
DITP แนะ SME ไทยเลิกแข่งราคา ใช้เทคโนโลยี-กรีนบุกตลาดจีน
ผู้เชี่ยวชาญ DITP ชี้ตลาดจีนแข่งเดือด ต้นทุนพลังงานพุ่ง แนะ SME ไทยสร้างจุดต่าง ยกระดับสินค้า ใช้เทคโนโลยี มาตรฐานสีเขียว และช่องทางดิจิทัล
KEY
POINTS
- DITP แนะผู้ประกอบการไทยให้เปลี่ยนกลยุทธ์จากการแข่งขันด้านราคาในตลาดจีน ซึ่งมีข้อจำกัดมากขึ้น มาเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มและความแตกต่างให้กับสินค้า
- กระตุ้นให้ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน และขยายตลาดผ่านช่องทางดิจิทัล เช่น E-Commerce และ Social Commerce เพื่อเข้าถึงผู้บริโภคจีน
- เน้นย้ำความสำคัญของการยกระดับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน (Green) เช่น การทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์ เพื่อตอบสนองเทรนด์ผู้บริโภคและกติกาการค้าโลก
ผู้เชี่ยวชาญกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) แนะผู้ประกอบการไทยปรับเกมการแข่งขันในตลาดจีน จากการเน้นราคาถูกไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มและความแตกต่าง หลังเศรษฐกิจโลกเผชิญความผันผวนจากภูมิรัฐศาสตร์ ราคาพลังงาน และต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น
พร้อมเร่งนำเทคโนโลยีมาเพิ่มประสิทธิภาพ ยกระดับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมและคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ตลอดจนขยายตลาดผ่าน E-Commerce และ Social Commerce เพื่อรับมือการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น
ข้อเสนอแนะดังกล่าวมีขึ้นในการบรรยายพิเศษหลักสูตรผู้บริหารธุรกิจไทย-จีน (บทจ.) รุ่นที่ 3 ในหัวข้อ “การค้าไทย-จีน ในภาวะวิกฤตพลังงาน” ซึ่งจัดโดยสมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน โดยสถาบันสื่อและบริหารธุรกิจไทย-จีน ร่วมกับศูนย์เอเชียแอฟริกา China Media Group (CMG) และหอการค้าไทย-จีน
ภายใต้การสนับสนุนของสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2569 ณ โรงแรมดิเอมเมอรัลด์ กรุงเทพฯ โดยมีผู้บริหารจากภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชน และสื่อมวลชนเข้าร่วม
ดร.เกษสุรีย์ วิจารณกรณ์ นักวิชาการพาณิชย์เชี่ยวชาญ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ในฐานะวิทยากร กล่าวว่า เศรษฐกิจโลกกำลังเปลี่ยนผ่านจากการให้ความสำคัญกับ “การเติบโต” เพียงอย่างเดียว ไปสู่การให้ความสำคัญกับ “ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ” (Economic Security)
และความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน (Resilience) มากขึ้น โดยปัจจัยสำคัญมาจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และความผันผวนของราคาพลังงาน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนการผลิต เงินเฟ้อ และค่าขนส่ง
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้การแข่งขันทางการค้าโลกไม่ได้วัดกันที่ต้นทุนต่ำที่สุดหรือราคาถูกที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่กำลังให้น้ำหนักกับประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ความยั่งยืน และมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องปรับกระบวนการผลิตและแนวทางการทำตลาดให้สอดคล้องกับกติกาการค้าและความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่
สำหรับจีน ทิศทางเศรษฐกิจภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 15 มุ่งเน้นการเติบโตที่มีคุณภาพ (High-quality Development) โดยใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเป็นแรงขับเคลื่อน
รวมถึงแนวคิด “กำลังผลิตคุณภาพใหม่” (New Quality Productive Forces) ควบคู่กับยุทธศาสตร์วงจรคู่ขนาน (Dual Circulation) ซึ่งสะท้อนว่าจีนกำลังให้ความสำคัญกับการเพิ่มผลิตภาพ เทคโนโลยี และการยกระดับคุณภาพทางเศรษฐกิจมากขึ้น
ขณะเดียวกัน พฤติกรรมผู้บริโภคจีนก็เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด โดยให้ความสำคัญกับสุขภาพและการดูแลเชิงป้องกันมากขึ้น รวมถึงสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและมีการปล่อยคาร์บอนต่ำ
ขณะที่วิถีชีวิตและการจับจ่ายใช้สอยเข้าสู่ระบบดิจิทัลมากขึ้น โดยเฉพาะการซื้อสินค้าและบริการผ่านแพลตฟอร์ม E-Commerce และ Social Commerce
ในด้านความสัมพันธ์ทางการค้า จีนยังคงเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของไทยต่อเนื่องเป็นปีที่ 13 โดยสินค้าส่งออกสำคัญของไทยไปจีน ได้แก่ ผลไม้สดและแปรรูป คอมพิวเตอร์ และผลิตภัณฑ์ยาง อย่างไรก็ตาม
ผู้ประกอบการไทยกำลังเผชิญแรงกดดันทั้งจากต้นทุนพลังงานและการแข่งขันที่สูงขึ้น ทำให้กลยุทธ์การขายด้วย “ราคาถูก” เพียงอย่างเดียวเริ่มมีข้อจำกัด และอาจไม่เพียงพอสำหรับการแข่งขันในตลาดที่มีผู้ผลิตจำนวนมาก
ดร.เกษสุรีย์จึงเสนอว่า ผู้ประกอบการไทยควรเปลี่ยนจากการแข่งขันด้านราคาไปสู่การสร้าง “มูลค่าเพิ่มและความแตกต่าง” โดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดต้นทุน ควบคู่กับการพัฒนามาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม
โดยเฉพาะมาตรฐานสีเขียวและการจัดทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ซึ่งมีแนวโน้มเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในการทำธุรกิจระหว่างประเทศ
นอกจากเรื่องต้นทุนและสิ่งแวดล้อมแล้ว สินค้าไทยยังต้องตอบโจทย์ความต้องการใหม่ของผู้บริโภคจีน โดยเฉพาะด้านสุขภาพ คุณภาพ และความปลอดภัย พร้อมใช้ช่องทางดิจิทัลเป็นเครื่องมือขยายตลาด
ทั้ง E-Commerce และ Social Commerce ขณะเดียวกันควรใช้ประโยชน์จากกรอบความร่วมมือทางการค้า เช่น RCEP และ FTA เพื่อเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของภูมิภาค
จุดแข็งของไทยยังสามารถนำมาต่อยอดเพื่อสร้างความแตกต่างได้อีกมาก โดยเฉพาะกลุ่มอาหาร สมุนไพร ความงาม และบริการด้านสุขภาพ
ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพในการสร้างมูลค่าเพิ่ม หากผู้ประกอบการสามารถพัฒนาสินค้าให้ตอบโจทย์เฉพาะกลุ่มและสร้างจุดขายที่แตกต่างจากคู่แข่ง ก็จะช่วยลดการพึ่งพาการแข่งขันด้วยราคาเพียงอย่างเดียว
ด้านกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศมีเครือข่ายสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) จำนวน 8 แห่งในจีน เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการไทยในด้านข้อมูลตลาด
การพัฒนาองค์ความรู้ และการเชื่อมโยงทางธุรกิจ รวมถึงช่วยผลักดันสินค้าและบริการไทยให้มีมาตรฐานและสร้างความน่าเชื่อถือผ่านตราสัญลักษณ์ เช่น Thailand Trust Mark และ Thai SELECT
นอกจากนี้ DITP ยังมีกิจกรรมส่งเสริมการค้าและจับคู่ธุรกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศ อาทิ THAIFEX, Bangkok Gems & Jewelry Fair, แคมเปญ Thai Fruits Golden Month และโครงการ TOPTHAI ซึ่งนำสินค้าไทยเข้าสู่แพลตฟอร์มออนไลน์ระดับโลก เพื่อเพิ่มช่องทางการเข้าถึงผู้บริโภคและสร้างโอกาสทางการตลาดให้กับผู้ประกอบการไทย
ภาพรวมจากการบรรยายสะท้อนว่า ตลาดจีนกำลังเปลี่ยนผ่านจากการแข่งขันด้วย “ต้นทุนต่ำและราคาถูก” ไปสู่การแข่งขันด้วย “คุณภาพ นวัตกรรม ความยั่งยืน และความสามารถในการเข้าถึงผู้บริโภคผ่านช่องทางดิจิทัล”
ขณะที่ต้นทุนพลังงานและความผันผวนของเศรษฐกิจโลกยังเป็นโจทย์สำคัญ ดังนั้น การยกระดับสินค้าและกระบวนการผลิตตั้งแต่วันนี้จึงไม่ใช่เพียงทางเลือก แต่เป็นปัจจัยสำคัญที่ธุรกิจไทยต้องเร่งดำเนินการ หากต้องการรักษาตลาดจีนและสร้างโอกาสเติบโตในระยะยาว







