
ถอดบทเรียน ‘ยิ่งไพศาลการเกษตร’ พลิก SME เกษตรลำพูนโตยั่งยืน
จากธุรกิจสินค้าเกษตรท้องถิ่นอายุ 17 ปี สู่เครือข่ายเกษตรกรกว่า 200 ราย ครอบคลุม 7 จังหวัดภาคเหนือ “ไพศาล สมศรี” เผยเบื้องหลังการปรับธุรกิจครั้งใหญ่ ตั้งแต่ลงทุนเครื่องจักรยกระดับคุณภาพการผลิต 50% จนถึงผลักดันเกษตรกรกว่า 2,000 รายในแม่ฮ่องสอนสู่มาตรฐาน GAP ผ่านความร่วมมือกับ CPF ในโครงการ Partner to Grow
KEY
POINTS
- จากธุรกิจสินค้าเกษตรท้องถิ่นอายุ 17 ปี สู่เครือข่ายเกษตรกรกว่า 200 ราย ครอบคลุม 7 จังหวัดภาคเหนือ
- “ไพศาล สมศรี” เผยเบื้องหลังการปรับธุรกิจครั้งใหญ่ ตั้งแต่ลงทุนเครื่องจักรยกระดับคุณภาพการผลิต 50%
- จนถึงผลักดันเกษตรกรกว่า 2,000 รายในแม่ฮ่องสอนสู่มาตรฐาน GAP ผ่านความร่วมมือกับ CPF ในโครงการ Partner to Grow
จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจ บางครั้งอาจไม่ได้มาจากแผนลงทุนขนาดใหญ่หรือกลยุทธ์ที่ซับซ้อน แต่อาจเริ่มจากคำถามง่ายๆของผู้ประกอบการคนหนึ่งว่า หากกล้าที่จะเปลี่ยนจากสิ่งที่เคยทำ เราจะสร้างโอกาสให้ธุรกิจและคนรอบตัวเติบโตไปได้ไกลกว่าเดิมแค่ไหน
คำถามนี้คือจุดตั้งต้นของ “ไพศาล สมศรี” กรรมการผู้จัดการ บริษัท ยิ่งไพศาลการเกษตร จำกัด ผู้ประกอบการท้องถิ่นจากจังหวัดลำพูนที่มองเห็นทั้งโอกาสและข้อจำกัดของสินค้าเกษตรภาคเหนือ ไม่ว่าจะเป็นกระเทียม หอมแดง หอมหัวใหญ่ และผักสด ซึ่งแม้จะเป็นผลผลิตที่มีศักยภาพ แต่เกษตรกรยังต้องเผชิญโจทย์สำคัญทั้งด้านคุณภาพ มาตรฐาน การเข้าถึงตลาด และความมั่นคงของรายได้
แทนที่จะปล่อยให้ธุรกิจดำเนินไปตามรูปแบบเดิม “ไพศาล” เลือกที่จะขยับบทบาทของตัวเองจากผู้ประกอบการที่รับซื้อและจำหน่ายสินค้าเกษตร ไปสู่การเป็นผู้พัฒนาระบบการผลิตและตลาดที่เชื่อมโยงเกษตรกรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ
นี่คือเส้นทางกว่า 17 ปีของ “ยิ่งไพศาลการเกษตร” ธุรกิจที่ไม่ได้เติบโตเพียงลำพัง แต่เลือกสร้างโอกาสไปพร้อมกับเครือข่ายเกษตรกรกว่า 200 ราย ครอบคลุม 7 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง พะเยา แพร่ น่าน และแม่ฮ่องสอน พร้อมแผนขยายสาขาใหม่อีก 2 แห่งภายในสิ้นปีนี้
จากคนกลาง สู่ผู้เชื่อมโยงเกษตรกร
สิ่งที่ทำให้ “ยิ่งไพศาลการเกษตร” แตกต่างจากธุรกิจรับซื้อสินค้าเกษตรทั่วไป คือการเข้าไปมีส่วนร่วมในกระบวนการผลิตตั้งแต่ต้นทาง ไม่ใช่รอรับซื้อเมื่อเกษตรกรเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วเท่านั้น
ด้วยความเข้าใจในพื้นที่และสินค้าเกษตร บริษัทจึงเข้ามามีบทบาทตั้งแต่การวางแผนเพาะปลูก การส่งเสริมกระบวนการผลิต การควบคุมคุณภาพ จนถึงการจัดส่งสินค้าให้ตรงตามความต้องการของลูกค้า ทั้งปริมาณ คุณภาพ และเวลา
แต่การจะยกระดับธุรกิจให้ไปไกลกว่านั้น จำเป็นต้องมีมากกว่าความเข้าใจในสินค้า เพราะโลกธุรกิจเปลี่ยนแปลงเร็วขึ้น มาตรฐานของผู้ซื้อสูงขึ้น และการแข่งขันไม่ได้ตัดสินกันเพียงเรื่องราคาอีกต่อไป
จุดเปลี่ยนสำคัญจึงเกิดขึ้นเมื่อยิ่งไพศาลการเกษตรเข้ามาเป็นคู่ค้าของ CPF และได้เข้าร่วมโครงการ Partner to Grow ซึ่ง CPF ริเริ่มขึ้นเพื่อเสริมศักยภาพคู่ค้าธุรกิจ ทั้งกลุ่ม SME และผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทาน เมื่อราว 4 ปีก่อน
สำหรับ “ไพศาล” โครงการนี้ไม่ใช่เพียงกิจกรรมพัฒนาคู่ค้า แต่เป็นโอกาสกลับมาทบทวนธุรกิจของตัวเองอีกครั้ง โดยมี CPF ทำหน้าที่เป็นทั้งเพื่อนร่วมทางและโค้ช คอยให้คำแนะนำ ชวนคิด และเปิดมุมมองใหม่ในการพัฒนาธุรกิจ
“ถ้าเราทำแบบเดิม ผลลัพธ์ก็ออกมาเหมือนเดิม แต่ทุกวันนี้ธุรกิจเปลี่ยนเร็วขึ้น เราต้องปรับตัวให้ทัน ยิ่งได้มาจับมือเป็นคู่ค้ากับ CPF ทำให้เราได้ลองเปลี่ยนแปลงมากขึ้น และเห็นแนวทางที่จะพัฒนาธุรกิจของเรา”
“ไพศาล” มองว่า สิ่งสำคัญที่ได้รับจากความร่วมมือครั้งนี้ คือการที่ CPF ไม่ได้มองยิ่งไพศาลการเกษตรเป็นเพียงผู้ขายสินค้า แต่เห็นเป้าหมายร่วมกันในการพัฒนาเกษตรกร และผลักดันให้คู่ค้าท้องถิ่นกลายเป็นส่วนหนึ่งของการยกระดับห่วงโซ่อุปทาน
กล้าลงทุนเครื่องจักร พลิกข้อจำกัดแรงงาน
หนึ่งในโจทย์ที่ธุรกิจต้องเผชิญมาโดยตลอด คือข้อจำกัดด้านแรงงานและประสิทธิภาพการผลิต โดยเฉพาะในช่วงที่มีคำสั่งซื้อเร่งด่วน หรือพนักงานไม่เพียงพอ กระบวนการผลิตบางขั้นตอนอาจสะดุดและส่งผลต่อการส่งมอบสินค้า
เมื่อได้รับคำแนะนำจาก CPF “ยิ่งไพศาลการเกษตร” จึงเริ่มปรับกระบวนการทำงาน โดยนำทีมงานจากฝ่ายจัดซื้อและฝ่ายวิศวกรรมเข้ามาช่วยวิเคราะห์ปัญหา
พร้อมแนะนำเทคโนโลยีและเครื่องจักรที่เหมาะสมกับธุรกิจ ตั้งแต่เครื่องปอกหอม เครื่องล้างผัก จนถึงเครื่องคัดและปอกกระเทียม เพื่อช่วยลดการพึ่งพาแรงงาน เพิ่มความรวดเร็ว และทำให้การผลิตมีมาตรฐานสม่ำเสมอมากขึ้น
“ไพศาล” เล่าว่า สิ่งที่ประทับใจคือ CPF ไม่ได้เข้ามาเพียงตรวจสอบสินค้าแต่ยังช่วยลงรายละเอียดถึงขั้นตอนการทำงาน พร้อมถ่ายทอดแนวทางและนวัตกรรมใหม่ๆที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้จริง
ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนผ่านประสิทธิภาพการผลิตที่ดีขึ้น โดยคุณภาพสินค้าและสัดส่วนผลผลิตที่ได้มาตรฐานเพิ่มขึ้นประมาณ 50% เมื่อเทียบกับก่อนปรับปรุง ขณะที่บริษัทสามารถตอบสนองคำสั่งซื้อได้รวดเร็วขึ้น และรองรับกำลังการผลิตได้เกือบ 100% ของกำลังการผลิตเดิม
“เมื่อเปรียบเทียบก่อนและหลัง เห็นได้ชัดว่าคุณภาพสินค้าและสัดส่วนดีขึ้น ที่สำคัญคือเราควบคุมได้ เมื่อมีคำสั่งซื้อเร่งด่วน เราก็ตอบสนองได้รวดเร็ว เพราะในสายพานการผลิต การควบคุมเวลาและคุณภาพคือสิ่งสำคัญ เมื่อเราควบคุมสิ่งเหล่านี้ได้ดีขึ้นสามารถส่งมอบความแน่นอนให้ลูกค้าได้มากขึ้น”
การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การลงทุนซื้อเครื่องจักร แต่เป็นการเปลี่ยนวิธีบริหารจัดการธุรกิจ จากการพึ่งพาประสบการณ์และแรงงานเป็นหลัก ไปสู่การใช้เทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างมาตรฐานที่ตรวจสอบได้
ยกระดับ GAP ดันผลผลิตกระเทียมเพิ่ม
หากการนำเครื่องจักรเข้ามาปรับปรุงกระบวนการผลิตเป็นการเปลี่ยนแปลงภายในโรงงาน อีกหนึ่งภารกิจที่ท้าทายยิ่งกว่าคือการเปลี่ยนวิธีคิดของเกษตรกรในเครือข่าย
เพราะต่อให้ธุรกิจมีเครื่องจักรทันสมัยเพียงใด หากผลผลิตจากต้นทางยังไม่มีคุณภาพสม่ำเสมอ ก็ยากที่จะสร้างความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว
“ยิ่งไพศาลการเกษตร” จึงนำองค์ความรู้ที่ได้รับจาก CPF ไปถ่ายทอดต่อให้เกษตรกร ตั้งแต่การวางแผนเพาะปลูก การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การแก้ปัญหาหน้างาน ไปจนถึงการปรับกระบวนการให้สอดคล้องกับมาตรฐานที่ตลาดต้องการ
กรณีที่สะท้อนความสำเร็จได้ชัดเจน คือการทำงานร่วมกับกลุ่มเกษตรกรกว่า 2,000 รายในจังหวัดแม่ฮ่องสอน เพื่อผลักดันให้ปรับเปลี่ยนจากวิธีการเพาะปลูกแบบเดิมมาสู่มาตรฐาน GAP (Good Agricultural Practices) หรือการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีและเหมาะสม
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนวิถีเกษตรกรรมไม่ใช่เรื่องที่สั่งแล้วจะเกิดขึ้นทันที เพราะเกษตรกรจำนวนไม่น้อยคุ้นเคยกับวิธีการผลิตที่ทำต่อเนื่องกันมาหลายปี การจะให้ยอมรับแนวทางใหม่จึงต้องอาศัยทั้งเวลา ความเข้าใจ และผลลัพธ์ที่พิสูจน์ได้จริง
“ยิ่งไพศาลการเกษตร” ใช้เวลาเกือบ 5 ปีในการพูดคุย ถ่ายทอดองค์ความรู้ และสร้างความเชื่อมั่นให้เกษตรกรเห็นว่า การเปลี่ยนแปลงไม่ได้หมายถึงการละทิ้งภูมิปัญญาเดิม แต่เป็นการต่อยอดให้ผลผลิตมีคุณภาพดีขึ้น ขายได้ราคาดีขึ้น และสร้างรายได้ที่มั่นคงกว่าเดิม
ผลลัพธ์เริ่มปรากฏให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะผลผลิตกระเทียมที่เพิ่มขึ้นจากประมาณ 3,500 กิโลกรัมต่อไร่ เป็น 4,000 กิโลกรัมต่อไร่ สะท้อนถึงประสิทธิภาพการเพาะปลูกที่ดีขึ้น ขณะเดียวกันยังช่วยเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ให้กับครัวเรือนเกษตรกร
นอกจากการพัฒนาคุณภาพผลผลิตแล้ว บริษัทยังให้ความสำคัญกับการสร้างความมั่นคงด้านตลาด ผ่านรูปแบบการรับซื้อที่ช่วยลดความเสี่ยงด้านราคา โดยมีทางเลือกประกันราคารับซื้อ 100% สำหรับเกษตรกรที่ขายผลผลิตทั้งหมดให้บริษัท หรือเลือกประกันราคาครึ่งหนึ่ง และนำผลผลิตอีกส่วนไปจำหน่ายตามราคาตลาดได้ตามความต้องการ
นี่คือกลไกที่ช่วยให้เกษตรกรไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดเพียงฝ่ายเดียว และสามารถวางแผนการผลิตได้อย่างมั่นใจมากขึ้น
“เมื่อมีตลาดรองรับ เกษตรกรก็กล้าลงมือ และเมื่อมีมาตรฐานรองรับ ผลผลิตก็มีคุณภาพมากขึ้น สิ่งเหล่านี้ทำให้เกษตรกรมีแรงบันดาลใจที่จะเพาะปลูกตามขั้นตอนที่เราวางแผนร่วมกัน เพราะเขาเห็นแล้วว่าสิ่งที่เปลี่ยนไปทำให้อาชีพของเขามั่นคงขึ้นได้จริง”
มากกว่า 10 ปีบนเส้นทางพาร์ทเนอร์
ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีที่ยิ่งไพศาลการเกษตรทำงานร่วมกับ CPF สิ่งที่ “ไพศาล” มองเห็นชัดเจนคือ การเติบโตของธุรกิจไม่ได้หมายถึงการเพิ่มยอดขาย ขยายกำลังการผลิต หรือเปิดสาขาใหม่เท่านั้น แต่ต้องทำให้คนในห่วงโซ่ธุรกิจเติบโตไปพร้อมกันด้วย
ตั้งแต่เกษตรกรต้นน้ำที่มีตลาดรองรับและรายได้มั่นคงขึ้น พนักงานในโรงงานที่ทำงานด้วยระบบและเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพ จนถึงลูกค้าที่ได้รับสินค้ามีคุณภาพและส่งมอบได้ตรงเวลา
ด้วยเหตุนี้ “ไพศาล” จึงให้ความสำคัญกับการเรียนรู้และพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง โดยเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ของ CPF แทบทุกครั้งที่ได้รับเชิญ เพราะเชื่อว่าทุกโอกาสในการเรียนรู้สามารถนำกลับมาต่อยอดธุรกิจได้จริง
“ผมไปร่วมกิจกรรมของ CPF แทบทุกครั้งที่ได้รับเชิญ เพราะทุกครั้งเราได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เรามั่นใจว่าเมื่อไปแล้วจะได้อะไรกลับมา และเมื่อนำมาปรับใช้ก็เห็นผลลัพธ์ที่ดีจริง สิ่งนี้กลายเป็นพลังให้เราในฐานะผู้ประกอบการ SME ที่จะลองใช้นวัตกรรมใหม่ วิธีการใหม่ และพัฒนาผลิตภัณฑ์เราให้ดีขึ้นไปเรื่อยๆ”
จากธุรกิจเกษตรท้องถิ่นในจังหวัดลำพูนที่เริ่มต้นจากความเข้าใจในพืชผลของคนภาคเหนือ วันนี้ “ยิ่งไพศาลการเกษตร” กำลังขยับบทบาทสู่การเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาภาคเกษตร ตั้งแต่การยกระดับมาตรฐานการผลิต การนำเทคโนโลยีเข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพ จนถึงการสร้างหลักประกันด้านตลาดให้เกษตรกร
ท้ายที่สุด ความสำเร็จของ “ไพศาล” อาจไม่ได้อยู่ที่การทำให้บริษัทเติบโตเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การทำให้เกษตรกรในบ้านเกิดสามารถยืนหยัดด้วยอาชีพของตัวเอง มีรายได้เลี้ยงครอบครัว และมีโอกาสก้าวไปสู่ตลาดที่กว้างกว่าเดิม
เพราะสำหรับผู้ประกอบการคนหนึ่ง การได้เห็นธุรกิจเติบโตคือความสำเร็จ แต่การได้เห็นคนที่เติบโตมาด้วยกันมีชีวิตที่ดีขึ้น นั่นอาจเป็นความสำเร็จที่มีความหมายยิ่งกว่า.







