
“การดี” ท้า “ไชยชนก” วัดผล TH-AI Passport ไม่ใช่แค่ยอด 5 ล้านคน
“การดี” จี้ดีอีเปิดตัวชี้วัด TH-AI Passport ที่วัดผลได้จริง ชี้ยอดลงทะเบียน 5 ล้านคนเป็นเพียงตัวเลขการตลาด ต้องตอบให้ชัดประเทศไทยได้อะไร
KEY
POINTS
- ดร. การดี เลียวไพโรจน์เรียกร้องให้เปลี่ยนตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ จากเป้าหมายผู้ลงทะเบียน 5 ล้านคน ไปสู่ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม เช่น การยกระดับทักษะ AI และการเพิ่มผลิตภาพของประเทศ
- ตั้งข้อกังวลด้านคุณภาพของโมเดล AI และข้อจำกัดในการใช้งาน ว่าอาจไม่คุ้มค่ากับงบประมาณและไม่สามารถพัฒนาทักษะผู้ใช้ได้จริงเมื่อเทียบกับบริการอื่นที่มีในตลาด
- ทวงถามถึงธรรมาภิบาลและความโปร่งใสในการจัดการข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้งาน เพื่อสร้างความมั่นใจว่าจะไม่มีการนำข้อมูลไปใช้ในทางที่มิชอบหรือเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
ดร.การดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าและธรรมาภิบาลของโครงการ TH-AI Passport หลังเปิดใช้งานมาแล้ว 5 วัน โดยเรียกร้องให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยตัวชี้วัดความสำเร็จที่เป็นรูปธรรม มากกว่าการตั้งเป้าหมายผู้ลงทะเบียน 5 ล้านคน
พร้อมเตรียมนำประเด็นเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมาธิการการสื่อสาร โทรคมนาคม และดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในวันที่ 8 ก.ย. 2569
ดร.การดี กล่าวว่า ได้เชิญผู้เชี่ยวชาญมาทดลองใช้งาน TH-AI Passport อย่างเป็นระบบ และพบข้อกังวลหลัก 3 ประเด็น โดยประเด็นแรกคือคุณภาพของโมเดล AI ฟรีที่เปิดให้ใช้งานแบบไม่จำกัด
ซึ่งจากการทดสอบพบว่ายังมีข้อจำกัดด้านความสามารถเมื่อเทียบกับโมเดลฟรีที่มีอยู่ในตลาด และอาจไม่ตอบโจทย์การพัฒนาทักษะของผู้ใช้งานในระยะยาว
“ถ้าบอกว่าฟรีแล้วได้แค่นี้ ขออย่าทำดีกว่า เพราะเป็นภาษีของประชาชน” ดร.การดี กล่าว
พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า หากต้องการให้โครงการมีเป้าหมายด้านการพัฒนาทักษะดิจิทัล เพิ่มผลิตภาพ หรือช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs
จำเป็นต้องออกแบบการใช้งานให้เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นนักเรียน ครู ข้าราชการ SMEs หรือสตาร์ทอัป เพราะความต้องการของแต่ละกลุ่มแตกต่างกัน
นอกจากนี้ ยังตั้งคำถามถึงโควตาการใช้งานที่จำกัดประมาณ 20-50 คำสั่ง หรือ Prompt ต่อวัน ว่าเพียงพอต่อการเรียนรู้และใช้งานจริงหรือไม่ เมื่อเปรียบเทียบกับบริการ AI ฟรีในตลาด พร้อมเตือนว่าการผลักดันให้ประชาชนจำนวนมากเข้ามาใช้งาน
โดยเฉพาะจากการเชิญชวนครูและข้าราชการ อาจกลายเป็นการสร้างการพึ่งพาเครื่องมือที่มีความสามารถไม่เพียงพอ และแทนที่จะช่วยเพิ่มทักษะ อาจทำให้ทักษะการคิดและการเรียนรู้ของผู้ใช้งานถดถอยลง
“ขอให้ตั้งสติ ใช้สติปัญญาให้ถึงที่สุดก่อนที่จะออกโครงการนี้” ดร.การดี กล่าว พร้อมเสนอให้รัฐบาลกำหนดกลุ่มเป้าหมายและความต้องการของแต่ละกลุ่มให้ชัดเจน ว่าโครงการต้องการยกระดับทักษะ AI ในด้านใด และจะวัดผลสำเร็จอย่างไร
อีกประเด็นสำคัญคือ ธรรมาภิบาลและการใช้ข้อมูลของประชาชน โดย ดร.การดี ระบุว่า ได้ตั้งคำถามเรื่องนี้มาตั้งแต่เริ่มต้น หลังอ่านรายละเอียดใน TOR ซึ่งระบุถึงความสามารถในการรายงานและวิเคราะห์พฤติกรรมการใช้งาน รวมถึงแนวโน้มของผู้ใช้งานทั้งในระดับรายบุคคลและรายกลุ่ม
เธอมองว่า ในโลกเทคโนโลยี “ข้อมูลส่วนบุคคล” เป็นทรัพยากรที่มีมูลค่าสูง จึงต้องการคำอธิบายที่ชัดเจนจากหน่วยงานรัฐว่า ข้อมูลที่เกิดจากการใช้งานจะถูกเก็บ ใช้ วิเคราะห์ และส่งต่ออย่างไร รวมถึงใครเป็นเจ้าของข้อมูล
และมีมาตรการป้องกันไม่ให้ข้อมูลพฤติกรรมส่วนตัวถูกนำไปสร้างอคติหรือใช้เพื่อประโยชน์ของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
ดร.การดี ยังระบุว่า จากการทดลองใช้งานพบกรณีที่มีการปิดกั้นคำสั่งบางประเภท ซึ่งทำให้เกิดคำถามถึงหลักเกณฑ์ในการควบคุมเนื้อหา รวมถึงความเป็นไปได้ในการเชื่อมโยงข้อมูลการใช้งานกลับไปยังตัวบุคคล เช่น เลขบัตรประชาชน ที่อยู่ หรือข้อมูลครอบครัว
จึงต้องการให้หน่วยงานรัฐสร้างความมั่นใจแก่ประชาชนว่า ข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกนำไปใช้ในทางที่กระทบสิทธิหรือเอื้อประโยชน์แก่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
ขณะเดียวกัน ดร.การดี ยังตั้งคำถามถึงเป้าหมายการพัฒนา National LLM หลังเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) เคยระบุว่า หากไม่มีโครงการ TH-AI Passport จะไม่สามารถสร้างโมเดลภาษาขนาดใหญ่ระดับชาติได้
โดยเธอขอให้กระทรวงดีอีชี้แจงว่า โครงการนี้เชื่อมโยงกับการพัฒนา National LLM อย่างไร เนื่องจากประเด็นดังกล่าวไม่ได้ปรากฏอย่างชัดเจนใน TOR
แต่หากเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ของหน่วยงาน ก็ควรเปิดเผยให้สังคมรับทราบ เพื่อให้สามารถประเมินประสิทธิภาพและความคุ้มค่าของการลงทุนได้
สำหรับยอดผู้ลงทะเบียนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและแตะระดับหลายล้านคน ดร.การดี ระบุว่า ตัวเลขดังกล่าวไม่ควรถูกใช้เป็นตัวชี้วัดความสำเร็จเพียงอย่างเดียว
เพราะจำนวนผู้สมัครใช้งานเป็นเพียง “ตัวชี้วัดทางการตลาด” ไม่ได้สะท้อนว่าโครงการสร้างประโยชน์ให้กับประเทศมากน้อยเพียงใด
เธอยังตั้งข้อสังเกตถึงความเสี่ยงจากการที่ผู้รับจ้างหรือ Vendor รายหนึ่งสามารถเข้าถึงฐานผู้ใช้งานจำนวนหลายล้านคน ซึ่งอาจกลายเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดการผูกขาดหรือ “ล็อก” การจัดซื้อจัดจ้างในโครงการที่เกี่ยวข้องกับแพลตฟอร์มในอนาคต
โดยย้ำว่าไม่ได้กล่าวหาบริษัทใด แต่ต้องการให้ภาครัฐและสังคมร่วมกันจับตาเรื่องนี้อย่างรอบคอบ
“เราถามหาสิ่งที่เกิดประโยชน์ว่าควรจะวัดอย่างไร เราไม่ควรวัดจากจำนวนคนที่เข้ามา 5 ล้านคน เพราะคือตัวชี้วัดทางการตลาด” ดร.การดี กล่าว พร้อมเรียกร้องให้ สดช. และกระทรวงดีอี กำหนดตัวชี้วัดที่สะท้อนผลลัพธ์ของโครงการอย่างแท้จริง
เช่น การเพิ่มขึ้นของอัตราการเข้าถึง AI การเพิ่มทักษะของประชาชน ผลิตภาพของ SMEs หรือผลสัมฤทธิ์ของกลุ่มเป้าหมายแต่ละประเภท
เธอเสนอให้ภาครัฐเปิดเผยกลไกธรรมาภิบาลของโครงการอย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงจัดทำ Dashboard สำหรับติดตามและวัดผลความสำเร็จ เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ว่าเงินภาษีที่นำมาใช้กับโครงการก่อให้เกิดผลลัพธ์อย่างไร
โดยเตรียมนำข้อเสนอและข้อกังวลดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมาธิการการสื่อสาร โทรคมนาคม และดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในวันที่ 8 ก.ย. 2569
เมื่อถูกถามว่า TH-AI Passport อาจกลายเป็นโครงการ “ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ” หรือไม่ ดร.การดี กล่าวว่า สิ่งที่เรียกร้องมาตลอดคือการกำหนดวิธีวัดผลประโยชน์ที่ชัดเจน
เพราะหากใช้เพียงยอดผู้ใช้งาน 5 ล้านคนเป็นเป้าหมาย ก็สามารถทำได้ด้วยการจัดโปรโมชั่นหรือเชิญชวนกลุ่มนักเรียนและครูเข้ามาลงทะเบียน แต่ยังไม่ตอบคำถามว่า “ประเทศไทยได้อะไร” จากการลงทุนดังกล่าว
“เป้าหมายของโครงการนี้คือการยกระดับทักษะปัญญาประดิษฐ์ เป็นคำถามที่เราเฝ้าถามมาตลอด ขอให้ชัดเจนว่าการยกระดับปัญญาประดิษฐ์คือใคร เพราะทุกคนไม่เท่ากัน มีกลุ่มคนไหนต้องการเพิ่มอะไรต้องเอาให้ชัด แต่วันนี้อยู่บนความคลุมเครือทุกประการ ทำให้เราไม่เข้าใจว่าจะทำโครงการนี้ไปเพื่ออะไร”
ส่วนกรณีที่นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี ระบุว่า ความแตกต่างของผลลัพธ์จากการใช้งานอาจเกิดจากผู้ใช้แต่ละรายใช้งานไม่เหมือนกัน หรือระบบต้องใช้เวลาเรียนรู้พฤติกรรมของผู้ใช้งานนั้น
ดร.การดี กล่าวว่า เหตุผลดังกล่าวฟังขึ้นในระดับหนึ่ง แต่ยังต้องตอบคำถามสำคัญว่า ใครเป็นเจ้าของข้อมูลที่ระบบนำไปเรียนรู้ และข้อมูลดังกล่าวจะถูกนำไปใช้ในอนาคตอย่างไร
เธอยังระบุว่า จากการทดลองสร้างบัญชีใหม่และใช้คำสั่งเดียวกับบัญชีเดิม กลับพบว่าคำตอบที่ได้รับมีความแตกต่างกันอย่างมาก จึงเกิดคำถามเพิ่มเติมถึงคุณภาพและความคุ้มค่าของแพลตฟอร์ม รวมถึงมาตรฐานของคณะกรรมการตรวจรับงาน
เพราะหากรัฐต้องจ่ายเงินให้กับระบบที่มีประสิทธิภาพไม่สามารถแข่งขันกับบริการ AI ที่มีอยู่ในตลาดได้ ก็จำเป็นต้องทบทวนเหตุผลของการใช้งบประมาณดังกล่าว
สำหรับหลักสูตรออนไลน์ที่อยู่ภายในแพลตฟอร์ม ดร.การดี ยอมรับว่ามีเนื้อหาหลากหลาย แต่เห็นว่าควรยกระดับเนื้อหาให้ไปถึงระดับ Advanced มากขึ้น เนื่องจากบางส่วนมีลักษณะเป็นคลิปสั้นที่เน้นการประชาสัมพันธ์โครงการ
และเนื้อหาหลายเรื่องสามารถค้นหาได้จากแหล่งข้อมูลทั่วไป จึงควรปรับหลักสูตรให้ตอบโจทย์การพัฒนาทักษะ AI ในระดับที่สูงขึ้นและสร้างความแตกต่างอย่างแท้จริง
“โครงการนี้ตัดสายสะดือมาจากความไม่เชื่อใจ ไม่เชื่อมั่นทุกขั้นตอน จากนี้รังแต่จะมีความขรุขระ เมื่อเกิดความไม่สบายใจก็ไปต่อกันได้ยาก” ดร.การดี กล่าว พร้อมย้ำว่า การเปิดข้อมูลอย่างโปร่งใส การกำหนดตัวชี้วัดที่ตรวจสอบได้
และการเปิดพื้นที่ให้เกิดการถกเถียงอย่างสร้างสรรค์ จะเป็นทางออกที่ช่วยให้โครงการ TH-AI Passport สามารถเดินหน้าต่อไปได้บนความเชื่อมั่นของประชาชน







