
ผู้แทนการค้าไทยชู “FTA” ต้องเป็น Fair Trade ดันเอสเอ็มอีแข่งขันตลาดโลก
วีระพงษ์ ประภา ชี้เอสเอ็มอีไทยต้องใช้ข้อมูลเชิงลึกปรับตัวรับกติกาโลก พร้อมหนุนกองทุน FTA ระยะเปลี่ยนผ่าน มาตรการปกป้อง และยกระดับกระบวนการผลิตเพื่อแข่งขัน
KEY
POINTS
- ผู้แทนการค้าไทยเสนอให้ความตกลงการค้าเสรี (FTA) ยุคใหม่ต้องมุ่งเน้น "การค้าที่เป็นธรรม" (Fair Trade) เพื่อสร้างการแข่งขันที่เท่าเทียมและช่วยเหลือผู้ประกอบการ SME
- เป้าหมายหลักคือเพื่อผลักดันให้ SME ไทยสามารถแข่งขันและเติบโตในตลาดโลกได้อย่างยั่งยืน ท่ามกลางความท้าทายและกติกาการค้าใหม่ๆ ที่ไม่ใช่แค่เรื่องภาษี
- ภาครัฐเตรียมกลไกสนับสนุน SME หลายด้าน เช่น การจัดตั้งกองทุน FTA และการให้ข้อมูลเชิงลึก เพื่อช่วยยกระดับมาตรฐานและเสริมขีดความสามารถในการแข่งขัน
นายวีระพงษ์ ประภา ผู้แทนการค้าไทย ย้ำว่า ความตกลงการค้าเสรี หรือ FTA ยุคใหม่ ต้องไม่มุ่งเพียงการค้าเสรี (Free Trade) แต่ต้องสร้างการค้าที่เป็นธรรม (Fair Trade) และการแข่งขันอย่างเท่าเทียม เพื่อช่วยให้วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ไทยสามารถแข่งขันและเติบโตในห่วงโซ่มูลค่าโลกได้อย่างยั่งยืน
นายวีระพงษ์กล่าวระหว่างร่วมเสวนาในงานสัมมนาประจำปีของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย “SME ต้องรอด” หัวข้อ “SME เดินเกมใหม่ในโลกที่ไม่เหมือนเดิม” ณ อาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยมีนายสุปรีย์ ทองเพชร ประธานสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย พร้อมผู้ประกอบการและผู้นำภาคธุรกิจเข้าร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับแนวทางปรับตัวของเอสเอ็มอีไทย
ผู้แทนการค้าไทยระบุว่า ระบบการค้าโลกกำลังเผชิญความผันผวนและความไม่แน่นอน ทั้งจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ สงครามการค้า และการแข่งขันด้านนโยบายอุตสาหกรรม ขณะที่มาตรการทางการค้าไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเรื่องภาษี แต่ครอบคลุมถึงกติกาด้านความยั่งยืน มาตรฐานสิ่งแวดล้อม และสิทธิแรงงาน
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้เอสเอ็มอีไทยไม่สามารถเปิดตลาดต่างประเทศด้วยวิธีลองผิดลองถูกได้อีกต่อไป ผู้ประกอบการต้องศึกษาข้อมูลเชิงลึก เข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภค และรู้ความต้องการของตลาดเป้าหมาย เพื่อวางแผนธุรกิจอย่างแม่นยำและกระจายความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ
สำหรับ FTA ไทย-สหภาพยุโรป นายวีระพงษ์มองว่ามีบทบาทสำคัญในการเปิดประตูสู่ตลาดที่มีกำลังซื้อสูง แต่การเปิดตลาดเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ ภาครัฐต้องช่วยให้เอสเอ็มอียกระดับมาตรฐานสินค้าและบริการให้สอดคล้องกับกติกาสากล พร้อมสร้างโอกาสให้ธุรกิจขนาดเล็กเติบโตเป็นธุรกิจขนาดกลางและขนาดใหญ่
ภาครัฐจึงเตรียมกลไกสนับสนุนหลายด้าน ทั้งการกำหนดระยะเวลาเปลี่ยนผ่านที่เหมาะสม เพื่อป้องกันผลกระทบจากการเปิดตลาดอย่างฉับพลัน มาตรการปกป้องกรณีสินค้านำเข้าเพิ่มขึ้น ตลอดจนการจัดตั้งกองทุน FTA ร่วมกับกลไกของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และระบบข้อมูลเชิงลึกทางการตลาด
กลไกเหล่านี้จะมุ่งเสริมขีดความสามารถ ถ่ายทอดเทคโนโลยี และยกระดับกระบวนการผลิต มากกว่ารอเยียวยาความเสียหายภายหลัง
นายวีระพงษ์กล่าวว่า เป้าหมายสำคัญของการเจรจาการค้าบนเวทีโลก คือทำให้ประชาชนและผู้ประกอบการรายเล็กได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง โดยรัฐบาลพร้อมเป็นสะพานเชื่อมโอกาส ขจัดอุปสรรคด้านกฎระเบียบ และทำงานร่วมกับภาคเอกชนในฐานะทีมไทยแลนด์ เพื่อช่วยให้เอสเอ็มอีไทยก้าวข้ามความท้าทาย คว้าโอกาสใหม่ และเติบโตอย่างมั่นคงในโลกการค้าที่เปลี่ยนแปลงไป







