
น้ำเหนือจ่อเจอน้ำทะเลหนุนต้นต.ค. จับตากทม. พร้อมเฝ้าระวังแม่กลอง–ท่าจีน
ผศ.ดร.สิตางศุ์ ประเมินน้ำเหนืออาจมาถึงช่วงน้ำทะเลหนุน 1–3 ต.ค. เตือน กทม. ฝั่งตะวันออกเสี่ยงน้ำขังนาน ขณะที่ชุมชนริมแม่กลอง–ท่าจีนต้องเฝ้าระวังฝนและระดับน้ำ
KEY
POINTS
- ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ช่วงวันที่ 1-3 ตุลาคม เป็นช่วงที่กรุงเทพฯ ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากมวลน้ำเหนืออาจไหลมาถึงพร้อมกับช่วงที่น้ำทะเลหนุนสูง
- กทม. มีความเสี่ยงจาก 3 ปัจจัยคือน้ำเหนือ น้ำทะเลหนุน และน้ำฝน โดยเฉพาะพื้นที่ฝั่งตะวันออก เช่น บางกะปิ มีนบุรี และลาดกระบัง ซึ่งเป็นพื้นที่ต่ำ
- มีการเตือนให้ชุมชนริมแม่น้ำแม่กลองและท่าจีนเฝ้าระวังระดับน้ำอย่างใกล้ชิด เนื่องจากแนวฝนเริ่มเคลื่อนตัวไปทางภาคตะวันตกมากขึ้น
ผศ.ดร.สิตางศุ์ พิลัยหล้า อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมทรัพยากรน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ประเมินว่า วันที่ 1–3 ตุลาคม 2569 เป็นช่วงที่ต้องจับตาสถานการณ์น้ำในกรุงเทพมหานคร เนื่องจากน้ำเหนืออาจไหลมาถึงในช่วงที่น้ำทะเลหนุนสูงอีกครั้ง
ขณะเดียวกันเตือนให้ชุมชนริมแม่น้ำแม่กลองและท่าจีนเฝ้าระวังฝนและระดับน้ำในลุ่มน้ำของตน
ผศ.ดร.สิตางศุ์ กล่าวว่า กรุงเทพฯ มีความเสี่ยงจากน้ำสามทาง ได้แก่ น้ำเหนือ น้ำทะเลหนุน และน้ำฝน ช่วงที่ผ่านมา ฝนตกกระจายทั้ง 50 เขตต่อเนื่องหลายวัน บางพื้นที่มีปริมาณฝนสะสมเกือบ 300 มิลลิเมตร เช่น เขตบางเขน ทำให้ระบบระบายน้ำรับภาระหนัก ยิ่งเมื่อเกิดพร้อมกับน้ำทะเลหนุน การระบายน้ำออกจากเมืองยิ่งทำได้ยาก
พื้นที่ที่ต้องติดตามเป็นพิเศษคือ กรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก โดยเฉพาะบางกะปิ มีนบุรี และลาดกระบัง ซึ่งเป็นพื้นที่ต่ำและเชื่อมโยงกับทางระบายน้ำไปยังลุ่มน้ำบางปะกง เมื่อพื้นที่ปลายน้ำเผชิญน้ำท่วมเช่นกัน น้ำในบางจุดจึงอาจขังนานและลดระดับช้ากว่าพื้นที่อื่น
สำหรับน้ำเหนือ ผศ.ดร.สิตางศุ์ประเมินว่าอัตราการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาอาจสูงสุดราว 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ต่ำกว่าระดับประมาณ 3,600 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีในปี 2554 จึงมองว่าน้ำไม่น่าล้นคันกั้นน้ำหลักริมแม่น้ำเจ้าพระยาในกรุงเทพฯ
อย่างไรก็ตาม พื้นที่นอกคันกั้นน้ำ เช่น บางบาล เสนา และบางส่วนของปทุมธานี ยังมีโอกาสได้รับผลกระทบตามระดับน้ำที่เพิ่มขึ้น
ส่วนแม่กลอง–ท่าจีนเป็นความเสี่ยงอีกลุ่มน้ำหนึ่ง ผศ.ดร.สิตางศุ์ระบุว่า แนวฝนเริ่มเบี่ยงไปทางภาคตะวันตก จึงขอให้ประชาชนริมแม่น้ำในกาญจนบุรี ราชบุรี สมุทรสงคราม สมุทรสาคร และนครปฐม ติดตามประกาศเตือนและระดับน้ำอย่างใกล้ชิด พร้อมย้ายทรัพย์สินขึ้นที่สูง โดยเผื่อระดับน้ำมากกว่าที่เคยเผชิญ
เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2554 ผศ.ดร.สิตางศุ์กล่าวว่า ครั้งนั้นปัญหาหลักอยู่ในลุ่มน้ำเจ้าพระยา หลังมีพายุหลายลูกและเขื่อนขนาดใหญ่เต็มอ่างตั้งแต่ต้นฤดู แต่ครั้งนี้น้ำท่วมเกิดขึ้นในหลายลุ่มน้ำ เริ่มจากภาคตะวันออกก่อนขยายไปยังพื้นที่อื่น แม้ไม่จำเป็นต้องใช้คำว่า “มหาอุทกภัย” ความเดือดร้อนของประชาชนในแต่ละพื้นที่ก็รุนแรงและต้องได้รับการช่วยเหลืออย่างทันสถานการณ์.
ที่มา: รายการคมชัดลึก







