
“พลพีร์ - วรศิษฎ์” บุกจับผับ 577CLUB ห้วยขวาง พบเคยถูกจับแต่ยังเปิดซ้ำ
มหาดไทยนำ DOPA S.W.A.T. ตรวจผับจีนย่านห้วยขวาง พบไร้ใบอนุญาต แรงงานต่างด้าว ยาเสพติด และบุหรี่ไฟฟ้า เตรียมสั่งปิดห้าปี พร้อมขยายผลนอมินีและเส้นทางการเงิน
KEY
POINTS
- รมช.มหาดไทย นำกำลังชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครอง (DOPA S.W.A.T.) บุกเข้าตรวจค้นสถานบันเทิง 577CLUB ย่านห้วยขวาง
- ปฏิบัติการดังกล่าวเกิดขึ้นหลังได้รับเรื่องร้องเรียนว่า สถานบันเทิงแห่งนี้เคยถูกจับกุมไปแล้วเมื่อปี 2568 แต่ยังลักลอบกลับมาเปิดให้บริการซ้ำโดยไม่มีใบอนุญาต
- จากการตรวจค้นพบการกระทำผิดหลายข้อหา เช่น ยาเสพติด แรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย และต้องสงสัยว่ามีคนต่างด้าวเป็นเจ้าของโดยใช้คนไทยเป็นนอมินี
นายพลพีร์ สุวรรณฉวี และนายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นำกำลังชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครอง หรือ DOPA S.W.A.T. เปิดปฏิบัติการ “สิงห์ปราบ มังกรทมิฬ” เข้าตรวจค้น 577CLUB สถานบันเทิงย่านห้วยขวาง หลังได้รับร้องเรียนว่าเคยถูกจับกุม แต่ยังกลับมาเปิดให้บริการซ้ำโดยไม่มีใบอนุญาต
ปฏิบัติการมีขึ้นเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2569 เวลา 01.30 น. ที่ 577CLUB ซอยประชาอุทิศ 11 แขวงและเขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ ภายหลังเจ้าหน้าที่สืบสวนพบว่า สถานที่ดังกล่าวเปิดให้บริการจนถึงช่วงเช้ามืด และเมื่อตรวจสอบฐานข้อมูลไม่พบใบอนุญาตสถานบริการ
การตรวจค้นครั้งนี้มีนายรณรงค์ ทิพย์ศิริ รองอธิบดีกรมการปกครอง พร้อมผู้บริหารกรมการปกครอง พนักงานฝ่ายปกครอง สมาชิกกองอาสารักษาดินแดน และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องร่วมปฏิบัติการ ต่อมาเวลาประมาณ 02.20 น. พ.ต.อ.ศรศักดิ์ ทองมี ผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลห้วยขวาง พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจเดินทางมายังสถานที่เกิดเหตุ
นายพลพีร์เปิดเผยว่า กระทรวงมหาดไทยได้รับเรื่องร้องเรียนว่า สถานบันเทิงแห่งนี้เคยถูกจับกุมเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2568 แต่ยังเปิดดำเนินการ จึงมอบหมายให้ DOPA S.W.A.T. ส่งสายลับเข้าสืบสวน รวมถึงตรวจสอบการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว
จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า นักท่องเที่ยวประมาณร้อยละ 70 เป็นชาวจีน ระบบชำระเงินรองรับ WeChat และ Alipay ขณะที่พนักงานซึ่งทำหน้าที่ดูแลและแก้ปัญหาให้ลูกค้าชาวจีนเป็นคนจีน นอกจากนี้ยังพบคนต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงานหลายราย
นายพลพีร์ระบุว่า พฤติการณ์ที่พบทำให้เจ้าหน้าที่เชื่อว่าอาจมีการใช้นอมินีคนไทยถือครองหรือบริหารธุรกิจแทนคนต่างด้าว แม้จะปรากฏชื่อคนไทยเป็นผู้บริหารก็ตาม โดยมอบหมายให้รองอธิบดีกรมการปกครองตรวจสอบข้อกฎหมาย หากเข้าข่ายระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการเนรเทศ พ.ศ. 2569 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 28 สิงหาคม 2569 จะดำเนินการส่งคนต่างด้าวกลับประเทศ
ส่วนข้อสงสัยเกี่ยวกับผู้มีอิทธิพลอยู่เบื้องหลัง นายพลพีร์กล่าวว่า ผู้แสดงตัวเป็นเจ้าของร้านชื่อ “ชาติ” อ้างถึงบุคคลชื่อ “โจ้ ดส.” ว่าเป็นตำรวจและเป็นหุ้นลม รวมทั้งจะช่วยเคลียร์ปัญหาให้ร้าน จึงขอให้ผู้กำกับการ สน.ห้วยขวาง ตรวจสอบว่าบุคคลดังกล่าวเป็นใคร และเกี่ยวข้องกับการกลับมาเปิดสถานที่หลังถูกจับกุมหรือไม่
นายพลพีร์ยืนยันว่า สถานที่ดังกล่าวไม่มีใบอนุญาตแน่นอน และอาจขัดต่อมาตรการควบคุมสถานบริการตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 22/2558 ส่วนการขออนุญาตก่อสร้างอาคารยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ
ภายในสถานที่ เจ้าหน้าที่พบยาเสพติดในห้องน้ำและบนโต๊ะ ตรวจพบผู้ใช้บริการมีสารเสพติดในร่างกาย รวมถึงพบบุหรี่ไฟฟ้า แรงงานต่างด้าวไม่มีใบอนุญาต และความผิดเกี่ยวกับการประกอบสถานบริการ
นายพลพีร์กล่าวว่า กรมการปกครองมีอำนาจสั่งปิดสถานที่เป็นเวลาห้าปีโดยไม่ต้องรอกรุงเทพมหานคร พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า หลังการจับกุมเมื่อปี 2568 มีการส่งเรื่องให้กรุงเทพมหานครพิจารณาสั่งปิด แต่ผ่านมาหนึ่งปีสถานที่ยังเปิดดำเนินการอยู่ จึงต้องตรวจสอบสาเหตุอย่างจริงจัง
พร้อมกันนี้ได้เตือนหน่วยงานในพื้นที่และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้ตื่นตัว โดยยืนยันว่ารัฐบาลมีจุดยืนปราบปรามธุรกิจสีเทาและธุรกิจที่เอาเปรียบคนไทย ขณะนี้ยังมีสถานที่อีกหลายแห่งอยู่ระหว่างการสืบสวนและกำหนดเป็นเป้าหมายเข้าตรวจสอบ
นายพลพีร์ยังเสนอให้เพิ่มโทษต่อผู้ประกอบการที่ฝ่าฝืนกฎหมาย โดยยกตัวอย่างกิจการโรงแรมที่ถูกจับแล้วกลับมาเปิดซ้ำ ซึ่งปัจจุบันมีโทษปรับวันละ 20,000 บาท โดยมองว่าควรเพิ่มเป็นวันละ 500,000 บาท รวมถึงดำเนินคดีแยกตามความผิดด้านอาคาร สถานประกอบการ แรงงานต่างด้าว และยาเสพติด
“พี่น้องประชาชนคนไทยทุกท่านไม่ต้องกังวล ไม่มีเรื่องเคลียร์ ผมไม่สนใจว่าคุณคือใครหรือรู้จักใคร หน้าที่ของผมคือปกป้องแผ่นดิน ปกป้องคนไทย และธุรกิจที่ทำถูกต้องตามกฎหมาย” นายพลพีร์กล่าว
เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องในข้อหาตั้งสถานบริการโดยไม่ได้รับอนุญาต จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฝ่าฝืนหลักเกณฑ์หรือเวลาที่กฎหมายกำหนด และความผิดเกี่ยวกับการจ้างคนต่างด้าวทำงานโดยไม่มีสิทธิ พร้อมรวบรวมหลักฐานเพื่อพิจารณามาตรการตามคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 22/2558
สำหรับผู้ตรวจพบสารเสพติดในร่างกายและยาเสพติดที่พบภายในสถานประกอบการ เจ้าหน้าที่แยกดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายยาเสพติดและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง พร้อมขยายผลถึงแหล่งที่มา ผู้จำหน่าย และผู้เกี่ยวข้องต่อไป







