posttoday
'กฤษณ์' มั่นใจเจลาโต้ Parameter พรีเมียม "ถ้าไม่อร่อยเดี๋ยวก็เจ๊งเอง'

'กฤษณ์' มั่นใจเจลาโต้ Parameter พรีเมียม "ถ้าไม่อร่อยเดี๋ยวก็เจ๊งเอง'

27 สิงหาคม 2569

'กฤษณ์ ศรีภูมิเศรษฐ์' มั่นใจเจลาโต้ 799 บาท คุณภาพพรีเมียม บทพิสูจน์ความคลั่งไคล้ 5 ปีที่ไปร่ำเรียนมาจากอิตาลี ‘ถ้าไม่อร่อยเดี๋ยวก็เจ๊งเอง'

ช่วงที่ผ่านมา กระแส “เจลาโต้” ของแบรนด์ PARAMETER ร้อนแรงบนโลกออนไลน์ โดยเฉพาะประเด็นราคาที่สูงจนเกิดการตั้งคำถามถึงความคุ้มค่า 

 

ขณะเดียวกันกระแสดังกล่าวกลับช่วยจุดความสนใจในตลาดเจลาโต้ให้เพิ่มขึ้น และทำให้แบรนด์อื่น ๆ ได้รับอานิสงส์จากความสนใจของผู้บริโภคไปด้วย

 

ล่าสุด “กฤษณ์ ศรีภูมิเศรษฐ์” Classic Refined Gelato Maker และหนึ่งในผู้มีบทบาทของแบรนด์  PARAMETER ได้ขึ้นเวที Digital SME Conference Thailand 2026 เปิดมุมมองเบื้องหลังแนวคิดการทำธุรกิจ ตั้งแต่การเลือกวัตถุดิบ กระบวนการผลิต ไปจนถึงเหตุผลของการกำหนดราคา พร้อมอธิบายว่าเหตุใดเจลาโต้หนึ่งถ้วยจึงมีต้นทุนและมูลค่ามากกว่าที่เห็น

 

การเปลี่ยนผ่านของ “กฤษณ์ ศรีภูมิเศรษฐ์” ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนหัวโขนจากพิธีกรระดับแถวหน้าสู่พ่อค้าไอศกรีม 

 

เขาทำงานในวงการบันเทิงมาตั้งแต่อายุ 14 ปี จนถึงอายุ 40 ปี โดยไม่มีประสบการณ์ทำงานด้านอื่นเลยแม้จะเรียนจบด้านการเงินมา 

 

เมื่อวิกฤตโควิด-19 มาถึง งานทีวีและอีเวนต์หยุดชะงักทั้งหมด ทำให้เขาตระหนักว่าหากอยู่ตัวคนเดียวเขาไม่มีทักษะอื่นเลย แม้แต่คอมพิวเตอร์ก็ใช้ไม่เป็น เพราะที่ผ่านมามีเลขาฯ และลูกน้องคอยจัดการให้ทั้งหมด

 

ในสถานการณ์นั้นเขาบอกว่า รู้สึกว่าตนเองต้องลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่าง จะปล่อยให้อยู่เฉยๆ ไม่ได้ จึงคิดง่ายๆ แบบคนทั่วไปว่าลองทำอาหารดู แต่เมื่อไปเรียนแล้วเขาไม่ชอบของคาว จึงเปลี่ยนไปเรียนทำขนมอย่างครัวซองต์และเค้กแทน

 

 

“นิสัยส่วนตัวคือผมต้องไปให้สุด เวลาจะทำอะไรต้องรู้ให้ลึกที่สุด เหมือนตอนทำเบื้องหลังวงการบันเทิงและสื่อออนไลน์ที่ต้องรู้หมดทั้งสคริปต์ การตัดต่อ และกราฟิก พอเรียนทำขนมแล้วพบว่าตัวเองชอบไอศกรีม จึงเรียนต่อด้านไอศกรีมและเจลาโต้"

 

ทุ่มเทเวลา 5 ปีแบบไม่มีแผนธุรกิจ

 

ด้วยเวลาว่างในช่วงโควิด-19 ทำให้เขาหันมาศึกษาเรื่องเจลาโต้อย่างจริงจังและลงลึกมากขึ้น ก่อนตัดสินใจเดินทางไปเรียนต่อและใช้ชีวิตที่อิตาลี เพื่อทุ่มเทให้กับการศึกษาเรื่องเจลาโต้เป็นเวลานานถึง 5 ปี โดยราว 80% ของเวลาอยู่ในห้องแล็บ เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์และศึกษาเชิงทฤษฎีอย่างเข้มข้น

 

ในช่วงแรก เขาไม่ได้เริ่มต้นจากการคำนวณจุดคุ้มทุนหรือมองเรื่องผลกำไรเป็นหลัก แต่ขับเคลื่อนด้วยความสนใจและแพสชันที่ต้องการเข้าใจศาสตร์ของเจลาโต้ให้ลึกที่สุด ทั้งการเดินทางไปศึกษาที่ Gelato Museum 

 

รวมถึงการแลกเปลี่ยนและถกเถียงทางความคิดกับอาจารย์ในอิตาลี ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้เขาไม่ได้เพียง “ทำเป็น” แต่ต้องการไปให้ถึงระดับ “รู้จริง”

 

ผลลัพธ์ที่ได้คือเนื้อสัมผัสแบบ “Ultra Smooth” ที่ละเอียดและเนียนเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งกลายเป็นจุดเด่นของแบรนด์ และเป็นโจทย์สำคัญที่เขาต้องการพิสูจน์ให้ได้ว่า เจลาโต้ของ PARAMETER สามารถสร้างประสบการณ์ด้านรสชาติและเนื้อสัมผัสที่แตกต่างจากสิ่งที่มีอยู่ในตลาด ก่อนตัดสินใจนำออกจำหน่ายจริง

 

 

ราคาสูง แต่มั่นใจความพรีเมียม

 

ทั้งนี้แบรนด์ PARAMETER มีหลากหลายราคา ตั้งแต่ถ้วยละ 200 กว่าบาท, 300 กว่าบาท, 459 บาท ไปจนถึงรุ่น 799 บาท 

 

กฤษณ์ เผยว่า เขาไม่ได้ตั้งราคาจากต้นทุนบวกกำไรเพียงอย่างเดียว แต่ตั้งราคาจาก "สเปกที่ต้องดีที่สุดในโลก" เช่น นำเข้าพิตาชิโอจากเมืองบอนเต้ (Bronte) อิตาลี แหล่งปลูกที่ดีที่สุดในโลก 

 

"ยอมรับว่าไม่ได้ทำเซอร์เวย์ตลาดเลยว่าคนจะซื้อไหวหรือไม่ และตั้งราคาโดยใช้ ฟีลลิ่งล้วน ๆ มั่นใจไว้ก่อน แต่พร้อมรับผลลัพธ์ ขายไม่ได้ก็ถอดออก ดีกว่าลดสเปกสินค้า"

 

กฤษณ์ ระบุว่า หากเจลาโต้ราคา 799 บาทขายไม่ได้ขึ้นมาจริง ๆ เขาก็แค่ถอนมันออกไปจากร้านแล้วหาตัวใหม่มาเทสต์แทน แต่เขาจะไม่ยอมลดสเปกไปใช้วัตถุดิบเกรดต่ำลงเพื่อทำราคาถูกแข่งกับคนอื่นเด็ดขาด 

 

“ฟังดูแล้วมันน่าหมั่นไส้ นะครับ แต่ผมไม่ชอบเป็นเบอร์ 2 เป็นเบอร์ 3 คือถ้าเกิดทำแล้ว มันต้องทำเป็นเบอร์ 1 สำหรับผมนะ ถ้ามันเป็นโปรดักต์มีทู ใคร ๆ ก็ทำได้ เราไม่อยากทำอย่างนั้นอ่ะ ถ้าเราจะทำแล้ว เราต้องดีที่สุด หากสินค้าเกรดพรีเมียมขายไม่ได้ ก็อาจเลือกที่จะดึงสินค้านั้นออกไปจากร้านดีกว่าการยอมลดเกรดวัตถุดิบลงมาเพื่อขายราคาถูกแข่งกับเบอร์ 2 หรือเบอร์ 3”

 

"ถ้าของไม่อร่อย เดี๋ยวก็เจ๊ง" 

 

กฤษณ์ ย้ำว่าธุรกิจของกินเป็นเรื่องง่าย ๆ และไม่ซับซ้อน ปัจจัยตัดสินความอยู่รอดมีเพียงเรื่องเดียวคือ "รสชาติ" โดยในสมองของเขาจะมีเสียงดังก้องอยู่เสมอว่า "ถ้าไม่อร่อยคนก็ไม่ซื้อ ถ้าอร่อยมันก็ทำอะไรก็ทำ" 

 

ต่อให้เจ้าของธุรกิจจะพยายามสร้างภาพลักษณ์เป็นคนดีบนโซเชียลมีเดีย (เช่น โพสต์รูปทำบุญ หรือไปช่วยคนอื่น) แต่ถ้าของที่ทำออกมา "ไม่ดีหรือไม่อร่อย" อย่างไรคนก็ไม่กิน แม้จะยอมลดราคาลงมาขายถูกกว่าเดิมเพื่อดึงดูดคนก็ตาม

 

เขาเชื่อมั่นในกลไกคัดกรองตามธรรมชาติว่า หากเจลาโต้ของเขาไม่อร่อยจริง ลูกค้ากินแล้วก็จะไม่บอกต่อ และท้ายที่สุดก็จะไม่กลับมากินซ้ำ ส่งผลให้ขายไม่ได้และต้องถูกถอดออกจากพื้นที่ห้างดังอย่างสยามพารากอนไปเองโดยปริยายตามหลักเบสิก ในทางกลับกัน หากของอร่อยจริง กลุ่มลูกค้าที่ชอบและมีกำลังซื้อจ่ายไหวก็จะกลับมาซื้อซ้ำอย่างต่อเนื่อง

 

อย่างไรก็ตาม จากกระแสร้อนบนออนไลน์ และความดราม่าบนโลกออนไลน์ ที่ผ่านมา กฤษณ์ยังบอกอีกว่า เขาใช้ความมั่นใจในรสชาติและคุณภาพของโปรดักต์เป็นเกราะกำบังในการรับมือเสียงวิจารณ์

 

โดยจะแยกแยะระหว่าง "ตัวตนความกวนบนโซเชียลมีเดีย" ออกจาก "คุณภาพของเจลาโต้" อย่างเด็ดขาด และมองว่าการที่แบรนด์อยู่รอดมาได้จนก้าวเข้าสู่เดือนที่ 6-7 นั้น เป็นเพราะผลิตภัณฑ์อร่อยจริงและทำออกมาดีที่สุด ไม่ใช่เพราะภาพลักษณ์บนหน้าสื่อ

 

อย่าคิดซับซ้อน พรุ่งนี้ทำเลย

 

สุดท้าย กฤษณ์ กล่าวว่า SME ไทยต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมที่ต้องปากกัดตีนถีบและช่วยตัวเองเป็นหลัก ต่างจากต่างประเทศที่มีจำนวนประชากรและหน่วยงานสนับสนุนจำนวนมาก นอกจากนี้ ตลาดในไทยมักซื้อขายตามกระแส และมีปัจจัยภายนอกที่ควบคุมยาก เช่น สภาพอากาศหรือฝนตกที่ส่งผลกระทบต่อยอดขายโดยตรง

 

ทางรอดเดียวท่ามกลางความผันผวนคือต้องกลับมาพัฒนาผลิตภัณฑ์ ให้ดีที่สุด ซึ่งมองว่าการพัฒนาสินค้าอย่างต่อเนื่องคือ "สินทรัพย์ระยะยาวของแบรนด์"

 

“ส่วนตัวมองว่า หากคิดจะทำอะไรแล้ว ไม่ต้องประชุมเยอะ ไม่ต้องคุยกันให้วุ่นวาย หรือไม่ต้องปรึกษาเพื่อน ให้ลงมือทำทันทีในวันรุ่งขึ้น หากจะล้มเหลวก็ขอให้รีบล้มเหลวให้เร็วที่สุด ช่างมันแล้วเริ่มใหม่

 

เหมือนตอนที่ผมเรียนโมเดิร์นเจลาโต้มา 1 ปีเต็ม แต่เมื่อพบว่าไม่ใช่สิ่งที่ชอบ ก็ตัดสินใจทิ้งความรู้ปีแรกนั้นทั้งหมดทันที แล้วไปเริ่มเรียนแบบคลาสสิกใหม่ตั้งแต่ต้นอีก 4 ปี หากธุรกิจที่ทำอยู่ไม่ประสบความสำเร็จอย่างที่คิด ก็แค่ช่างมัน แล้วหาเรื่องใหม่ทำ เสนอไอเดียใหม่ ไม่ต้องกลัวความล้มเหลวจนไม่กล้าเริ่ม”

 

อย่างไรก็ตาม ก้าวต่อไปหรือ Next Step ของ PARAMETER "กฤษณ์" แง้มว่าเตรียมปล่อยเจลาโต้รสพิเศษซึ่งอาจจะราคาหลักพัน โดยจะยังคงขายในถ้วยไซส์ขนาดเดิมคือ 90 กรัม แต่ความพิเศษที่จะนำมาใช้ตั้งราคาหลักพันนี้คือจะเป็น "รสชาติประหลาดที่หากินได้ยาก" เช่น เจลาโต้ที่มีส่วนผสมแปลก ๆ ประหลาด ๆ

 

พร้อมทั้ง ขยายไลน์สินค้าไปสู่ของกินประเภทอื่นที่ไม่ใช่เจลาโต้ โดยวางแผนระยะยาวว่าจะมีโปรดักต์ใหม่ ๆ ใน เฟส 2, เฟส 3 และเฟส 4 ตามมา  ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นการเตรียมการอย่างรวดเร็วทั้งที่แบรนด์เพิ่งเปิดตัวมาได้เพียง 6 เดือน และกำลังจะเข้าสู่เดือนที่ 7 เท่านั้น

 

ข่าวล่าสุด

ได้ฤกษ์แล้ว Apple เตรียมเปิดตัว iPhone รุ่นใหม่ 9 ก.ย. ลุ้นจอพับ

ได้ฤกษ์แล้ว Apple เตรียมเปิดตัว iPhone รุ่นใหม่ 9 ก.ย. ลุ้นจอพับ