posttoday
“ออม-สุชาร์” รีเซ็ต Fleen Beauty ครั้งใหญ่ หลังผ่านมรสุมหุ้น ลุยเป้า 120 ล้าน

“ออม-สุชาร์” รีเซ็ต Fleen Beauty ครั้งใหญ่ หลังผ่านมรสุมหุ้น ลุยเป้า 120 ล้าน

30 กันยายน 2569

คุยกับ “ออม-สุชาร์ มานะยิ่ง” อัปเดท Fleen Beauty หลังซื้อหุ้นคืน เป็นเจ้าของ 100% รีเซ็ตธุรกิจครั้งใหญ่ จัดทัพองค์กร ลุยเป้ารายได้ 120 ล้าน

KEY

POINTS

  • คุยกับ “ออม-สุชาร์ มานะยิ่ง” อัปเดท Fleen Beauty หลังซื้อหุ้นคืน เป็นเจ้าของ 100%
  • รีเซ็ตธุรกิจครั้งใหญ่ จัดทัพองค์กร เปลี่ยนลูกค้าที่เคยซื้อเพราะกระแส ให้กลับมาซื้อซ้ำ ลุยเป้ารายได้ 120 ล้าน
  • ยอมรับทำธุรกิจ “ยากทุกเรื่อง” ไม่อยากให้ Fleen Beauty ถูกมองเป็นแค่แบรนด์ดารา ขอใช้ผลงานและโปรดักต์เป็นเครื่องพิสูจน์

 

ภาพจำของ “ออม-สุชาร์ มานะยิ่ง” คือนักแสดงที่โลดแล่นอยู่หน้ากล้องมานานหลายปี แต่เมื่อย้อนกลับไปเมื่อ 3 ปีก่อน “ออม-สุชาร์” เริ่มต้นเส้นทางธุรกิจในฐานะเจ้าของแบรนด์เครื่องสำอาง “Fleen Beauty”

 

ซึ่งถือเป็นธุรกิจแรกที่เธอลงมือปั้นเอง ตั้งแต่วันที่บริษัทมีทีมงานเพียง 4-5 คน ช่วยกันทำทุกอย่างตั้งแต่พัฒนาสินค้า ขาย ไปจนถึงจัดการงานหลังบ้าน 

 

แต่เมื่อธุรกิจเดินเข้าสู่ปีที่ 2 ชีวิตของเธอกลับเจอมรสุมใหญ่ เมื่อเกิดความขัดแย้งขึ้นภายในบริษัท ที่ใช้เวลานานกว่า 1 ปี ในการเจรจา ก่อนที่ทุกอย่างจะจบสิ้นด้วยการซื้อหุ้นคืน

 

โดยที่เธอตัดสินใจทุ่มเงิน 25 ล้านบาท ซื้อหุ้นคืน 48% จากอดีตหุ้นส่วน และเคลียร์ลงตัวเมื่อช่วงปลายปี 2568 ที่ผ่านมา

 

จนวันนี้ Fleen Beauty กลับมาอยู่ในมือของ ออม-สุชาร์ 100% โดยเธอและน้องสาวเป็นผู้บริหารด้วยตัวเอง 

 

“โพสต์ทูเดย์” มีโอกาสได้ร่วมวงพูดคุยกับ ออม-สุชาร์ เมื่อไม่นานผ่านมา เธออัปเดทให้ฟังว่า หลังจากทุกอย่างเคลียร์ลงตัว ทำให้ปีนี้ ต้องกลับมาเซ็ตระบบของบริษัทใหม่หลายอย่าง ทั้งระบบหลังบ้าน บัญชี รวมถึงโครงสร้างการบริหาร และทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในช่วงเดียวกับที่ Fleen Beauty กำลังเป็นที่รู้จักมากขึ้นและเข้าสู่จังหวะของการ Scale ธุรกิจ

 

สำหรับออม นี่จึงเป็นช่วงที่ท้าทายไม่น้อย เพราะต้องทำสองเรื่องไปพร้อมกัน คือ “เซ็ตอัป” องค์กรใหม่ ขณะเดียวกันก็ต้องพาแบรนด์เดินหน้าต่อ

 

“ออม-สุชาร์” รีเซ็ต Fleen Beauty ครั้งใหญ่ หลังผ่านมรสุมหุ้น ลุยเป้า 120 ล้าน

 

 

เธอบอกว่า Fleen Beauty ได้ขยายโครงสร้างทีมใหม่ทั้งหมด ทั้งทีมขายปลีก (Retail), ทีมพัฒนาผลิตภัณฑ์ (Product Development), ทีมแบรนดิ่ง (Branding) และทีมแอฟฟิลิเอต (Affiliate) เพื่อดูแลช่องทางออนไลน์ซึ่งเป็นรายได้หลักถึง 90% ควบคู่ไปกับการขยายสู่ช่องทางออฟไลน์

 

นอกจากนี้ยังปรับเปลี่ยนแพ็กเกจจิงและซัพพลายเออร์ใหม่ ที่สำคัญที่สุดคือการวางแผนบริหารจัดการซัปพลายเชน เพื่อป้องกันสินค้าขาดสต็อกจนเสียโอกาสในการขาย โดยต้องสร้างสมดุลระหว่างการวางระบบที่แข็งแรงและการผลักดันยอดขายให้เติบโตควบคู่กันไป

 

ปี'69 โลกแห่งความจริง 

 

ออม-สุชาร์ เล่าให้ฟังว่า ในช่วงที่เกิดความขัดแย้งในบริษัท หลังออกรายการทีวี สินค้าขายหมดสต็อก ภายใน 3-4 วัน จากกระแสความรักและการซัพพอร์ตของแฟนๆ 

 

ฟังดูเหมือนเป็นภาพความสำเร็จที่ธุรกิจทุกแบรนด์ต้องการ แต่เมื่อย้อนกลับไปมอง เธอเองก็ยอมรับว่า เหตุการณ์นั้นไม่ได้สะท้อนความจริงทั้งหมดของธุรกิจ เพราะการที่คนจำนวนมากเข้ามาซื้อสินค้าในช่วงเวลาสั้น ๆ ไม่ได้แปลว่าคนเหล่านั้นจะกลายเป็นลูกค้าระยะยาว

 

“พวกเรารู้ว่า มันไม่ใช่เรื่องจริง”

 

ออม-สุชาร์ ใช้คำนี้อธิบายช่วงเวลาที่แบรนด์ขายดีแบบผิดธรรมชาติ

 

เธอมองว่า การที่ผู้คนเข้ามาสนับสนุนในช่วงกระแสถือเป็นโอกาสสำคัญ เพราะอย่างน้อยทำให้คนจำนวนมากได้รู้จักแบรนด์และได้ทดลองใช้สินค้า แต่หลังจากนั้นโจทย์ที่ยากกว่าคือ ทำอย่างไรให้พวกเขากลับมาซื้ออีกครั้ง เพราะสุดท้ายแล้ว ธุรกิจไม่ได้เติบโตจากวันที่สินค้าขายหมดเพียงวันเดียว แต่เติบโตจากวันที่กระแสจบลง แล้วลูกค้ายังเลือกกลับมาใช้สินค้าอยู่

 

“ปีนี้เป็นโลกแห่งความจริงมาก ๆ เลยสำหรับ Fleen Beauty ว่าจะอยู่ในหัวใจของคนหรือเปล่า”

 

 

ออม-สุชาร์ บอกว่า ลูกค้าหลายคนที่เคยซื้อสินค้าในช่วงปลายปีก่อน กลับมาซื้อซ้ำในปีนี้ ขณะเดียวกัน สินค้าใหม่ที่ Fleen Beauty เปิดตัวก็สามารถขึ้นมาเป็น Hero Product ได้เช่นกัน

 

การทำเครื่องสำอางหนึ่งชิ้นให้คนรู้จักอาจไม่ใช่เรื่องยากที่สุด แต่การทำให้สินค้านั้นกลายเป็น “ของที่คนเลือกซื้อ” ท่ามกลางตลาดที่มีตัวเลือกเต็มไปหมดต่างหากที่เป็นโจทย์ใหญ่

 

ปั้นโปรดักต์จากปัญหาคน 

 

แล้วทำยังไงให้คนมาซื้อ? 

 

เธอบอกว่า เมื่อต้องเริ่มพัฒนาสินค้า ต้องดูจากปัญหาของลูกค้า ทุกครั้งที่คิดสินค้าใหม่ เธอจะลงมาดูด้วยตัวเองว่าสินค้าชิ้นนั้นตอบโจทย์อะไรทำไมผู้บริโภคต้องเลือกสินค้านี้แทนตัวเลือกอื่นในตลาด

 

สำหรับ ออม-สุชาร์ ความแตกต่างไม่ได้หมายถึงการทำอะไรให้แปลกเพียงอย่างเดียว แต่คือการเข้าใจผู้บริโภคให้ลึกพอว่า สิ่งที่พวกเขาต้องการคืออะไร 

 

สะท้อนถึง DNA ของ Fleen Beauty ที่ตั้งอยู่บนโจทย์การทำเครื่องสำอางที่เน้นสกัดเพื่อคนผิวแพ้ง่าย เพราะเธอเชื่อว่าหากเกิดอาการแพ้ การแต่งหน้าให้สวยก็ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ DNA ของแบรนด์คือความเชื่อในเรื่องงานผิว "งัดผิวที่ดีที่สุดของคุณออกมา" โดยเน้นความสวย สุขภาพดีในแบบของตัวเอง

 

ซึ่งในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา ออมพัฒนาสินค้าออกมา 9 หมวด เช่น Tone Up Serum, Skin Tint, แป้ง, Corrector/Concealer, Body Tone Up, บลัชออน, ลิปสติก และลิปบำรุง 

  • โดย Tone Up Serum: สินค้าชิ้นแรกของแบรนด์ ที่คิดค้นกลไกการแยกโมเลกุลเนื้อกับเซรั่มบำรุงให้อยู่ในขวดเดียว (3-in-1) สร้างยอดขายปีละ 100,000 ขวด และแตะ 300,000 ขวดในเวลา 3 ปี
  • และมาปีนี้ Skin Tint นวัตกรรมงานผิวบางเบาที่สุด เปิดตัวเพียงเดือนแรกทำยอดขายได้ถึง 10,000 ชิ้นต่อเดือน และกลายเป็น Hero Product ตัวใหม่ไปแล้ว 

 

ที่ผ่านมา ตลาดงานผิวถูกขับเคลื่อนด้วยสินค้าที่ขายเรื่องการปกปิด ทั้งรองพื้นและคุชชันต่างมีพื้นที่ของตัวเองมานาน ขณะที่ ออม-สุชาร์ มองว่าเทรนด์ของงานผิวกำลังขยับไปอีกทาง คนยังอยากได้ผิวที่ดูดี แต่ไม่จำเป็นต้องดูเหมือนแต่งหน้าหนัก Skin Tint จึงเป็นสินค้าที่ออมอยากทำมาตั้งแต่ประมาณ 2 ปีก่อน เพราะเป็นกลุ่มงานผิวที่ให้สัมผัสบางเบา แต่ยังมีการปกปิดอยู่ในระดับหนึ่ง

 

"การพัฒนาสินค้า ถ้าสินค้าพัฒนาแล้วยังไม่สมบูรณ์แบบ 100% เราจะยอมถอยแผนออกไปก่อน เพราะถ้าออกไปแล้วไม่ชนะ เราจะเสียต้นทุนการตลาดมหาศาล เราจึงเลือกวิธี ยิงให้แม่นยำ มากกว่าการยิงหลายๆ นัด"

 

“ออม-สุชาร์” รีเซ็ต Fleen Beauty ครั้งใหญ่ หลังผ่านมรสุมหุ้น ลุยเป้า 120 ล้าน

 

ไม่อยากให้มองเป็นแบรนด์ดาราฉาบฉวย 

 

ในวันที่หมวกนักแสดงถูกถอดออก และสวมหมวกนักธุรกิจ ออม-สุชาร์ ยอมรับว่าไม่ง่าย 

 

เพราะต้องรับมือกับการแข่งขันที่สูงมาก ทั้งจากแบรนด์ไทยด้วยกันเอง รวมถึงแบรนด์จีนและเกาหลีที่มีปริมาณ (Volume) การผลิตสูงกว่า ทำให้ได้เปรียบเรื่องต้นทุนที่ต่ำกว่า 

 

ออม-สุชาร์ เผยว่า ปีนี้เธอแทบไม่ได้รับงานแสดง แต่เอาเวลาแทบทั้งหมด มาคลุกคลีกับแบรนด์ ตั้งแต่หลังบ้าน ยันหน้าบ้าน 

 

“เพราะออมเซื้อบริษัทกลับมาเอง แล้วก็ต้องรับผิดชอบกับชีวิตของทุกคนในบริษัท ออมเลยไม่อยากให้คนมองว่าเป็นแค่แบรนด์ดาราที่ทำแบบฉาบฉวย จริง ๆ ออมคิดว่าดาราทุกคนตั้งใจกับสิ่งที่ตัวเองทำ และอยากทำมันออกมาให้ดีที่สุด เพียงแต่ที่ผ่านมา คนอาจมีภาพว่า พอเป็นดารามาทำธุรกิจแล้ว มันจะผิวเผินหรือเปล่า 

 

สำหรับออม สุดท้ายแล้วสิ่งที่ตอบคำถามนี้ได้ดีที่สุดก็คือผลงาน เพราะโปรดักต์ที่ออกมาคือสิ่งที่เราสร้างขึ้นมาเอง และมันจะเป็นตัวบอกว่าเราทำได้ดีแค่ไหน เราให้คุณค่ากับสิ่งที่ทำมากแค่ไหน ออมเลยรู้สึกว่า ไม่จำเป็นต้องพูดว่าเราเป็นคนแบบไหน หรือเราตั้งใจกับมันมากแค่ไหน เพราะสุดท้ายแล้วให้ชิ้นงานกับโปรดักต์เป็นคนตอบเองดีกว่า”

 

ฝันไกลถึงโกลบอล

 

ทั้งนี้ หากย้อนดูผลประกอบการ ปีแรกของแบรนด์สามารถสร้างรายได้ประมาณ 50 ล้านบาท ส่วนปีที่ 2 ยอดขายเติบโตแบบก้าวกระโดดแตะ 100 ล้านบาท ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากกระแสการออกรายการทีวีที่ส่งผลให้สินค้าขายหมดสต็อกภายใน 3–4 วัน 

 

ช่องทางการขาย รายได้หลักมากกว่า 90% มาจาก E-commerce ผ่านการทำไลฟ์สดต่อเนื่อง 7–8 ชั่วโมง ตลอดจนการเข้าร่วมแคมเปญ Double Digit ต่างๆ 

 

ส่วนออฟไลน์ก็ต้องให้ความสำคัญควบคู่กันไป ล่าสุดได้วางแผนเปิด Pop-up Store ซึ่งเป็นการคอแล็บร่วมกับ EVEANDBOY สาขาทรงวาด เป็นเวลา 1 เดือน โดยหวังสร้างประสบการณ์ใหม่กับลูกค้า และจะช่วยให้เข้าถึงกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติได้ด้วย

 

ส่วนในปี 2569 นี้ Fleen Beauty ตั้งเป้ารายได้ไว้ที่ 120 ล้านบาท โดยมีแผนออกสินค้าใหม่ อย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันตัวเลข ณ เดือนสิงหาคม 2569 แบรนด์ทำรายได้ไป 76 ล้านบาท เชื่อว่าเป้าหมายใหญ่ที่มีในปีนี้คงไม่ไกลเกินไปนัก เพราะยอดขายปัจจุบันก็มาถึงครึ่งทางกันแล้ว

 

“ออม-สุชาร์” รีเซ็ต Fleen Beauty ครั้งใหญ่ หลังผ่านมรสุมหุ้น ลุยเป้า 120 ล้าน

 

ออม-สุชาร์ กล่าวว่า ตอนนี้ ยังเป็นแบรนด์โลคอล วันหนึ่งเธอเองก็อยากเห็นแบรนด์ตัวเองเป็นแบรนด์โกลบอลเช่นกัน ถึงแม้ไม่ใช่เรื่องง่าย และต้องใช้เวลากว่าจะไปถึงจุดนั้น 

 

ซึ่งระหว่างนี้เหมือนเธอเริ่มกลับมานับหนึ่งใหม่ และยอมรับว่าไม่ใช่เรื่องถนัด จากที่เคยโฟกัสเรื่องโปรดักต์ ต้องมาบริหารเรื่องธุรกิจ 

 

“ในเมื่อเราไม่เก่ง เราก็ต้องให้เวลา เพราะการทำของดีอย่างเดียวไม่พอ เราทำของดีให้ตาย แต่ถ้าคนมองไม่เห็นก็ไม่มีความหมาย เราต้องทำให้คนเห็นให้ได้ แล้วไม่ใช่แค่เห็น แต่ต้องเห็นในเวลาที่รวดเร็วด้วย เพราะเวลาของคนมีจำกัด"

 

“ออม-สุชาร์” รีเซ็ต Fleen Beauty ครั้งใหญ่ หลังผ่านมรสุมหุ้น ลุยเป้า 120 ล้าน

 

เธอยังบอกอีกว่า นอกจากทำของดีแล้ว ก็ต้องสื่อสารให้คนเข้าใจด้วยว่าตั้งใจทำอะไร และทำไปเพื่ออะไร

 

"มันยากทุกจุดเลย ตั้งแต่การทำ Product Architecture การทำ Branding วิธีการสื่อสารให้เข้าถึงคน ไปจนถึงเรื่องต้นทุนที่เปลี่ยนอยู่ตลอด แทบจะทุกไตรมาส หรือบางทีก็ทุกเดือนด้วยซ้ำ สมมติว่ามีสงคราม ต้นทุนบางอย่างปรับขึ้น เราสั่งสินค้าไปแล้ว เดือนต่อมาแพลตฟอร์มประกาศขึ้นค่าธรรมเนียมอีก

 

หรือช่องทางขายที่เป็น Contribution หลักของเรามีต้นทุนเพิ่มขึ้น เราก็ต้องกลับมาคำนวณใหม่ว่า แล้วธุรกิจจะเดินต่ออย่างไร จนทำให้ออมรู้สึก Respect คนที่ทำธุรกิจแบบนี้แล้วสามารถพาแบรนด์เติบโตไปได้ไกลมาก ๆ”

 

“ออม-สุชาร์” รีเซ็ต Fleen Beauty ครั้งใหญ่ หลังผ่านมรสุมหุ้น ลุยเป้า 120 ล้าน

 

หมวกนักแสดง VS ธุรกิจ 

 

เมื่อถูกถามความแตกต่างระหว่างการเป็นนักแสดงและการบริหารธุรกิจ เธอบอกว่า ต่างกันทุกมิติ 

 

“การเป็นนักแสดงคือการทำงานกับตัวเอง กับอารมณ์ ร่างกาย และสมาธิที่ส่งรับกับพาร์ตเนอร์ตรงหน้าเหมือนการเล่นปิงปอง แต่พอมาบริหารองค์กร มันเหมือนมี ใยแมงมุมโยงใยอยู่บนหัวออมตลอดเวลา แรกๆ ออมไม่คุ้นกับสมองซีกนี้เลย เพราะนักธุรกิจต้องใช้สมองซีกตรรกะ (Logic) เป็นหลัก

 

แทบจะไม่มีเรื่องของอารมณ์มาเกี่ยว ถ้าเมื่อไหร่นักธุรกิจใช้อารมณ์มาตัดสิน การประเมินสิ่งต่างๆ จะทำได้ยากมาก แต่ออมก็นำจุดแข็งจากการฝึกทำความเข้าใจมนุษย์ในฐานะนักแสดง มาใช้ในการฟังและมองเห็นความต้องการที่แท้จริงของลูกค้า เพื่อนำมาพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคจริงๆ มากกว่าทำตามเพียงแค่ความชอบส่วนตัว”

 

บทเรียน 3 ปี เลือก “คน” สำคัญที่สุด

 

ตลอด 3 ปีที่ทำ Fleen Beauty ออมบอกว่า มีบทเรียนมากมายที่ต้องเรียนรู้ 

 

แต่เมื่อถามว่า บทเรียนไหนสำคัญที่สุด เธอตอบว่า “คน”

 

โดยเฉพาะหลังผ่านวิกฤตครั้งใหญ่ในช่วงปลายปีที่ผ่านมา ซึ่ง ออม-สุชาร์ บอกว่าเป็นช่วงเวลาที่หนักที่สุดในชีวิตการทำธุรกิจ และหนักจนรู้สึกว่า หลังจากนี้คงไม่มีอะไรหนักไปกว่านี้อีกแล้ว

 

สิ่งที่วิกฤตครั้งนั้นทิ้งไว้ให้เธอ ไม่ใช่แค่การต้องกลับมาแก้ระบบหรือจัดการธุรกิจใหม่ แต่คือการทำให้เธอมองเรื่อง “คน” เปลี่ยนไป

 

เพราะในวันที่ต้องจัดทัพใหม่ ออมพบว่า คนที่เหมาะกับองค์กรอาจไม่ใช่คนที่เก่งที่สุดเสมอไป

 

“มันไม่ใช่เรื่องของใครเก่งกว่าใคร หรือใครมีเงินมากกว่าใคร แต่วันนี้มันวัดกันที่การเลือกคนให้ถูกต้องกับตำแหน่ง”

 

สำหรับ ออม-สุชาร์ คนที่องค์กรต้องการในช่วงที่ธุรกิจกำลังเจอปัญหา ไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่มีความสามารถโดดเด่นที่สุดในทุกด้าน แต่ต้องเป็นคนที่พร้อมปรับตัว และพร้อมรับมือกับปัญหาไปด้วยกัน

 

"หลังผ่านวิกฤตและกลับมาจัดโครงสร้างบริษัทใหม่ ออมจึงระมัดระวังเรื่องการเลือกคนมากขึ้น ไม่ใช่เฉพาะคนที่จะเข้ามาร่วมงาน แต่รวมถึงคนที่จะเข้ามาอยู่ในชีวิตและเดินไปด้วยกันในระยะยาว"

 

สำหรับเธอ การบริหารคนจึงคล้ายกับการจัดทัพ แต่ละตำแหน่งต้องการคนที่มีคาแรกเตอร์แตกต่างกัน 

 

ข่าวล่าสุด

“ออม-สุชาร์” รีเซ็ต Fleen Beauty ครั้งใหญ่ หลังผ่านมรสุมหุ้น ลุยเป้า 120 ล้าน

“ออม-สุชาร์” รีเซ็ต Fleen Beauty ครั้งใหญ่ หลังผ่านมรสุมหุ้น ลุยเป้า 120 ล้าน