
ครั้งแรก “ไปรษณีย์ไทย” เปลี่ยนงานสังคม เป็นรายได้ หนีวนลูป “กำไร” ลดลง
เพราะตัวเลขทางบัญชี ไม่ได้เป็นตัวสะท้อนประสิทธิภาพการทำงาน “ไปรษณีย์ไทย” เปิดโมเดล “POSTsitive Impact Value ” จากกำไรทางบัญชี สู่ กำไรเชิงบวกสุทธิ ครั้งแรก วัดได้ 3,653 ล้านบาท
ไปรษณีย์ไทย หนี ปัญหาวนลูป รัฐวิสาหกิจ รอวันตาย แข่งกับเอกชนยาก ชูโมเดล “POSTsitive Impact Value ” เปลี่ยนจากกำไรทางบัญชี สู่ กำไรเชิงบวกสุทธิของไปรษณีย์ไทย ด้วยการตีมูลค่ากิจกรรมเพื่อสังคม สิ่งที่ทำให้รัฐ ประชาชน สิ่งแวดล้อม เป็นเม็ดเงิน ที่สร้างมูลค่าในเชิงผลกระทบ พบ นอกจากรายได้ทางบัญชี ในปี 2568 ที่บริษัทมีรายได้ 22,172.57 ล้านบาท กับ กำไร 120 ล้านบาท แล้วนั้น
ไปรษณีย์ไทย ยังมีมูลค่า “POSTsitive Impact Value ” ในปี 2568 ถึง 3,653 ล้านบาท คิดเป็นกำไร 2,501 ล้านบาท นับเป็นหน่วยงานแรกในประเทศไทย ที่นำวิธีคิดแบบสากล ซึ่งบริษัทต่างชาติในตลาดหุ้น S&P 500 นิยมใช้กัน มาใช้ในประเทศไทย
ด้วยเหตุผลที่ว่า “ไปรษณีย์ไทย” ไม่ได้เป็นเพียงผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจกับประชาชนทั่วไปในท้องตลาดเท่านั้น แต่ “ไปรษณีย์ไทย” คือ รัฐวิสาหกิจ ภายใต้การกำกับของรัฐบาล ซึ่งแน่นอนว่า เมื่อประเทศไทย เกิดวิกฤต หน่วยงานรัฐต้องเป็นหน่วยงานแรกในการช่วยเหลือประชาชน แบบไม่คิดค่าใช้จ่าย ซึ่งที่ผ่านมา “ไปรษณีย์ไทย” ก็ทำเรื่องนี้มาโดยตลอด
ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เปิดเผยว่า “POSTsitive Impact Value ” เป็นกรอบแนวคิดที่พัฒนาจาก โรงเรียนธุรกิจฮาร์วาร์ด เมื่อนำกิจกรรมต่างๆที่ทำเพื่อสังคม ประชาชน และโลก มาคิดเป็นมูลค่า ซึ่งจากการคำนวณ พบว่า ในปี 2568 บริษัทสร้างมูลค่าทางสังคมให้ประเทศ 3,653 ล้านบาท แบ่งเป็น
การทำเพื่อประชาชน 882 ล้านบาท ประกอบด้วย 1.การพัฒนาและฝึกอบรมบุคลากร และการมอบโอกาสทางการศึกษาแก่นักเรียนทุน คิดเป็นมูลค่า 28 ล้านบาท 2.การสร้างอาชีพให้คนพิการและกลุ่มเปราะบาง การสนับสนุนกองทัพบก คิดเป็นมูลค่า 828 ล้านบาท และ 3.การสร้างรายได้แก่วิสาหกิจชุมชน และมูลค่าขนส่งจากโครงการ ไปรษณีย์เชื่อมสุข เพื่อพัฒนาสังคม มูลค่า 26 ล้านบาท
การทำเพื่อสิ่งแวดล้อม เพื่อโลก 920 ล้านบาท ทั้งในเรื่องของการใช้พลังงานไฟฟ้า และการนำกล่องพัสดุกลับมาใช้ใหม่ กับโครงการ reBOX
เมื่อคิดเป็นกำไร ก่อนหัก EBITDA อยู่ที่ 2,501 ล้านบาท และหลังหัก EBITDA อยู่ที่ 1,851 ล้านบาท
ดนันท์ ขยายความว่า แนวคิดนี้ ไม่ใช่เพียงแค่การสร้างตัวเลขขึ้นมาแบบลอยๆ แต่เป็นการคิดเป็นระบบผ่าน ที่ปรึกษาอย่าง โรงเรียนธุรกิจฮาร์วาร์ด ซึ่งนอกจากมูลค่าทางเม็ดเงินที่เป็นตัวเลขแล้ว ยังเป็นการสร้างแรงจูงใจในองค์กรอีกด้วย เมื่อกิจกรรมเพื่อสังคมมักถูกมองว่าเป็นเพียง "ต้นทุน" ที่ทำให้กำไรลดลง และพนักงานเสียโอกาสในการได้โบนัส การใช้กรอบแนวคิดนี้ จึงช่วยให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้าใจถึงคุณค่าที่แท้จริง ที่องค์กรสร้างขึ้น นอกเหนือจากตัวเลขกำไรทางบัญชีเพียงอย่างเดียว
สำหรับผลประกอบการครึ่งปีแรก 2569 นั้น ดนันท์ เปิดเผยว่า มีรายได้รวม 11,368.25 ล้านบาท โดยรายได้หลักมาจากธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์ 51.33% รองลงมาคือบริการไปรษณียภัณฑ์ 34.92% และบริการระหว่างประเทศ 7.86%
บริการส่งด่วน EMS ซึ่งครบรอบ 40 ปีในปีนี้ ยังคงเป็นบริการหลักขององค์กร โดยปี 2568 มีรายได้ 9,570.82 ล้านบาท ขณะที่ครึ่งปีแรกของปี 2569 ทำรายได้เติบโตขึ้น 2.98% และปริมาณชิ้นงานเพิ่มขึ้น 1.90% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนความเชื่อมั่นของผู้ใช้บริการและการเติบโตของตลาดอีคอมเมิร์ซ โดยคาดว่ารายได้ EMS ตลอดปี 2569 จะยังสูงกว่า 1 หมื่นล้านบาท
ดนันท์ กล่าวว่า ไปรษณีย์ไทย จะไม่ใช่เป็นเพียงผู้ส่งพัสดุ เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ต้องนำจุดแข็งที่มี คือ ข้อมูล และความสัมพันธ์ กับลูกค้า ที่มีมาอย่างยาวนาน มาสร้างความต่างในการทำธุรกิจ ผ่านกลยุทธ์ RelationSHIFT เพื่อปรับรูปแบบการสร้างการเติบโตขององค์กร จากการขับเคลื่อนด้วยปริมาณการขนส่ง สู่การสร้างคุณค่าจากข้อมูล ความเข้าใจผู้ใช้บริการ และความร่วมมือกับพันธมิตร
โดยนำระบบ CRM ข้อมูล และทุก Touch Point มาต่อยอดเป็นบริการโซลูชันใหม่ และโมเดลธุรกิจใหม่ที่ตอบโจทย์ผู้ใช้บริการได้อย่างแม่นยำ พร้อมเปลี่ยนการเติบโตจาก Volume-Based Growth สู่ Value-Based Growth
ดังนั้น เพื่อขับเคลื่อนกลยุทธ์ RelationSHIFT ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ไปรษณีย์ไทยได้กำหนดแผนขับเคลื่อนองค์กรในช่วงปี 2569–2570 ผ่าน 3 แนวทางสำคัญ ได้แก่
Trusted Data-Driven Infrastructure การยกระดับศักยภาพองค์กรด้วยข้อมูล เทคโนโลยี AI และระบบการดำเนินงาน
Customer-Centric Growth Enabler การต่อยอดข้อมูลและความเข้าใจผู้ใช้บริการ เพื่อพัฒนาบริการและสร้างการเติบโตร่วมกับลูกค้า ผู้ประกอบการ และพันธมิตร
และ National Trust-Based Social Infrastructure การยกระดับเครือข่ายและความเชื่อมั่น สู่การเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านสังคมที่เชื่อมโยงประชาชน ภาคธุรกิจ และภาครัฐ เพื่อสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจและสังคมไทยอย่างยั่งยืน
ดนันท์ สุภัทรพันธุ์
"Lifestyle Logistics Brand คือเป้าหมายการเติบโตระยะต่อไปของไปรษณีย์ไทย ที่มุ่งยกระดับบทบาทจากผู้ให้บริการโลจิสติกส์ สู่ผู้เชื่อมโยงสินค้า บริการ ข้อมูล และโอกาสทางธุรกิจ ผ่านเครือข่ายที่ครอบคลุมทั่วประเทศ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตและการดำเนินธุรกิจของคนไทย พร้อมสร้างคุณค่าใหม่ให้แก่ผู้ใช้บริการ ผู้ประกอบการ และเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน" ดนันท์ กล่าวในตอนท้าย







