posttoday
ถอดแนวคิด "ป้าตือ" จากเจ้าแม่อีเวนต์สู่ร้านจิ๊นทอด “อย่าโลภ-อย่าหมิ่นเงินน้อย”

ถอดแนวคิด "ป้าตือ" จากเจ้าแม่อีเวนต์สู่ร้านจิ๊นทอด “อย่าโลภ-อย่าหมิ่นเงินน้อย”

07 สิงหาคม 2569

ถอดแนวคิดทำธุรกิจสไตล์ “ป้าตือ” เจ้าแม่อีเวนต์ อินฟลูเอนเซอร์ และผู้ประกอบการร้านอาหารจิ้นทอด กับเส้นทางทำงานมากกว่า 40 ปี ไม่ยอมหยุดอยู่ในโลกใบเดิม

KEY

POINTS

  • ถอดแนวคิดทำธุรกิจสไตล์ “ป้าตือ” เจ้าแม่อีเวนต์ อินฟลูเอนเซอร์ และผู้ประกอบการร้านอาหารจิ้นทอด
  • เส้นทางทำงานมากกว่า 40 ปี ไม่ยอมหยุดอยู่ในโลกใบเดิม เตือนสติตัวเอง “ไม่โลภ และอย่าหมิ่นเงินน้อย”
  • ทำธุรกิจจะยากหรือง่าย อยู่ที่ Mindset ค่อยๆ ต่อยอดทีละนิด

หากเอ่ยชื่อของ "ป้าตือ-สมบัษร ถิระสาโรช" หลายคนอาจรู้จักในนามบุคคลมีชื่อเสียง ที่มีบทบาทในอุตสาหกรรมบันเทิงมายาวนานมากกว่า 40 ปี

 

แต่ในขณะเดียวกัน ชื่อของป้าตือ ก็เป็นที่รู้จักในบทบาทของอินฟลูเอนเซอร์ผู้มีชื่อเสียงบนโลกออนไลน์ และยังเป็นผู้ประกอบการร้านอาหาร “จิ๊นทอด ป้าตือ” ที่สร้างกระแสบนโลกโซเชียลต่อเนื่อง

 

ย้อนเวลากลับไปในวันที่คำว่าอินฟลูเอ็นเซอร์ ยังไม่เกิดขึ้น อาชีพของ "ป้าตือ" คือการเป็นคนทำงานเบื้องหลังในวงการบันเทิงและอีเวนต์ เป็นออร์แกไนเซอร์ที่คลุกคลีอยู่กับผู้คนมากมายมามากกว่า 40 ปี

 

ก่อนจะค่อย ๆ แตกแขนงบทบาทออกไป ทั้งการเป็นอาจารย์สอนหนังสือ เจ้าของร้านอาหาร และวันนี้คือการเป็นครีเอเตอร์ที่มีผู้ติดตามบนโลกออนไลน์

 

สิ่งที่น่าสนใจอาจไม่ใช่แค่ว่าป้าตือผ่านบทบาทอะไรมาแล้วบ้าง แต่คือการที่คนคนหนึ่งสามารถอยู่ในวงการมาได้นาน 40 ปี ทำอย่างไรถึงยังเดินต่อมาได้ โดยไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังพร้อมกับยุคสมัยที่เปลี่ยนไป

 

ป้าตือบอกว่า วันนี้ตัวเองยังทำงานออร์แกไนซ์อยู่ ยังสอนหนังสือ และทำงานออนไลน์มาเข้าสู่ปีที่ 10 แล้ว

 

ที่ผ่านมาจึงไม่ได้มีอาชีพใดอาชีพหนึ่งที่ต้องยึดติด แต่เป็นการค่อย ๆ เปิดพื้นที่ให้ตัวเองเข้าไปเรียนรู้กับโลกที่กำลังเปลี่ยน

 

จากโลกที่ยังไม่มีโทรศัพท์มือถือ มาถึงวันที่ทุกคนมีโลกทั้งใบอยู่ในหน้าจอ และสำหรับป้าตือ สิ่งที่เปลี่ยนไม่ใช่เพียงเทคโนโลยี แต่คือวิธีที่ผู้คนเชื่อมต่อกัน

 

ถอดแนวคิด "ป้าตือ" จากเจ้าแม่อีเวนต์สู่ร้านจิ๊นทอด “อย่าโลภ-อย่าหมิ่นเงินน้อย”

 

โลกไม่ได้แบ่งคนตามเจเนอเรชัน

 

ถ้าสมัยก่อนเรามักแบ่งผู้คนออกเป็น Baby Boomer, Gen X, Gen Y หรือ Gen Z และเชื่อว่าคนแต่ละวัยมีโลกของตัวเอง

 

ป้าตือ กลับมองว่าเส้นแบ่งเหล่านั้นกำลังจางลงเพราะในชีวิตจริง คนต่างวัยสามารถเป็นเพื่อนกัน ทำงานด้วยกัน และเรียนรู้จากกันได้

 

“อย่าไปซีเรียสว่าเราเจนนู้น เจนนี้ ทุกวันนี้สิ่งที่สำคัญกว่าการรู้ว่าตัวเองอยู่เจเนอเรชันไหน คือการมีคอมมูนิตี้ และเปิดใจให้ตัวเองได้อยู่กับผู้คนที่หลากหลาย ตือจึงไม่ได้มองว่าอายุเป็นข้อจำกัดของการเรียนรู้ ตรงกันข้าม กลับรู้สึกว่าตัวเองได้เรียนรู้จากคนรุ่นใหม่อยู่เสมอ โดยเฉพาะเรื่องที่เราไม่รู้”

 

ป้าตือเล่าว่า อะไรที่เราไม่รู้ เราไปอยู่กับคนที่เก่ง แล้วให้เขาสอน ไม่มีเหตุผลต้องมีอีโก้ว่าอายุมากกว่า เป็นผู้ใหญ่กว่า หรือผ่านโลกมามากกว่า เพราะบางเรื่องคนรุ่นใหม่รู้มากกว่าเรา และการยอมรับว่า ‘ฉันไม่รู้’ อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ที่ดีที่สุด

 

เราชอบ ไม่ใช่ว่า คนอื่นต้องชอบ

 

ถ้าการปรับตัวคือเหตุผลที่ทำให้ป้าตือเดินทางข้ามยุคสมัยมาได้ อีกสิ่งหนึ่งที่ดูจะเป็นหลักคิดสำคัญไม่แพ้กัน คือวิธีที่เธอใช้ตัดสินใจว่า ‘อะไรควรทำ’ โดยเฉพาะในมุมการทำธุรกิจ 

 

ป้าตือเล่าว่า ตัวเองเริ่มจากการตั้งคำถามว่า แต่เริ่มจากการถามตัวเองว่า สิ่งที่กำลังจะทำคืออะไร ตลาดต้องการหรือไม่ และที่สำคัญที่สุดคือ แล้วตัวเราเองมีอะไรที่แตกต่างจากคนอื่น

 

“เวลาตือจะทำอะไรก็ตาม ตือจะต้องศึกษาก่อนว่าสิ่งที่เรากำลังจะทำคืออะไร ตลาดต้องการอะไร เรามีความแตกต่างไหม ยูนิกของเราอยู่ไหน ดีเอ็นเอของเราอยู่ไหน แล้วเราก็ใส่ตัวตนของเราไป”

 

ฟังดูเหมือนหลักการทำธุรกิจพื้นฐาน แต่สำหรับป้าตือ บอกว่า สิ่งเหล่านี้กลับเป็นเรื่องที่คนทำธุรกิจมักมองข้าม โดยเฉพาะการเชื่อในความคิดของตัวเองมากเกินไป เพราะเมื่อเริ่มต้นจากความชอบ บางครั้งเราก็อาจเผลอคิดว่า ‘สิ่งที่เราชอบ คนอื่นก็น่าจะชอบเหมือนกัน’

 

ป้าตือจึงให้ความสำคัญกับ ‘ที่ปรึกษา’ ไม่แพ้กับการทำรีเสิร์ช

 

ถอดแนวคิด "ป้าตือ" จากเจ้าแม่อีเวนต์สู่ร้านจิ๊นทอด “อย่าโลภ-อย่าหมิ่นเงินน้อย”

 

คนทำธุรกิจมีโอกาสเข้าข้างตัวเองสูง

 

เธอมองว่าการมีคนเก่ง ๆ เข้ามาช่วยตั้งคำถาม หรือชี้ให้เห็นในมุมที่เจ้าของธุรกิจอาจมองไม่เห็น เป็นเรื่องจำเป็น เพราะคนทำธุรกิจมีโอกาสสูงที่จะเข้าข้างตัวเอง

 

ดังนั้น ก่อนจะลงมือทำอะไร ป้าตือจึงฝากให้คนทำธุรกิจ ‘ใจเย็น’ ไม่ใช่เพราะธุรกิจไม่ต้องการความเร็ว แต่เพราะบางเรื่องถ้ารีบเกินไป อาจทำให้เราเสียเวลาและเงินมากกว่าเดิม

 

ความชอบต้องเดินพร้อมตลาด

 

หนึ่งในคำถามที่ป้าตือใช้กับตัวเองอยู่เสมอคือ ก่อนจะทำธุรกิจ เราชอบสิ่งนั้นจริงหรือเปล่า อย่างถ้าจะขายอาหาร เธอก็ต้องเป็นคนที่ชอบกินอาหารก่อน

 

แต่ความชอบเพียงอย่างเดียวก็ยังไม่พอ เพราะเมื่อก้าวจาก ‘คนกิน’ มาเป็น ‘คนขาย’ สิ่งที่ต้องคิดเพิ่มคือ จะขายอะไรให้ใคร และขายอย่างไรให้คนอยากกลับมากินอีก

 

ป้าตือยกตัวอย่างอาหารเหนือ หากจะทำ ก็ต้องไม่ได้คิดเพียงว่าอาหารเหนืออร่อย แต่ต้องมองไปถึงพฤติกรรมของคนไทยที่ชอบกินอาหารหลากหลายอย่างในมื้อเดียว และในช่วงเศรษฐกิจแบบนี้ ราคาเองก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญ อาหารจึงต้องอร่อย ขณะเดียวกันราคาก็ต้องจับต้องได้

 

นี่คือสิ่งที่เธอมองว่าเป็น ‘พื้นฐาน’ ของการทำธุรกิจ จากนั้นจึงค่อยเติมสิ่งที่ทำให้คนจำได้ เหมือนกับการสร้างซิกเนเจอร์ให้กับร้าน เช่น การทำให้ลูกค้ามีส่วนร่วมกับสินค้า หรือสร้างโมเมนต์บางอย่างที่ทำให้การกินไม่ได้จบลงแค่รสชาติ แต่กลายเป็นประสบการณ์

 

เพราะในวันที่ร้านอาหารมีอยู่แทบทุกมุมเมือง การมีของอร่อยอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ ต้องมีเหตุผลบางอย่างที่ทำให้คนอยากลอง และเมื่อได้ลองแล้วก็อยากบอกต่อ

 

ถอดแนวคิด "ป้าตือ" จากเจ้าแม่อีเวนต์สู่ร้านจิ๊นทอด “อย่าโลภ-อย่าหมิ่นเงินน้อย”

 

"ไม่ต้องโลภ" ธุรกิจที่ดีต้องอยู่ได้นาน

 

แต่ท่ามกลางการแข่งขันที่ทุกคนอยากโตเร็ว มีลูกค้าเยอะ และทำกำไรให้ได้มากที่สุด ป้าตือกลับมีหลักคิดอีกข้อที่ฟังดูสวนทางกับโลกธุรกิจอยู่เล็กน้อย

 

“ตือจะไม่โลภ”

 

ป้าตืออธิบายว่า คำว่าไม่โลภในแบบของตัวเอง ไม่ได้แปลว่าไม่ต้องการกำไร เพราะธุรกิจจะอยู่ต่อไม่ได้หากไม่มีกำไร เพียงแต่จะไม่ตั้งต้นความคิดว่า วันนี้จะต้องทำกำไรให้ได้มากที่สุด

 

เพราะเมื่อความโลภเข้ามาเป็นตัวตั้ง เจ้าของธุรกิจอาจเริ่มมองทุกอย่างผ่านตัวเลข จนลืมไปว่าธุรกิจต้องสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า ต้องรักษาคุณภาพ และต้องอยู่กับตลาดให้ได้ในระยะยาว

 

“เวลาโลภปั๊บ มันจะอยู่ได้แป๊บเดียวแล้วมันก็จะไป ในทางกลับกันตือเชื่อว่าธุรกิจที่ค่อย ๆ เติบโต ทำต่อเนื่อง และรักษามาตรฐานของตัวเองได้ อาจไม่ได้เห็นกำไรก้อนใหญ่ในทันที แต่สามารถสร้างกำไรเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ ได้ในระยะยาว กำไรมันก็ต้องมีอยู่แล้ว แต่ว่ากำไรเป็นแบบหลักสิบ”

 

อย่าหมิ่นเงินน้อย 

 

ป้าตือยังบอกอีกว่า มีคำหนึ่งที่ใช้เตือนตัวเองอยู่เสมอคือ 

 

“อย่าหมิ่นเงินน้อย”

 

เพราะกำไรหลักสิบบาท ถ้าเกิดขึ้นซ้ำ ๆ หลายครั้ง หลักสิบก็กลายเป็นหลักร้อย และเมื่อหลักร้อยค่อย ๆ สะสม ก็กลายเป็นหลักพัน

 

ธุรกิจในมุมของป้าตือจึงไม่ได้วัดกันแค่ยอดขายของวันนี้ หรือกำไรจากการขายครั้งเดียวแล้วจบ แต่คือการทำให้ลูกค้ากลับมาอีกครั้ง และทำให้สิ่งที่เราสร้างสามารถอยู่ต่อไปได้เรื่อย ๆ

 

“เราไม่ได้มายด์เรื่องว่าขายแล้วจะต้องกำไรแบบครั้งนี้แล้วก็ต้องจบไปเลย ไม่ใช่ แต่ขายแล้วมันจะอยู่ต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ ยาว ๆ ไป”

 

ถอดแนวคิด "ป้าตือ" จากเจ้าแม่อีเวนต์สู่ร้านจิ๊นทอด “อย่าโลภ-อย่าหมิ่นเงินน้อย”

 

เหมือนกับงานออร์แกไนซ์ที่อยู่ในวงการมานาน วันนี้บริษัทออร์แกไนซ์ในประเทศไทยมีอยู่มากมาย และสิ่งหนึ่งที่ทำให้ป้าตือรู้สึกดี ไม่ใช่เพราะตัวเองยังอยู่ในวงการ แต่เพราะคนทำงานในวงการจำนวนไม่น้อยเคยเป็นลูกศิษย์ของตัวเอง

 

ย้อนกลับไปในวันที่ประเทศไทยยังไม่มีหลักสูตรการเรียนการสอนด้านออร์แกไนซ์อย่างจริงจัง ป้าตือมีส่วนเข้าไปช่วยทำหลักสูตรเกี่ยวกับงานออร์แกไนซ์ร่วมกับกระทรวง ก่อนจะนำความรู้เหล่านั้นไปสอนต่อ

 

จากห้องเรียน คนรุ่นใหม่บางคนออกไปทำงาน บางคนมาฝึกงานกับเธอ แล้ววันหนึ่งก็ออกไปเปิดบริษัทของตัวเอง

 

สำหรับบางคน นี่อาจหมายถึงการสร้างคู่แข่ง แต่สำหรับป้าตือ กลับมองต่างออกไป

 

“ตอนนี้วงการออร์แกไนซ์ทุกคนก็เป็นลูกศิษย์เรา”

 

เพราะการที่เด็ก ๆ เหล่านั้นออกไปเติบโต ไม่ได้หมายความว่าสิ่งที่เราสร้างขึ้นมาถูกเอาไป แต่หมายความว่าความรู้หนึ่งชุดกำลังถูกส่งต่อ และเมื่อคนรุ่นใหม่เก่งขึ้น วงการทั้งหมดก็เติบโตขึ้นตามไปด้วย

 

ความรู้ไม่ได้มีค่าถ้าเก็บไว้คนเดียว สำหรับป้าตือ มองว่าการเรียนรู้คือการ ‘แชร์’ เธอเชื่อว่าตัวเองไม่ได้เก่งทุกเรื่อง และไม่จำเป็นต้องเก่งทุกเรื่องด้วย

 

เวลาที่อยากรู้เรื่องอะไร เธอเลือกไปหาคนที่เก่งกว่า แล้วขอเรียนรู้จากเขา และเมื่อวันหนึ่งเธอมีความรู้มากพอ เธอก็ส่งต่อให้คนอื่น มันจึงกลายเป็นวงจรที่ไม่ได้มีใครเป็นเจ้าของความรู้เพียงคนเดียว

 

“ตือได้โอกาสดี ตืออยากเก่ง ตือไปอยู่กับคนเก่ง เขาก็แชร์ให้ตือ ตืออยากรู้เรื่องนี้ ตือก็ไปหาคนนี้ คนนี้ก็แชร์ให้ตือมา”

 

ถอดแนวคิด "ป้าตือ" จากเจ้าแม่อีเวนต์สู่ร้านจิ๊นทอด “อย่าโลภ-อย่าหมิ่นเงินน้อย”

 

เริ่มธุรกิจ อย่าเดินคนเดียว

 

ด้วยเหตุนี้ เมื่อพูดถึงคนที่กำลังเริ่มต้นธุรกิจ ป้าตือจึงไม่ได้แนะนำให้ทุกคนพยายามทำทุกอย่างด้วยตัวเอง แต่ให้รู้จักใช้ ‘คน’ และ ‘ระบบสนับสนุน’ ที่มีอยู่รอบตัว

 

บางทีธุรกิจที่อยู่ได้นาน จึงอาจไม่ได้เกิดจากการคว้าให้ได้มากที่สุดในครั้งเดียว แต่อาจเกิดจากการค่อย ๆ สะสมสิ่งเล็ก ๆ ที่ดีพอ แล้วทำให้มันเดินต่อไปได้ในวันพรุ่งนี้

 

คิดแล้วต้องลงมือทำ เพราะต่อให้มีคนเก่งอยู่ข้าง ๆ ก็ช่วยไม่ได้ถ้าเราไม่สู้ แต่ป้าตือก็ไม่ได้มองว่าการมีที่ปรึกษาหรือมีคอนเนกชันที่ดีจะทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จได้โดยอัตโนมัติเพราะสุดท้ายแล้ว ต่อให้มีผู้ช่วยที่เก่ง มีที่ปรึกษาที่ดี หรือมีคนคอยเปิดประตูให้มากแค่ไหน หากเจ้าของธุรกิจไม่ขยัน ไม่ลงมือทำ และไม่สู้ด้วยตัวเอง ทุกอย่างก็ไม่มีความหมาย

 

สำหรับเธอ การเริ่มต้นธุรกิจจึงมีอยู่ไม่กี่คำ

 

“อยากทำ ก็คิดและทำเลย”

 

แต่คำว่า ‘ทำเลย’ ในแบบของป้าตือ ไม่ได้หมายถึงการทุ่มทุกอย่างลงไปตั้งแต่วันแรกต้องค่อย ๆ ทำ ค่อย ๆ ดูตลาด และค่อย ๆ ขยาย

 

สมมติว่าลงทุนเปิดร้านหนึ่งร้าน แล้วร้านนั้นเริ่มมีกำไร ก็จะนำกำไรที่ได้กลับมาต่อยอดธุรกิจอีกส่วนหนึ่ง แทนที่จะนำเงินก้อนใหญ่ทั้งหมดไปลงกับการขยายธุรกิจในคราวเดียว เพราะก่อนจะเดินต่อ ต้องรู้ก่อนว่าตลาดตอบรับอย่างไร ลูกค้าเป็นใคร และสิ่งที่กำลังทำอยู่สามารถควบคุมได้หรือไม่

 

ถอดแนวคิด "ป้าตือ" จากเจ้าแม่อีเวนต์สู่ร้านจิ๊นทอด “อย่าโลภ-อย่าหมิ่นเงินน้อย”

 

ยังอยากตื่นเช้ามาทำงาน

 

“เคยมีคนชอบพูดว่า ทำไมคนอายุ 60 แล้วยังทำงาน ควรไปพักได้แล้ว แต่สำหรับตือ ตือมองว่า ตือยังสนุกเกับมันไม่เคยไม่อยากทำงาน ตื่นเช้ามาตือก็อยากมาทำงาน”

 

งานจึงเป็นเพียงส่วนหนึ่งของชีวิต แต่สิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างการทำงานต่างหากที่ทำให้ชีวิตเดินต่อ นั่นคือ ‘Connection’ และสำหรับป้าตือ Connection อาจมีค่ามากกว่าเงินเสียอีก Connection ไม่ได้แปลว่าต้องรู้จักคนเยอะ แต่ต้องรู้จักต่อยอด ในโลกธุรกิจ คอนเนกชันมักถูกพูดถึงในฐานะ ‘แต้มต่อ’ บางอย่าง 

 

คนคนหนึ่งอาจเป็นเพียงประตูบานแรกที่พาเราไปเจอใครอีกคน แต่เมื่อได้รู้จักกันแล้ว หากมีความชอบคล้ายกัน นิสัยเข้ากันได้ หรือมีสิ่งที่อยากทำร่วมกัน ความสัมพันธ์ก็สามารถพัฒนาไปไกลกว่าคำว่า ‘คอนเนกชัน’ จากคนรู้จักกลายเป็นพันธมิตร จากพันธมิตรกลายเป็นเพื่อน และเมื่อถึงจุดนั้น ความสัมพันธ์ก็ไม่ใช่แค่เรื่องของธุรกิจอีกต่อไป

 

ยากหรือง่ายอยู่ที่ Mindset 

 

สุดท้ายแล้ว ป้าตือมองว่าการทำธุรกิจจะยากหรือจะง่ายขึ้นอยู่กับ Mindset ของเราทั้งหมด หากเราคิดว่ามันง่าย มันก็จะง่าย

 

สำหรับป้าตือ การทำธุรกิจคือการต่อยอดจากวินาทีหนึ่งไปสู่อีกวินาทีหนึ่งไปเรื่อยๆ

 

"ทำธุรกิจอย่าโลภ ธุรกิจที่ยั่งยืนคือธุรกิจที่เราอยู่ได้ ลูกน้องเราอยู่ได้ ลูกค้าเราอยู่ได้ ทุกคนอยู่ได้หมด ไม่ใช่การทำเพื่อรวยหรืออิ่มอยู่แค่คนเดียว เพราะหากไม่มีทีมงานหรือลูกค้า ธุรกิจก็เดินหน้าต่อไม่ได้

 

ในการทำธุรกิจต้องคำนึงถึงภาพใหญ่และภาพรวมเป็นหลัก และที่สำคัญคือ "อย่าหมิ่นเงินน้อย" ไม่ต้องกลัว เพราะตัวป้าตือเองก็เริ่มต้นธุรกิจจากเงินเพียงไม่กี่บาท

 

ค่อยๆ เติบโต ไม่ต้องลงทุนเกินตัว เมื่อมีที่ปรึกษาที่ดีแล้ว เงินจะค่อยๆ ต่อยอดและเติบโตไปเองตามลำดับไม่ต้องไปลงทีเป็นก้อนๆ ใหญ่ๆ แต่เน้นการค่อยๆ โตไปเรื่อยๆ"

 

และทั้งหมดนี้คือมายด์เซ็ตของคนที่ทำงานในหลากหลายแวดวงมากว่า 40 ปี 

 

แหล่งข้อมูล : "จากงาน สสว.Unlock ปลดล็อกธุรกิจ SME ไทย" ภาพจากเฟซบุ๊ก Osmepสสว , Instagram Jintodpatue_khonkaen

ข่าวล่าสุด

ถอดแนวคิด "ป้าตือ" จากเจ้าแม่อีเวนต์สู่ร้านจิ๊นทอด “อย่าโลภ-อย่าหมิ่นเงินน้อย”

ถอดแนวคิด "ป้าตือ" จากเจ้าแม่อีเวนต์สู่ร้านจิ๊นทอด “อย่าโลภ-อย่าหมิ่นเงินน้อย”