posttoday
เปิด 5 โจทย์ท้าทาย SME ปี 69 ต้องรับมือเพื่ออยู่รอดในยุคเศรษฐกิจผันผวน

เปิด 5 โจทย์ท้าทาย SME ปี 69 ต้องรับมือเพื่ออยู่รอดในยุคเศรษฐกิจผันผวน

23 กรกฎาคม 2569

ถอดบทเรียน SME ปี 2569 กับ 5 โจทย์ใหญ่ที่ต้องรับมือ ยูโอบี แนะ เปลี่ยนแนวคิดจาก "โตเร็ว" เป็น "โตทน" ทำ Stress Test เพื่อมองเห็นจุดเปราะบางของธุรกิจเร็วขึ้น

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ผู้ประกอบการSME ไทยจำนวนมากคุ้นเคยกับการวัดความสำเร็จจากการเติบโตของยอดขาย การขยายสาขา การเพิ่มกำลังการผลิต หรือการขยายฐานลูกค้าให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

 

แต่เมื่อก้าวเข้าสู่ครึ่งปีหลังของ 2569 การวัดผลสำเร็จอาจไม่ใช่ “เราจะโตได้เร็วแค่ไหน” แต่เป็น “เราจะเติบโตได้อย่างมั่นคงท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาได้อย่างไร”

 

เพราะวันนี้ ความไม่แน่นอนไม่ใช่เหตุการณ์ชั่วคราว แต่กำลังกลายเป็นบริบทปกติของการทำธุรกิจ ทั้งต้นทุนแรงงานและพลังงานที่ยังอยู่ในระดับสูง ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ความไม่แน่นอนของห่วงโซ่อุปทาน

 

ตลอดจนพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วและระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น

 

นางรุ่งทิพย์ อังคศิริสรรพ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Risk Officer (CRO) ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย กล่าวว่า SME ซึ่งเป็นกลไกสำคัญของเศรษฐกิจไทย แรงกดดันเหล่านี้ส่งผลกว้างและลึกกว่าที่หลายคนมองเห็น

 

เพราะ SMEจำนวนมากมีเงินทุนสำรองจำกัด มีอำนาจต่อรองกับคู่ค้าและซัพพลายเออร์น้อยกว่าธุรกิจขนาดใหญ่ และมีพื้นที่ในการรับมือกับแรงกระแทกทางเศรษฐกิจน้อยกว่าเดิม 

 

 

ความสามารถในการบริหารกระแสเงินสดการเข้าถึงแหล่งเงินทุน และการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง จึงกลายเป็นปัจจัยชี้วัดความแข็งแรงของธุรกิจในระยะต่อไป

 

ในบริบทเช่นนี้ “Resilience” หรือความยืดหยุ่นของธุรกิจ ไม่ใช่เพียงคำที่ใช้พูดถึงการเอาตัวรอดในช่วงวิกฤติ แต่คือรากฐานของการเติบโตอย่างยั่งยืน

 

ธุรกิจที่มี Resilience ไม่ได้หมายถึงธุรกิจที่ไม่เผชิญความเสี่ยง แต่คือธุรกิจที่มองเห็นความเสี่ยงเร็ว เตรียมแผนรองรับล่วงหน้า และสามารถปรับตัวได้ทันเมื่อเงื่อนไขของตลาดเปลี่ยนไป

 

ดังนั้นการบริหารความเสี่ยงในยุคนี้จึงไม่ใช่การหลีกเลี่ยงความเสี่ยงทั้งหมด แต่คือการสร้าง Operational Agility and Resilience หรือความคล่องตัวและความสามารถในการปรับตัว เพื่อให้ธุรกิจสามารถรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด โดยยังรักษาสมดุลทางการเงินและความต่อเนื่องของการดำเนินธุรกิจไว้ได้

 

จาก “การเติบโต” สู่ “คุณภาพของการเติบโต

 

ในอดีต การเติบโตของ SME มักถูกเชื่อมโยงกับยอดขาย รายได้ หรือการขยายธุรกิจ แต่ในปี 2569 การเติบโตที่แข็งแรงต้องมาพร้อม “คุณภาพของการเติบโต” ด้วย ธุรกิจที่ยอดขายเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่อัตราการเก็บเงินช้าลง ต้นทุนสูงขึ้นหรือใช้เงินทุนหมุนเวียนเกินความสามารถ อาจเผชิญความเสี่ยงด้านสภาพคล่องได้ ไม่ต่างจากธุรกิจที่ ยอดขายชะลอตัว

 

การเติบโตที่มีคุณภาพจึงต้องพิจารณาหลายมิติพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นความสามารถในการรักษากระแสเงินสด วินัยทางการเงิน ความหลากหลายของฐานลูกค้าและซัพพลายเออร์ ความสามารถในการควบคุมต้นทุน และความพร้อมในการเข้าถึง เงินทุนเมื่อธุรกิจต้องการ ทั้งเพื่อรองรับความผันผวนระยะสั้นและเพื่อคว้าโอกาสใหม่ในช่วงที่ตลาดเริ่มฟื้นตัว

 

ในปี 2569 มี 5 ประเด็นสำคัญที่ SME ควรให้ความสำคัญอย่างใกล้ชิด

 

ประเด็นแรกคือ กระแสเงินสดและเงินทุนหมุนเวียน ในภาวะที่ผู้บริโภคและคู่ค้าระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น SME อาจเผชิญรอบการเก็บเงินที่ยาวขึ้น การชำระเงินล่าช้า หรือยอดขายที่ผันผวนตามกำลังซื้อของตลาด

 

ขณะเดียวกัน ต้นทุนด้านแรงงาน พลังงาน และวัตถุดิบยังอยู่ในระดับสูง ทำให้เงินสดสำรองกลายเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินธุรกิจ ผู้ประกอบการจึงควรติดตามสถานะลูกหนี้การค้าอย่างใกล้ชิด เจรจาเงื่อนไขเครดิตให้เหมาะสมกับรอบเงินสด และไม่ปล่อยให้ยอดขายเติบโตเร็วกว่าความสามารถในการเก็บเงิน เพราะในช่วงเศรษฐกิจผันผวน ธุรกิจที่บริหารเงินสดได้ดี มักมีทางเลือกมากกว่าธุรกิจที่เติบโตเร็วแต่สภาพคล่องตึงตัว

 

ประเด็นที่สองคือ การเข้าถึงแหล่งเงินทุน เมื่อเศรษฐกิจมีความไม่แน่นอนสูงขึ้นสถาบันการเงินย่อมให้ความสำคัญกับคุณภาพของข้อมูลทางการเงิน ความสามารถในการชำระหนี้ และความชัดเจนของแผนธุรกิจมากขึ้น

 

SME ที่เตรียมเอกสารทางการเงินอย่างเป็นระบบ รักษาวินัยการชำระเงิน และวางแผนความต้องการเงินทุนล่วงหน้า จะมีความพร้อมมากกว่าในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่เหมาะสมในเวลาที่ธุรกิจต้องการ การวางแผนด้านเงินทุนจึงไม่ควรรอ จนถึงวันที่ธุรกิจต้องใช้เงิน แต่ควรเริ่มตั้งแต่ช่วงที่ธุรกิจยังบริหารจัดการได้ดี

 

ประเด็นที่สามคือ ความผันผวนของห่วงโซ่อุปทาน  บทเรียนในช่วงหลายปีที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่า การพึ่งพาซัพพลายเออร์รายเดียว ตลาดเดียว หรือวัตถุดิบจากแหล่งเดียว อาจกลายเป็นความเสี่ยงสำคัญเมื่อเกิดเหตุการณ์ ที่ไม่สามารถควบคุมได้ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งระหว่างประเทศ

 

ต้นทุนขนส่งที่เพิ่มขึ้น ความล่าช้าในการนำเข้า หรือการขาดแคลนวัตถุดิบ SME จึงควรวางแผนแหล่งจัดซื้อสำรอง กระจายความเสี่ยงของคู่ค้า และประเมินผลกระทบ ต่อการดำเนินธุรกิจอย่างสม่ำเสมอ

 

ประเด็นที่สี่คือรายได้และความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนแปลง ผู้บริโภคในปัจจุบันเลือกใช้จ่ายอย่างรอบคอบมากขึ้น ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่า คุณภาพ ประสบการณ์ และความน่าเชื่อถือของสินค้าและบริการมากกว่าเดิม SME จึงไม่ควรแข่งขันด้วยราคาเพียงอย่างเดียว

 

แต่ควรกลับมาทบทวนคุณค่าหลักของธุรกิจ ทำความเข้าใจลูกค้าแต่ละกลุ่มให้ลึกขึ้นและปรับสินค้า บริการ หรือช่องทางการขายให้สอดคล้องกับพฤติกรรมใหม่ของตลาด ธุรกิจที่มีฐานลูกค้าหลากหลายและเข้าใจความต้องการที่เปลี่ยนไปของลูกค้าจะมีความพร้อมมากกว่าในการรับมือ กับความผันผวนระยะยาว

 

ประเด็นที่ห้าคือ การประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ที่มีความปลอดภัยควบคู่กับระบบอัตโนมัติเพื่อยกระดับประสิทธิภาพงานสนับสนุนองค์กร (Back Office) การดำเนินงานเชิงพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นงานบัญชี การบริหารค่าตอบแทนพนักงาน การจัดการสินค้าคงคลัง และการดูแลฐานข้อมูลลูกค้า หากถูกปรับให้เป็นระบบอัตโนมัติ จะช่วยให้ SMEs สามารถควบคุมต้นทุน เพิ่มความแม่นยำในการดำเนินงาน และนำทรัพยากรไปต่อยอดการเติบโตและนวัตกรรมได้อย่างมีประสิทธิผลยิ่งขึ้น

 

ในขณะเดียวกัน การยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของข้อมูล พร้อมทั้งวางกรอบการกำกับดูแลข้อมูล (Data Governance) อย่างเข้มแข็ง ถือเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างความไว้วางใจ และรักษาความต่อเนื่องทางธุรกิจ ท่ามกลางบริบทการดำเนินงานที่เปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลอย่างรวดเร็ว

 

จากการรับมือความเสี่ยง สู่การสร้างวินัยทางการเงิน

 

เมื่อความไม่แน่นอน กลายเป็นส่วนหนึ่งของการทำธุรกิจ การรักษาเงินทุน หรือ Capital Preservation จึงเป็นวินัยสำคัญของSME ผู้ประกอบการควรทำ Stress Test กับธุรกิจอย่างสม่ำเสมอ เช่น หากยอดขายลดลง 20-25% หากลูกค้ารายใหญ่ชำระเงินล่าช้า 60-90 วัน หรือหากต้นทุนวัตถุดิบเพิ่มขึ้นกะทันหัน ธุรกิจจะยังรักษาสภาพคล่องได้หรือไม่ และต้องปรับแผนด้านใดก่อน

 

การทำ Stress Test ไม่ได้มีไว้เพื่อสร้างความกังวล แต่เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการเห็นจุดเปราะบางของธุรกิจเร็วขึ้น และสามารถวางแผนรับมือได้อย่างเป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็นการปรับโครงสร้างต้นทุน การบริหารลูกหนี้ การสำรองเงินสด การต่อรองเงื่อนไขกับคู่ค้า หรือการจัดลำดับความสำคัญของการลงทุนใหม่

 

อีกประเด็นที่สำคัญไม่แพ้กันคือ การมุ่งเน้นธุรกิจหลักที่สร้างผลตอบแทนสูง ในช่วงเศรษฐกิจผันผวน SME อาจต้องระมัดระวังการขยายธุรกิจที่ใช้เงินลงทุนสูงแต่ยังไม่ชัดเจนเรื่องผลตอบแทน

 

ขณะเดียวกัน ไม่ควรหยุดลงทุนในทุกเรื่อง เพราะการลงทุนบางด้าน เช่น เทคโนโลยี ระบบบัญชี การบริหารข้อมูลลูกค้า ช่องทางดิจิทัล หรือการพัฒนาทักษะบุคลากร อาจเป็นปัจจัยที่ช่วยให้ธุรกิจมีประสิทธิภาพสูงขึ้น ลดกิจกรรมที่ใช้ทรัพยากรมากแต่ให้ผลตอบแทนต่ำ และเพิ่มขีดความสามารถ ในการแข่งขันในระยะยาว

 

กล่าวอีกนัยหนึ่ง Resilience ไม่ได้หมายถึงการตั้งรับหรือชะลอการเติบโต แต่คือการเลือกใช้ทรัพยากรอย่างมีวินัย เพื่อให้ธุรกิจยังมีแรงพอที่จะรับมือกับความเสี่ยง และพร้อมลงทุนเมื่อโอกาสที่เหมาะสมมาถึง
 

จากผู้ให้สินเชื่อ สู่พันธมิตรธุรกิจ

 

ทั้งนี้ยูโอบีมองว่า บทบาทของธนาคารในวันนี้ไม่ได้เป็นเพียงผู้ให้สินเชื่อ แต่ต้องเป็นพันธมิตรที่ช่วย SME วางแผนการเงิน ประเมินความเสี่ยง และเลือกเครื่องมือทางการเงินที่เหมาะสม เพื่อรับมือความผันผวน ทั้งอัตราแลกเปลี่ยน ดอกเบี้ย ต้นทุน และการขยายตลาด โดยเฉพาะในอาเซียน เพราะความมั่นคงทางธุรกิจไม่ได้ขึ้นอยู่กับเงินทุนเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีแผน มีวินัย และมีพันธมิตรที่เข้าใจธุรกิจ

 

ดิจิทัล-ความยั่งยืน กุญแจสู่การเติบโต

 

นอกจากการบริหารสภาพคล่องแล้ว การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลและเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำกำลังเป็นปัจจัยสำคัญในการแข่งขันระยะยาว SME ที่เริ่มใช้เทคโนโลยี ยกระดับการบริหารข้อมูล และเตรียมความพร้อมด้านความยั่งยืน จะมีโอกาสสร้างการเติบโตได้มากกว่า โดยโครงการอย่าง UOB Sustainability Compass และ UOB FinLab ช่วยสนับสนุนผู้ประกอบการในการประเมินธุรกิจและพัฒนาศักยภาพสู่ยุคดิจิทัล

 

สำหรับปี 2569 ความสำเร็จของ SME อาจไม่ได้วัดจากการเติบโตที่รวดเร็วที่สุด แต่เป็นธุรกิจที่ปรับตัวได้ไว บริหารความเสี่ยงและรักษาความแข็งแกร่งทางการเงินได้ดีกว่า เพราะ "ความยืดหยุ่น" จะกลายเป็นข้อได้เปรียบในการแข่งขัน และเป็นรากฐานของการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต

 

ข่าวล่าสุด

“วัส” ถอดปมเลื่อน ก.กลาง จับตาเซ็ตซีโร่บัญชีสอบท้องถิ่น

“วัส” ถอดปมเลื่อน ก.กลาง จับตาเซ็ตซีโร่บัญชีสอบท้องถิ่น