
IEA เตือนจีนคุมแร่หายาก(แรร์เอิร์ธ) เสี่ยงอุตสาหกรรมโลกสะดุด
IEA เตือนหากจีนบังคับใช้มาตรการคุมส่งออกแร่หายากเต็มรูปแบบ อาจกระทบมูลค่าการผลิตทั่วโลกกว่า 6.5 ล้านล้านดอลลาร์ โดยเฉพาะสหรัฐฯ และยุโรป
สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency: IEA) เตือนว่า หากจีนบังคับใช้มาตรการควบคุมการส่งออกแร่หายาก (Rare Earths) อย่างเต็มรูปแบบ อาจส่งผลกระทบต่อภาคการผลิตปลายน้ำทั่วโลกที่มีมูลค่าสูงถึง 6.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยอุตสาหกรรมยานยนต์ เทคโนโลยีขั้นสูง กลาโหม และพลังงาน จะเผชิญความเสี่ยงด้านห่วงโซ่อุปทานอย่างหนัก ขณะที่สหรัฐฯ และยุโรปจะได้รับผลกระทบมากที่สุด
รายงาน Global Critical Minerals Outlook ของ IEA ระบุว่า จีนซึ่งเป็นผู้ผลิตแร่หายากรายใหญ่ที่สุดของโลก ได้ขยายมาตรการควบคุมการส่งออกตั้งแต่เดือนตุลาคมปีที่ผ่านมา ครอบคลุมแร่และวัสดุสำคัญเพิ่มเติม พร้อมกำหนดระบบใบอนุญาตส่งออกใหม่ แม้ภายหลังจะตกลงเลื่อนการบังคับใช้ออกไปเป็นเวลา 1 ปี แต่หากมาตรการดังกล่าวมีผลเต็มรูปแบบ จะสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อภาคอุตสาหกรรมทั่วโลก
แร่หายากเป็นกลุ่มโลหะ 17 ชนิดที่แม้ใช้ในปริมาณไม่มาก แต่เป็นวัตถุดิบสำคัญสำหรับการผลิตสินค้าหลากหลายประเภท ตั้งแต่รถยนต์ เครื่องบิน อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เซมิคอนดักเตอร์ ไปจนถึงระบบอาวุธและเทคโนโลยีด้านกลาโหม
IEA ระบุว่า หากจีนใช้มาตรการควบคุมการส่งออกอย่างเข้มงวด มูลค่าการผลิตในภาคอุตสาหกรรมปลายน้ำนอกประเทศจีนกว่า 6.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ จะเผชิญความเสี่ยงจากการขาดแคลนวัตถุดิบ โดยเศรษฐกิจของสหรัฐฯ และยุโรปเพียงสองภูมิภาคจะคิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของผลกระทบทั้งหมด
นายฟาติห์ บิรอล ผู้อำนวยการบริหาร IEA กล่าวว่า การวิเคราะห์ล่าสุดสะท้อนให้เห็นว่า มูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาลของโลกต้องพึ่งพาแร่ธาตุสำคัญในปริมาณที่ไม่มากนัก แต่ห่วงโซ่อุปทานยังคงกระจุกตัวอยู่ในประเทศผู้ผลิตเพียงไม่กี่แห่ง ทำให้ระบบการผลิตทั่วโลกมีความเปราะบางและเสี่ยงต่อการหยุดชะงัก
นอกจากแร่หายากแล้ว IEA ยังแสดงความกังวลต่อมาตรการควบคุมการส่งออก กราไฟต์ (Graphite) ของจีน ซึ่งประกาศพร้อมกันในช่วงเดียวกันและถูกเลื่อนการบังคับใช้ออกไปเช่นกัน โดยกราไฟต์เป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า (EV)
รายงานประเมินว่า หากจีนบังคับใช้มาตรการดังกล่าวเต็มรูปแบบ จะทำให้ภาคการผลิตปลายน้ำนอกประเทศจีนที่มีมูลค่าราว 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เผชิญความเสี่ยงด้านวัตถุดิบ เนื่องจากจีนครองสัดส่วนกำลังการผลิตกราไฟต์แปรรูปมากกว่า 90% ของโลก
ท่ามกลางความกังวลดังกล่าว รัฐบาลประเทศตะวันตกได้เร่งสร้างห่วงโซ่อุปทานแร่สำคัญทางเลือกเพื่อลดการพึ่งพาจีน โดย IEA ระบุว่า เงินสนับสนุนจากภาครัฐสำหรับโครงการเหมืองแร่และโรงงานแปรรูปแห่งใหม่ เพิ่มขึ้นมากกว่า 4 เท่า ระหว่างปี 2566-2568 แตะระดับ 65,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ขณะเดียวกัน โครงการก่อสร้างโรงงานแปรรูปแร่หายากแห่งใหม่ในสหรัฐฯ และมาเลเซีย ช่วยลดส่วนแบ่งตลาดการแปรรูปแร่หายากของจีนลงเหลือ 85% ในปีที่ผ่านมา จาก 90% ในปี 2566 และหากโครงการต่าง ๆ ดำเนินการได้ตามแผน IEA คาดว่าส่วนแบ่งตลาดของจีนอาจลดลงเหลือประมาณ 70% ภายในปี 2578
อย่างไรก็ตาม IEA เตือนว่า แม้หลายประเทศจะเร่งกระจายแหล่งผลิตและลงทุนในห่วงโซ่อุปทานใหม่ แต่จีนยังคงมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในตลาดแร่สำคัญของโลก ทำให้การเปลี่ยนผ่านไปสู่ห่วงโซ่อุปทานที่มีความหลากหลายและมั่นคงมากขึ้น ยังต้องใช้เวลาและการลงทุนอีกเป็นจำนวนมาก.







