
ประธาน ส.อ.ท. กังวล ภาษีสหรัฐ-หนี้ครัวเรือน อุปสรรค SME ครึ่งปีหลัง
“พิมพ์ใจ” ประธาน ส.อ.ท. ชี้ ครึ่งปีหลัง "หนี้ครัวเรือนสูง" จุดอ่อน ฉุดกำลังซื้อ ดันนโยบาย MiT ชู "สินค้าไทย" สู้ศึกมาตรการภาษีสหรัฐฯ
นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึง 1 ในนโยบายที่ต้องขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่องของ ส.อ.ท. คือ นโยบาย “Made in Thailand” (MiT) เพื่อส่งเสริมให้หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน หันมาให้การสนับสนุนสินค้าที่ผลิตในประเทศไทยมากขึ้น รวมถึงสร้างความเชื่อมั่นต่อคู่ค้าในต่างประเทศ ซึ่งดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2563 ว่า
ปัจจุบันโครงการ MiT ซึ่งกำหนดให้สินค้าที่ได้รับการรับรองต้องมีสัดส่วนวัตถุดิบหรือการผลิตภายในประเทศไม่น้อยกว่า 40% สามารถสร้างยอดจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐได้มากกว่า 100,000 ล้านบาท ต่อปี ส่งผลให้มีเม็ดเงินไม่น้อยกว่า 40,000 ล้านบาท กระจายไปยังผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะกลุ่ม SME
ส.อ.ท.จึงเสนอให้รัฐบาลเพิ่มสัดส่วนการจัดซื้อสินค้า MiT เป็น 200,000 ล้านบาท เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ และต่อลมหายใจให้กับผู้ประกอบการรายกลางและรายย่อย ขณะเดียวกันผู้ประกอบการที่ได้รับการรับรอง MiT ยังได้รับแต้มต่อด้านราคาประมาณ 5% ในการเข้าร่วมประมูลงานภาครัฐ ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้สินค้าไทย
นางพิมพ์ใจ กล่าวว่า สำหรับสถานการณ์ครึ่งปีหลัง จากกรณีที่สหรัฐอเมริกาเริ่มกลับมาใช้มาตรการ มาตรา 301 (Section 301) เกี่ยวกับภาษี ซึ่งส่งผลให้ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ถูกสอบสวนนั้น ยอมรับว่าเป็นประเด็นที่น่ากังวล
อย่างไรก็ตาม ส.อ.ท. เชื่อมั่นว่าจะสามารถชี้แจงข้อมูลต่อคู่ค้าได้ โดยจะใช้การ "พิสูจน์สิทธิความเป็นสินค้าไทย" ผ่านนโยบาย Made in Thailand เพื่อยืนยันว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวผลิตโดยคนไทยและมีแหล่งกำเนิดในประเทศไทยอย่างแท้จริง ซึ่งนอกจากจะช่วยลดแรงเสียดทานจากมาตรการกีดกันทางการค้าแล้ว ยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นในมาตรฐานสินค้าไทยในเวทีสากลอีกด้วย
แต่เรื่องหนี้ครัวเรือนสูง ก็ยังคงเป็นปัญหาฉุดกำลังซื้อ โดยประธาน ส.อ.ท. ระบุว่าปัจจัยท้าทายสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในปีนี้คือ ภาวะหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อกำลังซื้อของประชาชนและทำให้เศรษฐกิจภายในประเทศชะลอตัว
ทั้งนี้ ส.อ.ท. ฝากความหวังไว้กับมาตรการ "ไทยช่วยไทยพลัส" ของรัฐบาล วงเงินกว่า 200,000 ล้านบาท ที่คาดว่าจะช่วยบรรเทาความยากลำบากและกระตุ้นการใช้จ่าย ซึ่งจะส่งผลให้ตัวเลข GDP ปรับตัวดีขึ้น
สภาอุตสาหกรรมฯ ยืนยันที่จะเดินหน้าผลักดันการใช้สินค้าไทยผ่านกลไกต่างๆ เพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบการในประเทศเข้มแข็งพอที่จะแข่งขันได้ท่ามกลางอุปสรรคทางเศรษฐกิจที่ยังคงมีความไม่แน่นอนสูงในครึ่งปีหลังนี้







