
“วัส” ถอดปมเลื่อน ก.กลาง จับตาเซ็ตซีโร่บัญชีสอบท้องถิ่น
“วัส ติงสมิตร” ชี้เลื่อนประชุม ก.กลาง อาจเป็นการปรับขั้นตอนกฎหมาย รอหลักฐานคะแนนให้ครบ ก่อนยกเลิกบัญชีเดิมและประกาศผลใหม่
KEY
POINTS
- นายวัส ติงสมิตร วิเคราะห์ว่าการเลื่อนประชุม ก.กลาง มีนัยสำคัญมากกว่าแค่เอกสารไม่พร้อม แต่เป็นการปรับกระบวนการทางกฎหมายเพื่อยกเลิกบัญชีสอบท้องถิ่นเดิมให้รัดกุม ป้องกันการถูกฟ้องร้องในอนาคต
- ปัญหาหลักเกิดจากข้อกฎหมายที่กำหนดให้ ก.กลาง เป็นผู้มีอำนาจยกเลิกบัญชีหลังประกาศผลแล้ว ไม่ใช่ กสถ. (ผู้ตรวจพบความผิดพลาด) การเลื่อนประชุมจึงอาจเพื่อให้ กสถ. ส่งมอบข้อมูลให้ ก.กลาง เป็นผู้มีมติอย่างถูกต้อง
- ประเด็นที่ต้องจับตาคือ ก.กลาง จะมีมติ "เซ็ตซีโร่" บัญชีเดิมทั้งหมดแล้วจัดทำใหม่ หรือจะแก้ไขเฉพาะรายชื่อที่พบความคลาดเคลื่อน รวมถึงแนวทางจัดการกับผู้ที่ได้รับการบรรจุไปแล้ว
นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ ออกมาถอดรหัสเบื้องหลังการเลื่อนประชุมคณะกรรมการกลางข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น หรือ ก.กลาง ซึ่งเดิมมีกำหนดพิจารณาปัญหาการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่นปี 2568 ในวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 แต่ถูกเลื่อนออกไปโดยยังไม่กำหนดวันประชุมครั้งใหม่
นายวัสมองว่า การเลื่อนประชุมครั้งนี้อาจไม่ใช่เพียงเพราะเอกสารไม่เสร็จตามกำหนด แต่เป็นการปรับกระบวนการครั้งสำคัญ เพื่อให้การยกเลิกบัญชีผู้สอบแข่งขันได้เดิมและการประกาศบัญชีใหม่เป็นไปตามอำนาจที่กฎหมายกำหนด ลดความเสี่ยงที่มติจะถูกฟ้องเพิกถอนในภายหลัง
จุดเริ่มต้นของปัญหาเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 หลังนายบุญประสงศ์ นวลสายย์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น หรือ สถ. ในฐานะเลขานุการ ก.กลาง มีหนังสือด่วนที่สุดแจ้งเลื่อนการประชุมคณะกรรมการกลาง 3 คณะ ได้แก่ คณะกรรมการกลางข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด หรือ ก.จ. คณะกรรมการกลางพนักงานเทศบาล หรือ ก.ท. และคณะกรรมการกลางพนักงานส่วนตำบล หรือ ก.อบต.
ในวันเดียวกัน สถ.ออกแถลงการณ์ระบุว่า คณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น หรือ กสถ. มีมติเห็นชอบให้ยกเลิกบัญชีผู้สอบแข่งขันได้เดิม และประกาศขึ้นบัญชีใหม่ หลังตรวจพบความคลาดเคลื่อนของกระดาษคำตอบและคะแนนสอบ
การตรวจสอบยังพบว่า มีผู้สมัครบางรายที่ไม่ผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำทั้งภาคความรู้ความสามารถทั่วไป หรือภาค ก และภาคความรู้ความสามารถเฉพาะตำแหน่ง หรือภาค ข แต่กลับมีรายชื่ออยู่ในบัญชีผู้สอบแข่งขันได้
อย่างไรก็ตาม คำชี้แจงดังกล่าวนำไปสู่คำถามสำคัญว่า เมื่อ กสถ.มีมติยกเลิกและจัดทำบัญชีใหม่แล้ว เหตุใดจึงต้องรอให้ ก.กลางประชุมอีกครั้ง และหน่วยงานใดกันแน่ที่มีอำนาจตามกฎหมายในการยกเลิกบัญชีผลสอบ
เปิดข้อกฎหมาย ใครมีอำนาจยกเลิกบัญชี
นายวัสอธิบายว่า คำตอบอยู่ในประกาศ ก.กลาง เรื่องมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับการสอบแข่งขัน พ.ศ. 2560 หมวด 8 ข้อ 30 ซึ่งแบ่งอำนาจของ กสถ.และ ก.กลางไว้คนละช่วงอย่างชัดเจน
ข้อ 30 วรรคหนึ่ง กำหนดว่า ในช่วงก่อนหรือระหว่างดำเนินการสอบ หากพบการทุจริต ความผิดพลาด หรือความคลาดเคลื่อน กสถ.มีอำนาจระงับการสอบ ยกเลิกการสอบ หรือระงับการประกาศผลสอบแข่งขันได้
แต่เมื่อกระบวนการสอบเดินมาถึงขั้นประกาศขึ้นบัญชีผู้สอบแข่งขันได้แล้ว ข้อ 30 วรรคสอง กำหนดให้อำนาจดังกล่าวเป็นของ ก.กลางทั้ง 3 คณะร่วมกัน
นายวัสจึงตั้งข้อสังเกตว่า หากตีความถ้อยคำในแถลงการณ์ตามตัวอักษรว่า กสถ.เป็นผู้มีมติยกเลิกบัญชีเดิม อาจถูกโต้แย้งได้ว่าเป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขต เพราะการสอบครั้งนี้ประกาศขึ้นบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ไปแล้ว
แนวทางที่ปลอดภัยกว่า คือให้ กสถ.ทำหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง รวบรวมกระดาษคำตอบ คะแนนดิบ และข้อมูลจากระบบประมวลผล ก่อนเสนอผลการตรวจสอบและความเห็นไปยัง ก.กลาง เพื่อให้เป็นผู้มีมติยกเลิกบัญชีเดิมและประกาศบัญชีใหม่ตามอำนาจที่กฎหมายกำหนด
ผู้ถือหลักฐานกับผู้มีอำนาจอยู่คนละที่
อีกปัญหาหนึ่งที่นายวัสชี้ให้เห็น คือโครงสร้างการทำงานที่ผู้ครอบครองพยานหลักฐานกับผู้มีอำนาจตัดสินใจเป็นคนละหน่วยงาน
กสถ.เป็นหน่วยงานที่ดูแลกระบวนการสอบตั้งแต่การออกข้อสอบ การเก็บรักษากระดาษคำตอบ การตรวจคำตอบ ไปจนถึงการประมวลผลผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ จึงเป็นผู้ถือข้อมูลต้นทางทั้งหมด
ขณะที่ ก.กลางมีอำนาจตามกฎหมายในการพิจารณายกเลิกบัญชีที่ประกาศไปแล้ว แต่ไม่ได้ถือกระดาษคำตอบหรือระบบประมวลผลคะแนนไว้โดยตรง
ดังนั้น หาก กสถ.ยังตรวจสอบคะแนนที่แท้จริงและจัดทำรายงานรายบุคคลไม่เสร็จ ก.กลางก็อาจยังไม่มีข้อมูลเพียงพอสำหรับออกมติที่กระทบสิทธิของคนจำนวนมาก
ก่อนหน้านี้ นายวรศิษฏ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ระบุว่า จำเป็นต้องรอให้ กสถ.ดำเนินงานให้เสร็จก่อน แต่กระบวนการไม่ทันการประชุมวันที่ 23 กรกฎาคม จึงต้องเลื่อนออกไป
สำหรับนายวัส คำชี้แจงนี้สะท้อนว่า การเลื่อนประชุมอาจเป็นการรอให้ข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานอยู่ในสภาพพร้อม ก่อนส่งให้ผู้มีอำนาจตามกฎหมายตัดสินใจ
ปิดช่องโหว่ ก่อนเผชิญคดีศาลปกครอง
นายวัสประเมินว่า การเปลี่ยนแปลงบัญชีผลสอบครั้งนี้อาจกระทบคนอย่างน้อย 3 กลุ่ม ได้แก่ ผู้ที่มีชื่อในบัญชีเดิมแต่คะแนนจริงไม่ผ่านเกณฑ์ ผู้ที่ลำดับคะแนนจะขยับขึ้นหรือลง และผู้ที่ได้รับการบรรจุแต่งตั้งไปแล้ว
สถ.และ กสถ.จึงจำเป็นต้องจัดทำเส้นทางการตรวจสอบ หรือข้อมูลที่สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้เป็นรายบุคคล ตั้งแต่กระดาษคำตอบ คะแนนที่ตรวจได้ คะแนนในระบบ และคะแนนที่นำไปประกาศ
หากข้อมูลไม่ครบหรือไม่สามารถอธิบายได้ว่าแต่ละรายมีความคลาดเคลื่อนอย่างไร มติยกเลิกบัญชีอาจถูกผู้ได้รับผลกระทบยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง รวมถึงขอให้ศาลออกมาตรการคุ้มครองชั่วคราว
การเลื่อนประชุมจึงอาจเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารความเสี่ยงทางกฎหมาย เพื่อปิดช่องโหว่ทั้งเรื่องอำนาจของผู้มีมติและความน่าเชื่อถือของพยานหลักฐาน
ยกคำพิพากษาชี้ การสอบผิดร้ายแรงอาจไม่มีผลตั้งแต่ต้น
นายวัสยังยกแนวคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อบ.255/2565 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการสอบแข่งขันที่มีข้อผิดพลาดร้ายแรง ตั้งแต่การออกข้อสอบ การตรวจข้อสอบ และการประมวลผลคะแนน
ศาลวินิจฉัยว่า เมื่อกระบวนการสอบผิดกฎหมายอย่างชัดแจ้งและร้ายแรง ประกาศขึ้นบัญชีและคำสั่งบรรจุแต่งตั้งที่เกิดตามมาจึงมีข้อผิดพลาดร้ายแรงตามไปด้วย และในทางกฎหมายอาจถือเสมือนว่าไม่เคยมีคำสั่งดังกล่าวเกิดขึ้น
จากแนวคำพิพากษานี้ นายวัสมองว่า ผู้ที่ติดบัญชีเดิมจากคะแนนที่คลาดเคลื่อนอาจไม่ได้มีสิทธิตั้งแต่ต้น หากพิสูจน์ได้ว่าคะแนนจริงไม่ผ่านเกณฑ์
ส่วนการนำคะแนนที่แท้จริงมาจัดเรียงใหม่ ไม่ควรถูกมองว่าเป็นการริบสิทธิของผู้สอบ แต่เป็นการแก้ไขผลสอบให้ตรงกับข้อเท็จจริง และคืนสิทธิให้แก่ผู้ที่สอบผ่านตามเกณฑ์จริง
อย่างไรก็ตาม การนำแนวคำพิพากษามาปรับใช้กับกรณีสอบท้องถิ่นปี 2568 ยังต้องพิจารณาข้อเท็จจริงของแต่ละราย รวมถึงระดับความผิดพลาดของกระบวนการสอบอย่างละเอียด
จับตา ก.กลาง จะล้างบัญชีทั้งชุดหรือแก้เฉพาะราย
นายวัสสรุปว่า การเลื่อนประชุม ก.กลางอาจเป็นช่วงเวลาสำหรับปรับขั้นตอนให้ถูกต้อง โดยให้ กสถ.ทำหน้าที่ผู้ตรวจสอบและเสนอข้อมูล ขณะที่ ก.กลางเป็นผู้ใช้อำนาจตัดสินใจตามข้อ 30 วรรคสอง
ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามคือ ก.กลางจะมีมติยกเลิกบัญชีเดิมทั้งหมด แล้วจัดทำบัญชีขึ้นใหม่ หรือจะพิจารณาแก้ไขเฉพาะรายชื่อและลำดับคะแนนที่พบความผิดปกติ
อีกประเด็นคือ ผู้ที่ได้รับการบรรจุไปแล้วจะถูกดำเนินการอย่างไร รวมถึงรัฐจะมีมาตรการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยสุจริตหรือไม่
สำหรับนายวัส วิกฤตสอบท้องถิ่นครั้งนี้จึงไม่ได้จบอยู่ที่คำถามว่าใครจะมีชื่ออยู่ในบัญชีใหม่ แต่เป็นบททดสอบว่ารัฐจะสามารถแก้ไขความผิดพลาด โดยรักษาทั้งระบบคุณธรรมและหลักนิติธรรมไปพร้อมกันได้หรือไม่
แหล่งที่มา : เพจเฟซบุ๊ก วัส ติงสมิตร







