
SME ต้องรู้ ยิงแอดผ่านโซเชียล ต้องยืนยันตัวตน เริ่ม 1 พ.ย.69
ยิงแอดโซเชียลต้องยืนยันตัวตนก่อน ป้องเนื้อหาหลอกลวง จนเกิดความเสียหาย แพลตฟอร์มต้องร่วมรับผิดชอบ เริ่ม 1 พ.ย.69
นายชัยชนะ มิตรพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ ETDA เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.2569 แพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ที่รับค่าบริการโฆษณา อาทิ Facebook, Instagram, TikTok, YouTube และ X (Twitter) ต้องจัดให้มีการพิสูจน์ตัวตนของผู้ลงโฆษณาก่อนเผยแพร่โฆษณา เพื่อให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับถึงผู้ลงโฆษณาได้
และลดการใช้พื้นที่โฆษณาออนไลน์เป็นช่องทางก่ออาชญากรรมทางเทคโนโลยี ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวเป็นไปตาม ประกาศคณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง มาตรการเพื่อป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยี สำหรับผู้ให้บริการสื่อสังคมออนไลน์ (ฉบับที่ 2) ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 5 พ.ค.2569 และกำหนดให้มีผลเมื่อพ้น 180 วันนับแต่วันประกาศ
สาระสำคัญกำหนดว่า หากมีการเผยแพร่โฆษณาในประเทศไทยผ่านสื่อสังคมออนไลน์ และแพลตฟอร์มได้รับค่าบริการโฆษณา ไม่ว่าจะได้รับจากผู้ลงโฆษณาโดยตรงหรือบุคคลอื่น แพลตฟอร์มต้องพิสูจน์ตัวตนของผู้ลงโฆษณาก่อนเผยแพร่โฆษณา เว้นแต่ผู้ลงโฆษณารายนั้นเคยผ่านการพิสูจน์ตัวตนมาแล้วภายในระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี
ขณะที่ การพิสูจน์ตัวตนสามารถดำเนินการได้อย่างน้อย 2 แนวทาง ได้แก่ การตรวจสอบหลักฐานแสดงตนที่ออกโดยหน่วยงานรัฐ พร้อมตรวจสอบความเชื่อมโยงว่าผู้ลงโฆษณาเป็นบุคคลเดียวกับเจ้าของหลักฐาน เช่น การเปรียบเทียบภาพใบหน้า หรือใช้ระบบพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัลที่มีระดับความน่าเชื่อถือตามมาตรฐานที่คณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์กำหนด
ดังนั้น การสแกนใบหน้าจึงเป็นเพียงหนึ่งในวิธีตรวจสอบความเชื่อมโยงระหว่างบุคคลกับหลักฐานแสดงตน ไม่ได้หมายความว่าผู้ลงโฆษณาทุกรายต้องสแกนใบหน้าเพียงวิธีเดียว ขณะที่หลักฐานที่ใช้สามารถเป็นบัตรประจำตัวประชาชน หนังสือเดินทาง หรือหนังสือรับรองนิติบุคคล ขึ้นอยู่กับประเภทของผู้ลงโฆษณา
แพลตฟอร์มจะต้องมีกลไกในการยืนยันตัวตนของผู้ลงโฆษณา โดยอาจเรียกเอกสารหรือข้อมูลที่จำเป็น เพื่อยืนยันว่าเป็นบุคคลที่มีตัวตนจริง ซึ่งขั้นตอนดังกล่าวเป็นหน้าที่ของแพลตฟอร์มที่จะต้องดำเนินการกับผู้ลงโฆษณา
นอกจากการพิสูจน์ตัวตนแล้ว แพลตฟอร์มยังต้องเก็บข้อมูลผู้ลงโฆษณาเท่าที่จำเป็น เพื่อให้สามารถระบุตัวผู้ลงโฆษณาได้ตั้งแต่เริ่มใช้บริการ และต้องเก็บรักษาข้อมูลไม่น้อยกว่า 90 วันนับแต่สิ้นสุดการใช้บริการโฆษณา โดยอย่างน้อยประกอบด้วยชื่อบุคคล หรือชื่อนิติบุคคลและผู้ดำเนินการแทนนิติบุคคล หลักฐานแสดงตน และข้อมูลติดต่อ เช่น ที่อยู่หรือหมายเลขโทรศัพท์
หากผู้ชำระค่าบริการโฆษณาไม่ใช่ผู้ลงโฆษณา แพลตฟอร์มต้องจัดเก็บข้อมูลของผู้ชำระเงินด้วย เพื่อให้สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ทั้งว่า ใครเป็นผู้ลงโฆษณา และใครเป็นผู้จ่ายเงินค่าโฆษณา หากภายหลังพบว่าโฆษณาดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการกระทำผิด
สำหรับมาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายลดการใช้โฆษณาบนสื่อสังคมออนไลน์เป็นเครื่องมือหลอกลวงประชาชน ทั้งการแอบอ้างบุคคลหรือองค์กร การหลอกลงทุน ตลอดจนโฆษณาที่เชื่อมโยงไปสู่การฉ้อโกงออนไลน์ โดยการจัดเก็บข้อมูลผู้ลงโฆษณาและผู้ชำระเงินจะช่วยให้สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้เมื่อเกิดเหตุ
อีกประเด็นสำคัญคือ ความรับผิดของแพลตฟอร์ม ตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ฉบับแก้ไข มาตรา 8/10 ซึ่งกำหนดให้ผู้ให้บริการสื่อสังคมออนไลน์มีส่วนร่วมรับผิดชอบในความเสียหายจากอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าได้ปฏิบัติตามมาตรฐานหรือมาตรการป้องกันที่หน่วยงานกำกับกำหนดแล้ว
หากแพลตฟอร์มไม่ดำเนินการตามมาตรการที่กำหนด และเกิดปัญหาจนมีความเสียหายขึ้น ก็อาจต้องร่วมรับผิดชอบ แต่การพิจารณาว่าแพลตฟอร์มต้องรับผิดหรือไม่ และรับผิดในระดับใด ยังต้องพิจารณาตามข้อเท็จจริงและกระบวนการทางกฎหมายในแต่ละกรณี







