
มาเลเซียผงาด 'ฮับ AI เอเชีย' ดึงดูดการลงทุน ดันเศรษฐกิจฟื้นตัว
มาเลเซียก้าวสู่ศูนย์กลาง AI แห่งเอเชีย ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนต่างชาติมหาศาล ดันเศรษฐกิจไตรมาส 2 โตทะลุเป้า พร้อมส่งอานิสงส์ถึงภาคท่องเที่ยวและการจ้างงาน
KEY
POINTS
- มาเลเซียผงาดเป็นศูนย์กลางการผลิตและการลงทุนด้าน AI แห่งเอเชีย ดึงดูดบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่และเม็ดเงินมหาศาลเข้ามาตั้งฐานการผลิต
- เศรษฐกิจไตรมาส 2 ขยายตัวแข็งแกร่งถึง 5.8% ได้แรงหนุนหลักจากการส่งออกฮาร์ดแวร์ การลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ และอานิสงส์ที่กระจายสู่ภาคอสังหาริมทรัพย์และการท่องเที่ยว
- แม้ภาพรวมเศรษฐกิจมีแนวโน้มสดใส แต่นักลงทุนยังคงจับตาความท้าทายด้านเสถียรภาพทางการเมือง และภาระทางการคลังจากนโยบายอุดหนุนพลังงาน
โจเอล วิลเลียม (Joel William) ผู้ก่อตั้งบริษัทที่ปรึกษาด้านวิศวกรรม Medhini Group ลงพื้นที่เตรียมทำผลการศึกษาความเป็นไปได้ (Feasibility Study) ให้ลูกค้ารายใหญ่จากจีน ซึ่งเตรียมตั้งโรงงานเคมีภัณฑ์ในรัฐซาราวัก รัฐที่ใหญ่ที่สุดของมาเลเซียบนชายฝั่งตอนเหนือของเกาะบอร์เนียว
สองปีก่อนหน้านี้ ผู้ผลิตสารเคมีสำหรับอุตสาหกรรมชิปรายนี้เคยวางแผนสร้างโรงงานในตะวันออกกลาง แต่ความขัดแย้งในอิหร่านทำให้แผนชะงัก บริษัทจึงตัดสินใจย้ายฐานการลงทุนมายังมาเลเซียแทน เนื่องจากมองเห็นความแข็งแกร่งของโครงสร้างอุตสาหกรรมและเสถียรภาพทางการเมือง
"ลูกค้าของเราเร่งขยายกำลังการผลิตอย่างเต็มที่" วิลเลียมกล่าวถึงกระแสเงินทุนที่ไหลเข้าสู่หลากหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่เซมิคอนดักเตอร์ไปจนถึงอุปกรณ์การแพทย์ พร้อมเสริมว่านักลงทุนต่างมองว่ามาเลเซียคือประเทศที่วางตัวเป็นกลาง
โครงการเหล่านี้เข้ามาสานต่อความร้อนแรงของเม็ดเงินลงทุนที่ไหลเข้าสู่รัฐซาราวักอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีมูลค่าทะลุ 1.16 แสนล้านริงกิต (ราว 2.84 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (จนถึงปี 2025) ดันซาราวักขึ้นเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ
ขณะเดียวกัน รัฐยะโฮร์ก็เร่งดึงดูดโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ ส่วนรัฐปีนังยังคงกอบโกยการลงทุนใหม่ในอุตสาหกรรมชิป ท่ามกลางกระแสการแข่งขันสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ดุเดือดทั่วโลก
พลิกโฉมประเทศสู่ "ศูนย์กลางการผลิต AI”
การก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางการผลิต AI ถือเป็นการพลิกหน้าประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญของมาเลเซีย จากอดีตที่โลกมักจดจำประเทศนี้ผ่านคดีทุจริตกองทุน 1MDB
ปัจจุบันมาเลเซียกลายเป็นม้ามืดที่คว้าชัยในศึกชิงเจ้าโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ท่ามกลางภาพรวมการค้าโลกและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงคุกรุ่น
ข้อมูลจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ระบุว่า มาเลเซียก้าวขึ้นเป็น 1 ใน 4 ผู้ส่งออกสุทธิฮาร์ดแวร์ด้าน AI รายใหญ่ที่สุดของโลก เทียบชั้นเกาหลีใต้ ไต้หวัน และไทย
นอกจากนี้ นักวิเคราะห์จากธนาคาร HSBC ชี้ว่า ตัวเลขการลงทุนด้านดาต้าเซ็นเตอร์ของมาเลเซียพุ่งสูงแตะระดับเกือบ 18% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงที่สุดในโลก
ปัจจัยเหล่านี้ผลักดันให้เศรษฐกิจมาเลเซียในไตรมาสที่ 2 ขยายตัวร้อนแรงถึง 5.8% แซงหน้าตัวเลขประเมินที่ 5.2% โดยมีแรงหนุนหลักจากอุปสงค์ในประเทศ การลงทุนด้าน AI และการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์
ธนาคารใหญ่อย่าง JPMorgan Chase ถึงขั้นประกาศปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ของมาเลเซียในปี 2026 ขึ้นเป็น 5.3% ซึ่งสูงกว่าประเทศคู่แข่งส่วนใหญ่ในภูมิภาค
สถานะผู้ส่งออกพลังงานสุทธิยังช่วยเป็นเกราะกำบังเศรษฐกิจมาเลเซียจากภาวะราคาน้ำมันและเงินเฟ้อที่พุ่งสูง เมื่อเทียบกับเพื่อนบ้านอย่างอินโดนีเซียที่เผชิญปัญหาพื้นที่ทางการคลังหดตัว หรือฟิลิปปินส์ที่แบกรับต้นทุนพลังงานมหาศาลและข่าวฉาวเรื่องคอร์รัปชัน
นอกจากนี้ บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่หลายราย เช่น Infineon Technologies, Nvidia และ ByteDance ต่างนำเม็ดเงินหลายพันล้านดอลลาร์เข้ามาตั้งศูนย์กลางการผลิตชิปและขยายเครือข่ายประมวลผลคอมพิวเตอร์ โดยยอดอนุมัติการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ตั้งแต่ปี 2021 จนถึงครึ่งแรกของปี 2025 มีมูลค่าสูงถึง 1.444 แสนล้านริงกิต
อานิสงส์กระจายตัว ดันการจ้างงานและท่องเที่ยวฟื้น
กระแสการลงทุนด้านเทคโนโลยียังสร้างแรงกระเพื่อมเชิงบวกต่ออุตสาหกรรมอื่นอย่างชัดเจน Gamuda บริษัทก่อสร้างและวิศวกรรมยักษ์ใหญ่ มียอดสั่งซื้อทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 5.2 หมื่นล้านริงกิตเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา จากการรับเหมาสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ที่เข้ามาช่วยชดเชยความชะลอตัวในภาคอสังหาริมทรัพย์
ความน่าดึงดูดของมาเลเซียยังสะท้อนผ่านการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันระดับโลก (World Competitiveness Ranking) ประจำปี 2026 ของ IMD ที่มาเลเซียกระโดดขึ้น 8 ขั้นมาอยู่อันดับที่ 15 จาก 70 เศรษฐกิจทั่วโลก
ภาคบริการและการท่องเที่ยวก็เติบโตรับอานิสงส์นี้เช่นกัน ร้านอาหารชื่อดัง Oriental Kopi เร่งขยายสาขาในรัฐยะโฮร์เพื่อรองรับแรงงานมหาศาลที่หลั่งไหลเข้ามาทำงานในศูนย์ข้อมูล ขณะที่ภาพรวมการท่องเที่ยวฟื้นตัวอย่างโดดเด่น ช่วงครึ่งแรกของปี 2026 มาเลเซียต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติไปแล้วกว่า 21 ล้านคน เพิ่มขึ้น 2.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
จับตาความท้าทาย: เสถียรภาพการเมืองและภาระคลัง
แม้แนวโน้มเศรษฐกิจจะดำเนินไปในทิศทางบวก แต่นักลงทุนยังคงตั้งคำถามถึงความเสี่ยงทางการเมือง โดยเฉพาะความพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งท้องถิ่นของพรรครัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี อันวาร์ อิบราฮิม ซึ่งทำให้เกิดข้อสงสัยถึงความต่อเนื่องของนโยบายก่อนการเลือกตั้งระดับชาติที่ต้องจัดขึ้นภายในต้นปี 2028
นอกจากนี้ รัฐบาลยังเผชิญความท้าทายจากแรงกดดันทางการคลัง นโยบายอุดหนุนเชื้อเพลิงเพื่อพยุงค่าครองชีพประชาชนอาจดึงงบประมาณสูงถึง 4 หมื่นล้านริงกิตในปี 2026 ซึ่งเพิ่มขึ้นเกินเท่าตัวจากงบที่ตั้งไว้ในปีนี้ และอาจเบียดบังเม็ดเงินที่จำเป็นสำหรับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน
อย่างไรก็ตาม ผู้กำหนดนโยบายยังคงประเมินสถานการณ์ในแง่ดี ค่าเงินริงกิตยังรักษาระดับได้อย่างมีเสถียรภาพ ขณะที่อัตราการว่างงานลดลงแตะระดับ 3% ซึ่งต่ำที่สุดในรอบทศวรรษ
ตัดภาพกลับมาที่บริษัท Medhini กรุ๊ป วิลเลียมจำเป็นต้องปฏิเสธงานลูกค้าไปหลายรายเพราะหาผู้จัดการโครงการมาทำงานไม่ทัน เขาวางแผนขยายทีมงานจาก 15 คน เป็น 80 คน เพื่อรองรับโครงการใหม่ที่ไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นการตอกย้ำภาพความสำเร็จของมาเลเซียในยุคทองแห่งการลงทุนได้อย่างชัดเจน







