



4+





กลับบ้านสานต่อผ้าบาติก 30 ปีเจน 2 KiRee พางานคราฟต์คีรีวงไปไกลถึงยุโรป
คุยกับ ทายาทรุ่น 2 KiRee พลิกโฉมภูมิปัญญา 30 ปี ผ้าบาติก หมู่บ้านคีรีวงศ์ นครศรีธรรมราช ใช้ใบมังคุด สะตอ และพืชท้องถิ่นย้อมผ้าธรรมชาติ สร้างรายได้ให้ชุมชน 20 ครัวเรือน
KEY
POINTS
- 30 ปี ผ้าบาติกคีรีวง จากกลุ่มแม่บ้านรวมตัว ใช้ใบมังคุด สะตอ และพืชท้องถิ่นย้อมผ้าธรรมชาติ สู่ KiRee ผลงานสร้างชื่อหมู่บ้านคีรีวง จ.นครศรีธรรมราช สร้างรายได้ให้ชุมชนกว่า 20 ครัวเรือน
- ทายาทรุ่น 2 ชี้ งานคราฟต์อยู่ในดีเอ็นเอ ตื่นมาก็เห็นเลย
- ขอสานต่อภูมิปัญญา ทิ้งชีวิตเมืองกรุง กลับบ้านเกิด พลิกโฉมใหม่ เปลี่ยนดีไซน์ผ้าบาติก หวังขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ
"ใครจะคิดว่า...ใบมังคุด เปลือกขนุน ฝักสะตอ หรือแม้แต่ใบหูกวาง ที่หลายคนมองว่าเป็นเพียงเศษวัสดุจากธรรมชาติ จะกลายเป็นสีสันบนผืนผ้าบาติกที่งดงามได้"
นี่คือจุดเริ่มต้นของ KiRee แบรนด์ผ้าบาติกและงานคราฟต์จากบ้านคีรีวง จังหวัดนครศรีธรรมราช หมู่บ้านกลางหุบเขาที่ขึ้นชื่อเรื่องอากาศบริสุทธิ์ และอากาศดีที่สุดในประเทศไทยที่ต้องไปสัมผัสสักครั้ง และเป็นต้นกำเนิดของภูมิปัญญาการย้อมผ้าด้วยสีธรรมชาติที่สืบทอดมากว่า 30 ปี
ย้อนกลับไปในปี 2539 ชาวบ้านคีรีวงได้รวมตัวกันก่อตั้ง "กลุ่มมัดย้อมสีธรรมชาติบ้านคีรีวง" เพื่อสร้างอาชีพและรายได้ให้แม่บ้านในชุมชน ก่อนที่อีก 3 ปีต่อมา คุณแม่อารีย์ ขุนทน ผู้ได้รับการยกย่องเป็นครูช่างศิลปหัตถกรรม ประจำปี 2563 สาขางานย้อมสีธรรมชาติ จะต่อยอดภูมิปัญญานี้สู่การก่อตั้งแบรนด์ KiRee
ความพิเศษของ KiRee ไม่ได้อยู่แค่การใช้สีธรรมชาติ เพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นผู้บุกเบิกการนำพืชท้องถิ่นที่หาได้รอบหมู่บ้าน
ไม่ว่าจะเป็นใบมังคุด ฝักสะตอ เปลือกขนุน เปลือกลูกเนียง ใบหูกวาง หรือใบเพกา ที่กล่าวไปตั้งแต่ต้น มาเคี่ยวและสกัดสีด้วยกรรมวิธี ที่ใช้เวลานานข้ามวัน จนได้เฉดสีที่เป็นเอกลักษณ์ ก่อนถ่ายทอดลงบนผืนผ้าบาติกทุกผืน จนกลายเป็นงานฝีมือที่สะท้อนภูมิปัญญา และวิถีชีวิตของคนที่นี่ได้อย่างดี และยากจะหาชมจากที่อื่น
เจนสอง กลับบ้านสานต่อแบรนด์
แม้ KiRee จะเป็นแบรนด์ที่อยู่คู่บ้านคีรีวงมากว่า 30 ปี แต่วันนี้กำลังเดินหน้าสู่บทใหม่ ผ่านการส่งต่อจากรุ่นแม่สู่รุ่นลูก
"เพียว" สุอัตพงศ์ ขุนทน ทายาทรุ่นที่ 2 คือคนที่ตัดสินใจกลับจากกรุงเทพฯ หลังใช้ชีวิตและเรียนอยู่ในเมืองนานกว่าสิบปี เพื่อกลับมาสานต่อกิจการที่เติบโตมาพร้อมกับชุมชน
“แบรนด์เราก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2539 ก็คือ 30 กว่าปีแล้ว ตอนแรกคุณแม่ตั้งกลุ่มมาเพื่อที่จะทำอาชีพเสริมให้กับชาวบ้านในชุมชนที่ต้องการหารายได้เสริมหลังจากที่ไปทำสวนผลไม้มา พอว่างจากฤดูเก็บเกี่ยวแล้ว เขาก็จะไม่มีอะไรทำ ก็เลยตั้งกลุ่มขึ้นมาเพื่อที่จะเป็นอาชีพเสริมให้กับชาวบ้าน
โดยที่เอาภูมิปัญญาการย้อมสีธรรมชาติ การทำผ้าบาติกมาเป็นตัวสร้างรายได้ให้กับชุมชน โดยที่ผ้าบาติกของเราเนี่ย มีเอกลักษณ์ตรงที่ว่าเราเขียนเทียนด้วยมือ ลงสีด้วยสีธรรมชาติที่เก็บจากในหมู่บ้านเท่านั้น เช่น ใบมังคุด สะตอ เปลือกเงาะ เปลือกลูกเนียง พืชเศรษฐกิจในหมู่บ้าน เราเอามาทำเป็นสี สีที่ได้ก็จะมีความสวยงาม สดใส เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ แล้วก็คนงานที่ใช้ แรงงานที่ใช้ก็จะเป็นชาวบ้านทั้งหมด 100% เลย”
คุณแม่อยากให้ไปหาคอนเนกชั่นก่อนค่อยมาพัฒนาบ้านเกิด
เมื่อกลับมารับช่วงต่อ เพียวไม่ได้มองแค่การขายผ้า แต่ยังมองถึงการดูแลคนในชุมชน ปัจจุบันกลุ่มมีสมาชิกกว่า 20 ครัวเรือน สร้างรายได้ให้คนในพื้นที่นับร้อยชีวิต ทั้งยังช่วยหมุนเวียนเศรษฐกิจในหมู่บ้าน และดึงดูดนักท่องเที่ยวที่แวะมาเรียนรู้กระบวนการย้อมสีธรรมชาติด้วยตัวเอง
สิ่งที่เขาภูมิใจไม่แพ้กัน คือภูมิปัญญาที่เคยเริ่มต้นจากคีรีวง วันนี้ถูกนำไปต่อยอดในหลายพื้นที่
"เราเป็นกลุ่มแรก ๆ ที่ทำเรื่องนี้ ตอนนี้มีอีกหลายแบรนด์นำแนวคิดการย้อมสีธรรมชาติไปพัฒนาต่อ ซึ่งผมก็ดีใจ เพราะสุดท้ายแล้ว ภูมิปัญญาเหล่านี้ไม่ได้สร้างรายได้แค่ให้เรา แต่ยังสร้างโอกาสให้ชุมชนอื่น ๆ ด้วย"
เพียวบอกว่า เขาเพิ่งจะเข้ามาสานต่อธุรกิจได้เพียง 5 ปี หลังใช้ชีวิต เรียน และทำงานในกรุงเทพฯ นานเกือบ 10 ปี
เขาบอกว่า การกลับบ้านครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการสืบทอดธุรกิจของครอบครัว แต่เป็นการกลับมารักษาภูมิปัญญาที่บรรพบุรุษสร้างไว้ และช่วยให้คนในชุมชนยังมีอาชีพต่อไป
"แม่ตั้งใจให้เราออกไปใช้ชีวิตข้างนอกก่อน ไปเรียนรู้โลก ไปสร้างคอนเนกชัน แล้วค่อยกลับมาพัฒนาของที่บ้าน"
งานคราฟต์อยู่ในดีเอ็นเอ ตื่นมาก็เห็นเลย
สิ่งแรกที่เพียวลงมือทำ คือปรับภาพลักษณ์ของ KiRee ให้ร่วมสมัยขึ้น ทั้งดีไซน์ โทนสี และรูปแบบสินค้า เพื่อให้เข้าถึงลูกค้ารุ่นใหม่มากขึ้น โดยยังคงใช้เทคนิคการย้อมสีธรรมชาติและงานฝีมือแบบดั้งเดิมเหมือนเดิม
เขายอมรับว่า การออกแบบสินค้าไม่ใช่เรื่องยาก เพราะซึมซับงานเหล่านี้มาตั้งแต่เด็ก
"มันอยู่ในดีเอ็นเอ ตื่นมาก็เห็นแม่กับชาวบ้านทำผ้าบาติกทุกวัน"
แต่สิ่งที่ยากกว่าการออกแบบ กลับเป็นการทำให้คนในชุมชนเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องจำเป็น เพราะแรงงานทั้งหมดของ KiRee คือชาวบ้านในคีรีวง หลายคนคุ้นเคยกับลวดลายและวิธีทำแบบเดิม จึงไม่มั่นใจว่างานดีไซน์ใหม่จะขายได้
แทนที่จะบอกให้ทุกคนเปลี่ยน เพียวเลือกพิสูจน์ด้วยผลลัพธ์ เขาขอให้ชาวบ้านลองผลิตแบบใหม่เพียงจำนวนหนึ่ง แล้วนำไปวางขายคู่กับแบบเดิม จากนั้นนำยอดขายมาเปรียบเทียบกันในการประชุมประจำเดือน
เมื่อทุกคนเห็นว่าสินค้าดีไซน์ใหม่ได้รับความนิยมมากกว่า ความกังวลก็ค่อย ๆ ลดลง และเริ่มเปิดใจทดลองลวดลาย รูปแบบการตัดเย็บ รวมถึงยกระดับมาตรฐานสินค้าไปพร้อมกัน
ลูกค้ายุโรปชอบ
วันนี้ ผ้าบาติกจากคีรีวงเดินทางไปถึงลูกค้าในญี่ปุ่น จีน และเกาหลีแล้ว แต่เพียวบอกว่า ตลาดที่ตอบรับงานของ KiRee มากที่สุดกลับเป็นยุโรป
หลายครั้ง ลูกค้าต่างชาติรู้จักแบรนด์ผ่านงานแสดงสินค้า ก่อนจะติดต่อให้นำสินค้าไทยไปวางจำหน่ายในต่างประเทศ ทำให้ผลงานจากหมู่บ้านเล็ก ๆ กลางหุบเขา ค่อย ๆ เป็นที่รู้จักในระดับสากล
แม้ KiRee จะเติบโตขึ้น แต่สำหรับชาวบ้านแล้ว การทำผ้าบาติกยังเป็นอาชีพเสริมควบคู่กับการทำสวนผลไม้ ไม่ว่าจะเป็นสวนมังคุดหรือสวนทุเรียน เมื่อว่างจากงานในสวนก็จะมาช่วยกันทำผ้า เป็นรายได้อีกทางที่ช่วยหล่อเลี้ยงครอบครัว
เมื่อถามถึงคนรุ่นใหม่ที่กำลังค้นหาเส้นทางชีวิต เพียวไม่ได้ชวนให้ทุกคนกลับบ้าน แต่ชวนให้กลับไปมอง "ราก" ของตัวเอง
หากยังไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอะไร ลองมองดูชุมชนของตัวเองว่ายังมีภูมิปัญญา วิถีชีวิต หรือทรัพยากรอะไรที่สามารถต่อยอดได้ เพราะบางครั้ง โอกาสที่ดีที่สุด อาจอยู่ใกล้ตัวกว่าที่คิด
"ผมใช้ชีวิตอยู่กรุงเทพฯ เกือบสิบปี แต่พอกลับบ้านก็ไม่รู้สึกว่าปรับตัวยาก เพราะสุดท้ายแล้ว บ้านเกิดก็คือบ้านเกิดของเรา" เพียว สุอัตพงศ์ กล่าวทิ้งท้าย
เครดิตภาพ : เพจ KiRee



4+












