พยุหยาตราทางชลมารค มรดกคู่แผ่นดินไทย หนึ่งเดียวในโลก

  • วันที่ 12 ธ.ค. 2562 เวลา 16:03 น.

พยุหยาตราทางชลมารค มรดกคู่แผ่นดินไทย หนึ่งเดียวในโลก

โดย สมาน สุดโต

วันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2562 เป็นวันที่พสกนิกรไทย รอคอยด้วยความกระตือรือร้น ที่จะได้เฝ้ารับเสด็จ และถวายพระพรชัยมงคลพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดี ศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบรมราชินี และพระบรมราชวงศ์ ที่จะเสด็จเลียบพระนครโดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค โดยขบวนเรือพระราชพิธี 52 ลำ จากท่าวาสุกรี ถึงท่าราชวรดิฐ ระยะทาง 3.4 กิโลเมตร

การที่ทุกคนรอคอยเฝ้ารับเสด็จด้วยความปลื้มปีติเป็นล้นพ้นนั้น ก็เพื่อชื่นชมพระบารมีปกเกล้าในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงเครื่องราชบรมขัตติยราชภูษิตาภรณ์ สายสะพายนพรัตนรัตนราชวราภรณ์ สวมสายสร้อยจุลจอมเกล้า พร้อมด้วยพระบรมราชินี และพระบรมราชวงศ์ที่ประทับในเรือพระที่นั่งยิ่งใหญ่ โอฬาร และเป็นครั้งแรกในรัชกาลนี้

การจัดขบวนขบวนพยุหยาตราทางชลมารคครั้งนี้ เนื่องด้วยพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้จัดขึ้นเป็นพระราชพิธีเบื้องปลาย เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ตามโบราณราชประเพณี เรือแต่ละลำมีประวัติการสร้างมาแต่โบราณ ปัจจุบันพัฒนาทั้งศาสตร์และศิลป์ เป็นขบวนที่งามเลิศอย่างยิ่ง

สมัยโบราณนั้น เรือเหล่านี้จัดเป็นเรือรบ เมื่อว่างจากการศึกสงคราม ก็โปรดฯให้นำเรือทั้งนั้นมาจัดเป็นขบวนในพระราชพิธีเสด็จพระราชดำเนินทอดผ้าพระกฐิน ซึ่งสมด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพฯ ทรงอธิบายไว้ในตำนานรือรบไทยว่า ถึงฤดูน้ำเป็นเวลาราษฎรว่างการทำไร่ไถนา จึงเรียกระดมพลมาฝึกซ้อมกระบวนทัพเรือ อาศัยฤาดูกาลประจวบกับทอดกฐิน พระเจ้าแผ่นดินจึงเสด็จพระราชดำเนินไปทอดกฐินโดยกระบวนเรือรบ แห่แหนให้ไพร่พลรื่นเริงในการกุศล ขบวนแห่แหนนี้ถ้าจัดเต็มตามตำราต้องใช้ผู้คนจำนวนมาก อย่างขบวนเรือพยุหยาตราเพชรพวง ที่จัดขึ้นในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช สมัยกรุงศรีอยุธยานั้น ใช้เรือ 113 ลำ ใช้คนถึง 10,000 คน

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ความรู้แก่ประชาชน ในเรื่องพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ในรัชกาลที่ 10 คณะกรรมการอำนวยการจัดงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ได้มอบหมายให้คณะกรรมการฝ่ายพิธีการจัดงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก โดยกระทรวงวัฒนธรรม ร่วมกับสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี จัดนิทรรศการองค์ความรู้เกี่ยวกับการเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครโดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ที่ท้องสนามหลวง ระหว่างวันที่ 24 ตุลาคม ถึง 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562

ผู้เขียนไปชมมาแล้ว ได้รับความประทับใจหลายประการ เพราะทางคณะจัดงาน จัดเหมือนรู้ใจว่า ประชาชนอยากรู้อะไรเกี่ยวกับพระราชพิธีที่ยิ่งใหญ่นี้ จึงแบ่งงานออกเป็น 4 ส่วน ประกอบด้วย 1.อาคารนิทรรศการเถลิงถวัลยราชสมบัติ สยามรัฐสีมา 2.การแสดงเรือพระราชพิธีจำลองและการแสดงศิลปวัฒนธรรมไทย ศรีศุภยาตรา ปวงประชาร่วมใจถวาพระพร 3.การแสดงม่านน้ำ ประกอบแสงสี เสียง สื่อผสม ม่านธาราลือขจร เฉลิมราชย์องค์ราชัน และ 4.วิถีไทยและสุดยอดอาหารไทยเลิศรส เอมอิ่มสุขสันต์ ครบครัยสำรับไทย

แต่ละส่วนจัดแสดงมีขนาดใหญ่ เช่น ห้องมหามงคลสมัยพระขวัญไผทเถลิงรัช ห้องนิรมิตเรืองนทีเถลิงหล้า จัดแสดงแสง สี เสียง สื่อผสม โดยการฉายภาพ 3 มิติ  และห้องสุดท้ายคือขบวนนาวาอารยศิลป์แผ่นดินสยาม ห้องนี้สาธิตเรื่องขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน รวมทั้งงานประณีตศิลป์ที่เกี่ยวข้องเช่น เจ้าหน้าที่จากสำนักช่างสิบหมู่ มาสาธิตการถักทองานผ้าลายทองแผ่ลวดเพื่อเป็นผ้าม่านและหลังคาเรือพระราชพิธี ที่ต้องใช้ความสามารถพิเศษเท่านั้นจึงจะผลิตงานออกมาได้

นอกจากนั้น ได้จัดแสดงเรือพระราชพธีจำลอง 4 ลำ ได้แก่ พระที่นั่งสุพรรณหงส์ เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรรณรัชกาลที่ 9 เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช และเรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ ที่พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 โปรดเกล้าฯให้สร้างเพื่องานอุ่นไอรัก คลายความหนาว สายน้ำแห่งรัตนโกสินทร์ ณ พระราชวังดุสิต สนามเสือป่า 9 ธันวาคม 2561ถึง 19 มกราคม 2562 พร้อมทั้งสาธิตการเห่เรือ

ในวันที่ 12 ธ.ค.นี้ เชื่อว่า ประชาชน 2 ฝากฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา นอกจากจะเฝ้ารับเสด็จแล้ว จะต้องชมขบวนเรือทั้ง 52 ลำ ที่มีความงดงาม จนเรียกว่าเป็นศิลปะแห่งสายน้ำทีเดียว ในจำนวนเรือพระราชพิธีนั้น ที่โดดเด่น น่าจับตามองที่สุดได้แก่ เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ คำว่า "สุวรรณหงส์" แปลว่าหงส์ทอง ซึ่งหงส์ในปกรณัมและคัมภีร์ศาสนาพราหมณ์ - อินดู เป็นพาหนะของเทพเจ้าและเทพี เช่น พระอัศวิน พระวรุณ พระพรหม พระนางสรัสวดี ฯลฯ อีกทั้งยังป็นสัญลักษณ์ของเทพเจ้าสำคัญ เช่น พระนารายณ์ พระศิวะ และพระสุริยเทพ ส่วนในพุทธศาสนา หงส์เป็นสัญลักษณ์ของจิตวิญญาณบริสุทธ์ หรือจิตอันเที่ยงแท้ดังปรากฎในชาดก กล่าวถึงพระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นหงส์

เรือพระที่นั่งสุพรณหงส์ ลำปัจจุบัน สร้างขึ้นในปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้เจ้าอยู่หัว เพื่อทดแทนเรือลำเดิมที่สร้างในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช สร้างแล้วเสร็จในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อพุทธศักราช 2454 และทำพิธีปล่อยลงน้ำมื่อวันที่ 13 พ.ย. 2454

อนึ่ง ปรากฏชื่อเรือพระที่นั่งในรัชสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิแห่งกรุงศรีอยุธยาว่า "เรือศรีสุพรรณหงส์" และ "เรือพระที่นั่งชัยสุพรรณหงส์" ในสมัยอยุธยาตอนปลายปรากฏชื่อ "เรือพระที่นั่งสุรรณหงส์" ครั้นในสมัยรัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ปรากฏชื่อ "เรือพระที่นั่งสุวรรณหงส์" และรัชกาลที่ 3 ปรากฏชื่อ "เรือพระที่นั่งศรีสุพรรณหงส์"

หัวเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ มีโขนเรือเป็นรูปหัวของหงส์ ลำตัวเรือทอดยาวคือส่วนตัวหงส์จำหลักไม้ลงรักปิดทองประดับกระจกมีพู่ห้อย ปลายพู่เป็นแก้วผลึก ภายนอกทาสีดำท้องเรือทาสีแดง ตอนกลางลำเรือทอดบัลลังก์กัญญา เป็นที่ประทับของพระบาทสมด็จพระเจ้าอยู่หัว หรือพระบรมวงศ์ เรือมีความยาว 46.15 เมตร กว้าง 3.17 เมตร ลึกจนถึงท้องเรือ 94 เชนติเมตร กินน้ำลึก 41 เชนติมตร น้ำหนัก 15 ตัน ใช้กำลังพลประกอบด้วย ฝีพาย 50 นาย นายเรือ 2 นาย นายท้าย 2 นาย คนถือธงท้าย 1 นาย พลสัญญาณ 1 นาย คนถือฉัตร 7 นาย คนขานยาว 1 นาย คนขานยาวทำหน้าที่ในการร้องขานพลงเรือโดยฝีพายจะร้องเห่เรือพร้อมกันไปตามจังหวะร่มกับเรือลำอื่น ๆ

เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ ได้รับรางวัลมรดกโลกทางทะเล (The World Ship Trust Maritime Heritage Award) จากองค์การเรือโลกแห่งสหราชอาณาจักร (The World Ship Trust) เมื่อพุทธศักราช 2535

เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณรัชกาลที่ 9 เป็นเรือพระที่นั่งกิ่ง มีชื่อเดิมว่า มงคลสุบรรณ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ต่อขึ้นตามแบบอย่างสมัยอยุธยาเพื่อ “ไว้เป็นเกียรติยศสำหรับแผ่นดิน” เรือลำนี้มีความยาว 17 วา 3 ศอก กว้าง 5 ศอก 5 นิ้ว ลึก 1 ศอก 6 นิ้ว กำลัง 6 ศอก 6 นิ้ว พื้นท้องเรือภายนอกสีแดง กำลังฝีพาย 65 คน โขนเรือแต่เดิมจำหลักไม้รูปพญาสุบรรณ หรือพญาครุฑยุดนาคเท่านั้น

มีช่องกลสำหรับติดตั้งปืนใหญ่ที่หัวเรือใต้ตัวครุฑ ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 มีพระราชดำริให้เสริมรูปพระนารายณ์ประทับยืนบนหลังพญาสุบรรณ เพื่อความสง่างามของลำเรือ และเพื่อให้ต้องตามเทพปกรณัมของศาสนาพราหมณ์ว่า พญาสุบรรณนั้นเป็นเทพพาหนะของพระนารายณ์ เทวรูปพระนารายณ์ที่สร้างขึ้นใหม่ในรัชกาลที่ 4 นั้น สร้างด้วยไม้จำหลักปิดทองประดับกระจกองค์พระนารายณ์ทรงเครื่องภูษิตาภรณ์และมงกุฏยอดชัย พระพักตร์และพระวรกายประดับกระจกสีขาบมี 4 พระกร ทรงเทพศาสตราในพระกรทั้ง 4 คือ ตรี คฑา จักร สังข์

ในสมัยรัตนโกสินทร์ มีการนำเรือพระที่นั่งมงคลสุบรรณเข้าร่วมในกระบวนพยุหยาตราทางชลมารคครั้งสำคัญ 2 ครั้ง คือ กระบวนพยุหยาตราในการเสด็จเลียบพระนครของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 เนื่องในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เมื่อวันที่ 21 พ.ค. 2394 ครั้งหนึ่ง และในการจัดกระบวนพยุหยาตราทางชลมารค เนื่องในการพระราชพิธีสถาปนาสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฏราชกุมาร เมื่อวันที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2429 ในรัชกาลที่ 5 อีกครั้งหนึ่ง

ต่อมาตัวเรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณคงเสื่อมสภาพไปตามกาลเวลา คงเหลือแต่โขนเรือซึ่งเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ตราบจนในมหามงคลวโรกาสพระราชพิธีกาญจนาภิเษก กองทัพเรือได้ต่อเรือพระที่นั่งซึ่งมีรูปโขนเรือเป็นรูปนารายณ์ทรงสุบรรณ น้อมเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามเรือพระที่นั่งที่ต่อใหม่นี้ว่า “เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9”

เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช คำว่า “อนันตนาคราช” หมายถึง ราชาแห่งนาคหรืองูทั้งหลาย ในฮินดูปกรฌัม “อนันตะ” หมายถึง งูเทพ หรือ งูทิพย์ ผู้มีพลังยิ่งใหญ่ รู้จักในชื่อ เศษะ หรือ อาทิเศษะ เป็นผู้ที่มีเศียรหนึ่งพัน ซึ่งประดับด้วยอัญมณีส่องประกายสว่างจ้าไปทุกหนแห่ง ส่วนในคัมภีร์ปุราณะ กล่าวว่า อนันตะอาศัยอยู่ลึกลงไปกว่าโลกบาดาลทั้ง 7 ชั้น และแบกโลกทั้งหมดไว้บนเศียร คราใดที่อนันตะหาว โลกก็สั่นไหว บางคัมภีร์อธิบายว่า อนันตะมีชื่ออีกอย่างว่า วาสุกรี ซึ่งมีเจ็ดเศียรและอยู่ในโลกบาดาลชั้นที่ 7 อนันตะปกครองนาคทั้งหลาย

ส่วนในคติไตรภูมิ เชื่อว่า มีปลาอานนท์แบกโลกมนุษย์ไว้ คราใดปลาอานนท์ขยับตัวโลกจะสั่นคลองเกิดแผ่นดินไหว นอกจากนี้ยังมีความเชื่ออีกว่า พญานาคเจ็ดเศียรบันดาลให้เกิดฝน และยังมีความเชื่อที่ว่าพระเจ้าแผ่นดินของไทยเป็นอวตารของพระวิษณุลงมาเกิดบนโลกมนุษย์ ดังนั้น เรือพระที่นั่งซึ่งเป็นพระราชพาหนะที่สร้างเป็นรูปพญาอนันตนาคราชจึงสอดคล้องกับเรื่องราวที่ว่าพระวิษณุประทับบรรทมบนพญาอนันตนาคราชในเกษียณสมุทร

หัวเรือพระที่นั่งอนันตนาคราชจำหลักเป็นรูปพญานาคเจ็ดเศียร ลงรักปิดทองประดับกระจก ท้องเรือภายในทาสีแดง ภายนอกทาสีเขียว กลางลำเรือเป็นบุษบกประดิษฐานพระพุทธรูป หรือผ้าพระกฐิน เรือมีความยาว 45.85 เมตร กว้าง 2.58 เมตร ลึกถึงท้องเรือ 87 เซนติเมตร กินน้ำลึก 31 เซนติเมตร ใช้กำลังพลประกอบด้วย ฝีพาย 54 นาย นายเรือ 2 นาย นายท้าย 2 นาย คนถือธงท้าย 1 นาย พลสัญญาณ 1 นาย คนถือฉัตร 7 นาย คนถือบังสูรย์-พัดโบก-พระกลด 3 นาย และคนเห่เรือ 1 นาย

เรือพระที่นั่งอนันตนาคราชลำปัจจุบันสร้างขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว แล้วเสร็จเมื่อวันที่ 15 พ.ย. 2457 แทนลำเดิมซึ่งสร้างขึ้นในรัชสัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

เรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ คำว่า “อเนกชาติภุชงค์” หมายถึง งูหลากหลายชนิด สอดคล้องกับรูปโขนเรือที่ลงรักปิดทอง มีลายรูปงูตัวเล็กๆ จำนวนมาก คำว่า “ภุชงค์” มีความหมายเช่นเดียวกับคำว่า “นาค” ในภาษาไทยซึ่งเป็นเทพในฮินดูปกรฌัม และปรากฏในพระพุทธศาสนา เป็นตัวแทนแห่งพลังอำนาจ ความรอบรู้และความอุดมสมบูรณ์ เทพเจ้าหลายองค์ของศาสนาฮินดูสัมพันธ์กับนาคหรือที่ปรากฏในรูปร่างของงู หรืองูเทพ (งูทิพย์) เช่น พระวิษณุบรรทมบนพญานาคอนันตะหรือเศษะนาคทอดตัวอยู่เหนือแผ่นน้ำ

รูปแบบของงูหรือนาคตัวเล็กๆ จำนวนมากที่หัวเรือเช่นนี้ น่าจะหมายถึงนาคที่มีจำนวนนับพันซึ่งเป็นเหล่าบรรดานาคที่กำเนิดจากมหาฤษีกัศยปะและนางกัทรุนาคเหล่านี้อาศัยอยู่ในโลกบาดาล

เรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ เป็นเรือพระที่นั่งศรี สร้างขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ลำเรือภายนอกทาสีชมพู ท้องเรือภายในทาสีแดง หัวเรือลงรักปิดทองลายรดน้ำเป็นรูปนาคตัวเล็กๆ จำนวนมาก ตอนกลางลำเรือมีบัลลังก์กัญญา เรือมีความยาว 45.67 เมตร กว้าง 2.91 เมตร ลึกถึงท้องเรือ 91 เซนติเมตร กินน้ำลึก 46 เซนติเมตร น้ำหนัก 7.7 ตัน กำลังพลประกอบด้วยฝีพาย 61 นาย นายเรือ 2 นาย นายท้าย 2 นาย คนถือธงท้าย 1 นาย พลสัญญาณ 1 นาย คนถือฉัตร 7 นาย คนขานยาว 1 นาย คนขานยาวทำหน้าที่ในการ้องขานเพลงเรือโดยฝีพายจะร้องเห่เรือพร้อมกันไปตามจังหวะร่วมกับเรือลำอื่นๆ

บทเห่เรือประพันธ์โดย นาวาเอกทองย้อย แสงสินชัย อดีตนายทหารกองทัพเรือเรื่องที่โอ่อ่าให้บรรยากาศแบบโบราณราชประเพณีกลับคืนมาในท้องน้ำในขบวนพยุหยาตราทางชลมารค คือการเห่เรือ

ในอดีต หรือเมื่อ 16 ต.ค. 2530 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เสด็จถวายผ้าพระกฐินโดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ณ วัดอรุณราชวราราม ได้จัดขบวนเรือตามแบบเมื่อครั้งสมโภชกกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี 5 เม.ย. 2525 โดยใช้บทเห่เดิมของเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์ (สมัยออยุธยา) เป็นบทเห่ชมขบวนเรือ ชมทิวทัศน์ ชมนก ชมปลาและชมไม้ โดยมี นาวาตรี มงคล แสงสว่างเป็นเจ้าหน้าที่เห่ และมีผู้ช่วยอีก 2 ท่านคือ พันจ่าเอก สุจินต์ สุวรรณ์ และ พันจ่าเอกทวี นิลวรวงษ์

ส่วนบทเห่เรือ ขบวนพยุยาตราทางชลมารค วันที่ 12 ธ.ค.นี้ ใช้บทเห่เรือใหม่ ประพันธ์โดย นาวาเอกทองย้อย แสงสินชัย (ป.ธ. 9) อดีตนายทหารกองทัพเรือ ประกอบด้วย บทที่ 1 สรรเสริญพระบารมี แต่ละวรรคสื่อถึงความจงรักภักดีบุญคุณของพระเจ้าแผ่นดินที่ทำให้ประชาชนอยู่สุขสบาย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงราชย์สืบสันติวงศ์จากรัชกาลที่ 9 ทรงสืบสาน รักษา ต่อยอด ให้บ้านเมืองสงบสุข บทที่ 2 ชมเรือ ก็ยังใช้บทเดิม ขบวนเรือ 52 ลำ เสริมสีสันจัดรูปขบวนให้มีชีวิต เป็นประเพณีหนึ่งเดียวในโลกที่ลูกหลานต้องหวงแหนรักษา

รัชกาลที่ 9 ทรงจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค 17 ครั้งเนื่องจากการจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เป็นโบราณราชประเพณี และเป็นมรดกของแผ่นดิน สืบทอดกันมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา บางช่วงบางสมัยอาจขาดตอนไปบ้างเพราะเกิดสงครามกับประเทศเพื่อนบ้าน หรือสงครามใหญ่ขนาดสงครามโลก ทำให้เรือพระราชพิธีเสียหาย แต่เนื่องจากวิสัยทัศน์ หรือโลกทัศน์ ในพระเจ้าอยู่หัวนับแต่รัชกาลที่ 1 เป็นต้นมา จึงโปรดเกล้าฯให้สร้างเรือขึ้นมาแทนลำที่ชำรุด หรือ เมื่อเกิดสงครามมหาเอเชียบูรพา อู่เรือพระราชพิธีที่คลองบางกอกน้อยถูกลูกระเบิดถล่ม จนเรือเสียหายไปหลายลำ จากนั้นมาจึงมีการซ่อมแซมเรือและโอนเรือพระราชพิธี 36 ลำ ให้กรมศิลปากรดูแลเก็บรักษาไว้ที่อู่เรือพระราชพิธีปากคลองบางกอกน้อย

ส่วนที่เหลืออีก 32 ลำ เป็นพวกเรือดั้ง เรือตำรวจ เรือแซง กองทัพเรือคงเก็บรักษาไว้ จนเมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ได้เสด็จพระราชดำเนินไปที่โรงเก็บเรือพระราชพิธีในคลองบางกอกน้อย ทอดพระเนตรเห็นเรืออยู่ในสภาพชำรุดทรุดโทรม จึงทรงพระราชดำริว่า ถ้าจะโปรดให้มีการฟื้นฟูประเพณีการเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐิน โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารคขึ้น ก็จะเป็นประโยชน์ในด้านบำรุงรักษาสมบัติอันมีค่า และรักษาขนบประเพณีอันดีงามของชาติไว้ด้วย จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการฟื้นฟูประเพณีเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐินโดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค

พล.ต.หม่อมทวีวงศ์ ถวัลย์ศักดิ์ ได้สรุปไว้ในเรื่อง “พระราชพิธีประจำปีในรัชกาลปัจจุบัน” (รัชกาลที่ 9) ตอนหนึ่งว่า “แต่เนื่องจากรือพระราชพิธีของเราชำรุดเสียหายมากแล้ว และเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็ถูกระเบิดเสียหายซ่อมไม่ได้หลายลำ ดังนั้น การจัดกระบวนเสด็จพระราชดำเนินจึงจัดเพียงเท่าที่จะทำได้ จะเป็นพยุหยาตราใหญ่ก็ไม่ใช่ เพราะไม่มีเรือจะจัดเป็นกระบวน 4 สายได้ จะเป็นขบวนพยุหยาตราน้อยก็ไม่ใช่ เพราะไม่ได้ใช้เรือรูปสัตว์เข้าขบวนต่อเรือดั้งตามตำแหน่ง กลับเอาไปใช้ในตำแหน่งเรือคู่ชัก ด้วยเหตุนี้แหละ ในหมายกำหนดการพระราชพิธีถวายผ้าพระกฐิน สำนักพระราชวังจึงไม่เรียกว่าเป็นขบวนพยุหยาตราใหญ่หรือน้อยดังหมายกำหนดการครั้งก่อน แต่เรียกว่า ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เท่านั้น”

การจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารคในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 นั้น มีทั้งสิ้น17 ครั้ง คือ

1.พุทธพยุหยาตราทางชลมารค ในการฉลอง 25 พุทธศตวรรษ เมื่อวันที่ 14 พ.ค.2500 ได้ใช้เรือเพียง 39 ลำ ทั้งๆ ที่ให้ความมุ่งหมายในการจัดกระบวนเรือในคราวนั้นว่า “จัดเรือรบหลวง (โบราณ) เท่าที่สามารถนำลงน้ำได้ทุกลำ”

2.ขบวนพยุหยาตรา( น้อย) ทางชลมารค ในการเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดอรุณราชวราราม วันที่ 15 พ.ย.2502

3.ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ในการเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดอรุณราชวราราม วันที่ 2 พ.ย.2504

4.ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ในการเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดอรุณราชวราราม วันที่ 22 ต.ค.2505

5.ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ในการเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดอรุณราชวราราม วันที่ 30 ต.ค.2507

6.ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ในการเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดอรุณราชวราราม วันที่ 19 ต.ค.2508

7.ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ในการเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดอรุณราชวราราม วันที่ 27 ต.ค.2510

8.ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เสด็จพระราชดำเนินไปบวงสรวงสมเด็จพระบุรพมหากษัตริยาธิราชเจ้า ณ พลับพลาพระราชพิธีท้องสนามหลวง ในการสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี วันที่ 5 เม.ย.2525 รัฐบาลได้ซ่อมแซมเรือพระที่นั่งและเรือพระราชพิธีได้ทั้งหมด 51 ลำ จัดเป็นกระบวนพยุหยาตราใหญ่ และจัดเรือพระที่นั่งแปลกกว่าทุกคราว คือ เรือพระที่นั่งอนันตนาคราชตั้งบุษบกเชิญพระชัยหลังช้างครั้งรัชกาลที่ 1 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พร้อมด้วยสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฏราชกุมาร สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ประทับเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ ประทับเรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์

9.ขบวนพยุหยาตราทางชลมารคแห่พระพุทธสิหิงค์ วันที่ 12 เม.ย.2525

10.ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ในการเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดอรุณราชวราราม วันที่ 16 ต.ค.2530

11.ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ในการเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดอรุณราชวราราม วันที่ 7 พ.ย.2539 นั้น เป็นการจัดกระบวนพยุหยาตราใหญ่ตามแบบอย่างเมื่อครั้ง พ.ศ. 2530 ทุกประการ กล่าวคือ กระบวนเรือประกอบไปด้วยริ้วกระบวน 5 ริ้ว ใช้เรือรวมทั้งสิ้น 52 ลำ ระยะต่อระหว่างลำ 40 เมตร เว้นระหว่างเรือพระที่นั่ง 50 เมตร ระยะเคียงระหว่างริ้ว 20 เมตร ความยาวของกระบวน 1,110 เมตร กว้าง 90 เมตร กำลังพลทั้งหมด 2,082 นาย เรือพระที่นั่งซึ่งจัดว่าเป็นเรือสำคัญที่สุดและสง่างามที่สุดในกระบวนเรือพระที่นั่งทรง ได้แก่ เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 เรือพระที่นั่งรองได้แก่ เรือสุพรรณหงส์ มีเรืออนันตนาคราชเป็นเรือทรงผ้าไตร และเรืออเนกชาติภุชงค์เป็นเรือทรงผ้าไตรสำรอง

12.ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค(ใหญ่)ในการเสด็จพระราชดำเนินไปทรงบำเพ็ญพพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดอรุณราชวราราม เมื่อวันที่ 7 พ.ย.2539

13.ขบวนพยุยาตราทางชลมารค(ใหญ่) ในกาเสด็จพระราชดำเนินไปทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน ร วัดอรุณราชวรราม วันที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ.2542

14.ขบวนเรือพระราชพิธีในการจัดประชุมใหญ่การค้าเสรีประจำภูมิภาคเอเซียแปซิฟิก หรือ เอเปค 2003 เมื่อวันที่ 20 ต.ค.2546

15.ขบวนพระราชพิธีในงานฉลองสิริราชสมบัติ 60 ปี วันที่ 12 มิ.ย.2549

16.ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ใหญ่ในการเสด็จพระราชดำเนินไปทรงบำเพ็ญพระราชกุศลผ้าพระกฐิน ณ วัดอรุณราชวราราม วันที่ 5 พ.ย.2550

17.ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค (ใหญ่) ในการเสด็จพระราชดำเนินไปทรงบำเพ็ญพพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดอรุณราชวราราม เมื่อวันที่ 9 พ.ย.2555

อย่างไรก็ตาม การจัดขบวนพยุหยาตราชลมารคครั้งนี้ ประชาชนจะได้สัมผัสบรรยากาศงดงามตระการตาของริ้วขบวนเรือพระราชพิธี ที่มีมรดกวัฒนธรรมยิ่งใหญ่ เมื่อผนวกกับท่าทางการพายของฝีพาย 2,200 นาย ที่มียูนิฟอร์มแบบโบราณ ละกาพย์เห่เรือที่ถูกร้อยเรียงด้วยถ้อยคำสำนวนโวหารสละสลวย ขับขานดังกังวานไปทั่วคุ้งน้ำเจ้าพระยา จากท่าวาสุกรี ถึงท่าราชวรดิฐ ทั้งหมดนี้เป็นพลังแห่งความจงรักภักดีและรวมดวงใจเป็นหนึ่งด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

 

ข่าวอื่นๆ