้า รวมถึงการมีกิจกรรมทางกาย การบริโภคอาหาร และพฤติกรรมเพื่อสุขภาพอื่น ๆ การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้

“การขับเคลื่อนการสร้างชีวิตวิถีใหม่จะเชื่อมโยงปัจจัยและระบบสุขภาพ สังคม การศึกษา เทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจ โดยรัฐและสังคมไทยต้องร่วมกันกำหนดจุดหมาย ของวิถีใหม่ที่เห็นพ้องกันว่าจำเป็นและเหมาะสม โดยอาจร่วมกับโลกในการเร่งการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ที่ประชาคมโลกได้ลงปฏิญญาไว้แล้ว ซึ่งสอดคล้องกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและใช้กระบวนการสร้างเสริมสุขภาพเพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงนี้

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ สสส. และภาคีเครือข่าย ได้จัดทำไกด์ไลน์แนวทางปฏิบัติการสร้างชีวิตวิถีใหม่แล้ว 7 คู่มือ ครอบคลุมประเด็นการใช้ชีวิตประจำวัน การป้องกันและเฝ้าระวังโรค มาตรการสำหรับโรงเรียน สถานศึกษา รวมถึงการจัดระเบียบสังคม การสร้างความเข้าใจเพื่อลดการตีตราผู้ป่วย โดยได้กระจายให้หน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เอกชน และสถานศึกษา มากกว่า 1 แสนเล่ม ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถดาวน์โหลดคู่มือได้ที่ www.thaihealth.or.th” ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าว