
“สุวัจน์” ชี้เศรษฐกิจไทยต้องใช้ AI เพิ่มมูลค่าเกษตร-ท่องเที่ยว ดัน SME โต
“สุวัจน์” เปิด MONEY EXPO โคราช ชู AI ขับเคลื่อนความมั่งคั่ง แนะเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ช่วย SMEs–รายย่อยเข้าถึงทุน
นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดงานมหกรรมการเงินโคราช ครั้งที่ 20 MONEY EXPO 2026 KORAT ภายใต้แนวคิด “AI WEALTH CREATION ขับเคลื่อนความมั่งคั่งด้วยพลังเอไอ” ณ เอ็มซีซี ฮอลล์ ชั้น 3 ห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ โคราช จังหวัดนครราชสีมา โดยงานจัดขึ้นระหว่างวันที่ 7-9 สิงหาคม 2569
นายสุวัจน์ กล่าวว่า การจัดงาน MONEY EXPO โคราช ถือเป็นกลไกสำคัญในการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและเพิ่มโอกาสให้ประชาชน ผู้ประกอบการรายย่อย และ SMEs สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญภาวะซบเซา จากการเติบโตของ GDP ที่อยู่ในระดับต่ำ ขณะที่ภาระหนี้ครัวเรือนยังอยู่ในระดับสูง
“สิ่งสำคัญคือทำอย่างไรไม่ให้ผู้ประกอบการและประชาชนที่กำลังประสบปัญหาต้องไม่จมน้ำ งาน MONEY EXPO จึงเป็นช่องทางสำคัญในการช่วยให้เข้าถึงสินเชื่อ ปรับโครงสร้างหนี้ และมีเงินทุนสำหรับฟื้นฟูธุรกิจ เพื่อให้สามารถเดินหน้าต่อไปได้”
นายสุวัจน์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาเงินสินเชื่อในระบบส่วนใหญ่มักกระจายไปยังธุรกิจขนาดใหญ่ ขณะที่ผู้ประกอบการ SMEs และรายย่อยยังประสบปัญหาในการเข้าถึงแหล่งทุน ทั้งที่กลุ่มดังกล่าวถือเป็นฟันเฟืองสำคัญของระบบเศรษฐกิจไทย และมีบทบาทในการจ้างงานในสัดส่วนสูง รวมถึงเป็นส่วนสำคัญของห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ
สำหรับการนำ AI มาใช้ในภาคการเงิน ภายใต้แนวคิด “AI WEALTH CREATION” จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการวิเคราะห์ข้อมูลทางการเงิน สภาพคล่อง และความสามารถในการชำระหนี้ของผู้กู้ ทำให้สถาบันการเงินสามารถพิจารณาและอนุมัติสินเชื่อได้รวดเร็ว มีความแม่นยำ และเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้ตรงมากขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสให้ SMEs และผู้ประกอบการรายย่อยได้รับการสนับสนุนทางการเงิน
นายสุวัจน์ กล่าวถึงสถานการณ์เศรษฐกิจไทยว่า ปัจจุบันยังต้องเผชิญกับความผันผวนจากปัจจัยภายนอก ทั้งสงครามการค้าและวิกฤตพลังงาน ขณะที่เศรษฐกิจภายในประเทศยังได้รับผลกระทบสะสมจากช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ประกอบกับจำนวนนักท่องเที่ยวยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ส่งผลให้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจเป็นไปอย่างท้าทาย
นอกจากนี้ ภาระหนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับใกล้ 70% ของ GDP และหนี้ภาคประชาชนที่อยู่ในระดับสูงกว่า 80% ของ GDP ถือเป็นข้อจำกัดสำคัญของระบบเศรษฐกิจ เนื่องจากอาจส่งผลต่อความสามารถในการปล่อยสินเชื่อและการขยายตัวของเศรษฐกิจในอนาคต
นายสุวัจน์ เสนอว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว โดยนำเทคโนโลยี AI เข้ามาต่อยอดจุดแข็งของประเทศที่มีศักยภาพและสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน ได้แก่ ภาคเกษตร อาหาร การท่องเที่ยว วัฒนธรรม และ Wellness หรือธุรกิจด้านสุขภาพ เพื่อให้สอดรับกับทิศทางเศรษฐกิจโลกที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาแบบ “เขียว คลีน และยั่งยืน”
“ประเทศไทยมีทั้งทรัพยากร วัตถุดิบ ภูมิปัญญา และศักยภาพในหลายด้านอยู่แล้ว ดังนั้นโจทย์สำคัญคือการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาเพิ่มมูลค่า สร้างความสามารถในการแข่งขัน และเชื่อมโยงกับตลาดโลกให้ได้มากขึ้น”
นายสุวัจน์ ยังกล่าวถึงบทบาทของภาครัฐว่า ในช่วงที่งบประมาณมีจำกัด รัฐบาลควรจัดลำดับความสำคัญของการใช้งบประมาณ โดยให้ความช่วยเหลือประชาชนที่มีรายได้น้อยและกลุ่ม SMEs เป็นลำดับแรก ควบคู่กับการเร่งส่งเสริมการลงทุน การส่งออก และการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว
พร้อมกันนี้ คาดหวังว่ารัฐบาลจะมีมาตรการช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการเพิ่มเติม โดยเฉพาะในช่วงใกล้เทศกาลปีใหม่ เพื่อเป็นของขวัญให้กับประชาชน และช่วยดูแลผู้ที่กำลังได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจให้ได้รับความช่วยเหลืออย่างตรงจุด







