
“เอกนิติ” ปิดอภิปราย พ.ร.ก.กู้เงิน ชูแผน “ซ่อมหลังคา” เศรษฐกิจ
“เอกนิติ” ย้ำ พ.ร.ก.กู้เงินพลังงานไม่ได้กู้มารอใช้ แต่ทยอยกู้ตามจำเป็น พร้อมลงทุนเปลี่ยนผ่านพลังงาน ลดนำเข้า เสริมฐานเศรษฐกิจไทยระยะยาว
KEY
POINTS
- รัฐบาลกู้เงินตาม พ.ร.ก. โดยเปรียบเทียบเป็นการ "ซ่อมหลังคา" เศรษฐกิจ เพื่อแก้ปัญหาวิกฤตพลังงานเชิงโครงสร้างในระยะยาว แทนการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
- แผนการใช้เงินกู้มุ่งเน้นการลงทุนเพื่อปรับโครงสร้างพลังงาน ลดการพึ่งพาการนำเข้า และส่งเสริมพลังงานที่ผลิตได้เอง ควบคู่ไปกับการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ
- รัฐบาลยืนยันจะทยอยกู้เงินตามความจำเป็นและการใช้จ่ายจริง เพื่อรักษาวินัยการคลัง ควบคุมภาระดอกเบี้ย และให้สามารถตรวจสอบได้
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปิดการอภิปรายพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขผลกระทบจากวิกฤตพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2569 ยืนยันรัฐบาลจะทยอยกู้เงินตามความจำเป็น ไม่กู้เงินมารอไว้ พร้อมเปรียบแนวทางดังกล่าวว่าเป็นการ “ซ่อมหลังคา” เศรษฐกิจไทย เพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างและลดความเสี่ยงในระยะยาว
นายเอกนิติระบุว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญผลกระทบจากวิกฤตพลังงานต่อเนื่องเป็น 3 ระลอก เริ่มจากราคาพลังงานโลกที่เพิ่มสูงขึ้น ส่งต่อไปยังต้นทุนสินค้าและค่าครองชีพ ก่อนกระทบกำลังซื้อของประชาชน หากสถานการณ์ยืดเยื้ออาจส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจและการจ้างงาน
รัฐบาลจึงกำหนดเป้าหมายของ พ.ร.ก.ฉบับนี้ไว้ 2 ด้าน ได้แก่ การเยียวยาประชาชนและผู้ประกอบอาชีพที่ได้รับผลกระทบโดยตรง เช่น ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ผู้ประกอบอาชีพขนส่ง ไรเดอร์ และผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้าง รวมถึงการลงทุนเพื่อเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานของประเทศในระยะยาว
นายเอกนิติกล่าวว่า ที่ผ่านมา รัฐบาลใช้ทั้งกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงและมาตรการลดภาษีสรรพสามิตเพื่อพยุงราคาพลังงาน แต่เปรียบเสมือนการ “นำถังมารองน้ำ” ในบ้านที่หลังคารั่ว เพราะช่วยลดผลกระทบได้เพียงชั่วคราว และอาจนำไปสู่ภาระทางการคลังซ้ำอีก
รัฐบาลจึงต้องการเปลี่ยนจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปสู่การ “ซ่อมหลังคา” ด้วยการลงทุนเพื่อปรับโครงสร้างพลังงาน โดยยืนยันว่าจะทยอยกู้เงินตามความจำเป็นและการใช้จ่ายจริง เพื่อควบคุมภาระดอกเบี้ย รักษาวินัยการคลัง และเปิดให้ตรวจสอบการใช้เงินได้
สำหรับแผนเปลี่ยนผ่านพลังงาน รัฐบาลมุ่งลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ หลังราคาน้ำมันและก๊าซที่เพิ่มขึ้นสร้างแรงกดดันต่อดุลบัญชีเดินสะพัดของไทย โดยนายเอกนิติระบุว่า ในไตรมาส 2 ไทยขาดดุลเกือบ 600,000 ล้านบาท จากผลของการนำเข้าพลังงานราคาแพง
อีกแนวทางสำคัญคือการส่งเสริมพลังงานที่ผลิตจากวัตถุดิบภายในประเทศ หรือที่นายเอกนิติเรียกว่า “น้ำมันบนดิน” เช่น ไบโอดีเซลจากปาล์มน้ำมัน และเอทานอลจากอ้อยหรือมันสำปะหลัง เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนกลับเข้าสู่เกษตรกรและระบบเศรษฐกิจไทย แทนการไหลออกไปกับการนำเข้าพลังงาน
นอกจากนี้ รัฐบาลยังวางเป้าหมายให้การลงทุนด้านพลังงานควบคู่กับการพัฒนาทักษะใหม่ของแรงงานไทย เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยี พลังงาน และเศรษฐกิจโลกในอนาคต
นายเอกนิติย้ำในช่วงท้ายว่า เป้าหมายของรัฐบาลไม่ใช่เพียงการประคองประชาชนให้ผ่านวิกฤตพลังงานในระยะสั้น แต่ต้องสร้างโครงสร้างเศรษฐกิจที่แข็งแรงขึ้น ลดความเปราะบางจากการนำเข้าพลังงาน และทำให้ประเทศไทยสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนหลังผ่านพ้นวิกฤต







