posttoday
หอการค้า จับตาอินเดีย ตลาดใหม่ โอกาสดันแพลนต์เบสไทยโต

หอการค้า จับตาอินเดีย ตลาดใหม่ โอกาสดันแพลนต์เบสไทยโต

26 พฤษภาคม 2569

จับตาอินเดีย ตลาดผู้บริโภคใหม่ที่อาจดันสินค้าไทยโตแรง โดยเฉพาะอาหารสุขภาพ Plant-based มังสวิรัติ เสนอรัฐเร่งผลักดันการค้า หนุนซอฟพาวเวอร์ไทยรับกระแส

เมื่อ “อินเดีย” กำลังก้าวขึ้นเป็นตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่ของโลก คำถามคือ ไทยจะคว้าโอกาสนี้ได้อย่างไร โดยเฉพาะในธุรกิจ “อาหารอนาคต” ที่กำลังเติบโต ทั้ง Plant-based อาหารสุขภาพ และสินค้า Ready-to-eat 

 

ถอดรหัส Future Food

ดร.วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยและประธานคณะกรรมการอาหารแปรรูปและอาหารแห่งอนาคต กล่าวในงานสัมมนา “เปิดแมพ : อินเดีย ตลาดใหม่ที่โลกกำลังจับตา และทิศทางนวัตกรรมอาหารอนาคต” ว่า  Plant-based ในปัจจุบันไปไกลกว่าแค่การทำเนื้อเทียม (Plant-based meat) แต่รวมถึง นมทางเลือก (Alternative Milk) เช่น นมอัลมอนด์ นมถั่วเหลือง นมโอ๊ต และนมพิสตาชิโอ ซึ่งกำลังได้รับความนิยมในร้านกาแฟ 

 

นอกจากนี้ยังมี Plant-rich เพื่อสื่อถึงการทานอาหารที่มีพืชผักเป็นส่วนประกอบหลัก ซึ่งสอดคล้องกับพื้นฐานของคนอินเดียที่เป็นมังสวิรัติ (Vegetarian) ถึง 30-40%  นี่คือพื้นฐานสำคัญที่ทำให้อาหารประเภทพืชผักไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับพวกเขา 

 

"อินเดีย"ตลาดที่สร้างมาเพื่อ Plant-based

ดร.วิศิษฐ์ กล่าวต่อว่า ข้อมูลเชิงลึกที่น่าสนใจจากการพูดคุยกับชาวอินเดียโดยตรงพบว่า ชาวอินเดียที่ทานมังสวิรัติมาตั้งแต่เกิดจะมีประสาทสัมผัสที่ไวต่อกลิ่นเนื้อสัตว์มาก

 

"ความคุ้นเคยตั้งแต่วัยเด็กนี้เองที่เป็นทั้งโอกาสและข้อควรระวัง การจะนำสินค้าไปตีตลาดอินเดียจึงไม่ใช่แค่การทำเนื้อเทียมให้เหมือนเนื้อสัตว์ที่สุด แต่คือการทำอาหารจากพืชให้อร่อยในแบบที่เขาคุ้นเคย"

 

Probiotic & Fermentation อินเดียมีความคุ้นเคยกับอาหารหมักดองอยู่แล้ว จึงเป็นโอกาสของสินค้ากลุ่มโปรไบโอติกที่ช่วยเรื่องระบบทางเดินอาหาร เช่น นมเปรี้ยว โยเกิร์ต หรือแม้แต่การพัฒนาอาหารหมักดองพื้นบ้านของไทยให้เป็นสินค้าสากล ส่วนเครื่องปรุงรสเพื่อสุขภาพ มีความต้องการเครื่องปรุงรสไทย (น้ำปลา, ซีอิ๊ว, น้ำมันหอย) ในรูปแบบ Low Sodium หรือโซเดียมต่ำ เพื่อตอบโจทย์กลุ่มคนรักสุขภาพ

 

และ Snack จากพืช สินค้าประเภทผักชุบแป้งทอดหรือขนมขบเคี้ยวที่ทำจากพืชที่มีประโยชน์และมีรสชาติอร่อย (Reasonable Price) มีโอกาสเติบโตได้ดี

 

โอกาสจาก "Soft Power" อินเดียกำลังตามรอยจีน

ความนิยมในอาหารไทยได้รับอิทธิพลอย่างมากจากการที่ชาวอินเดียเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยมากขึ้น ทำให้เกิดการเรียนรู้วัฒนธรรมและรสชาติอาหารไทยแท้ 

 

ปรากฏการณ์นี้เคยเกิดขึ้นกับตลาดจีนมาแล้ว เช่น กระแสความนิยมซุปเปอร์ขาไก่หรือตีนไก่ในหมู่คนจีน หรือแม้แต่สินค้าอุปโภคอย่าง ยาดมและยาหม่อง ที่นักท่องเที่ยวอินเดียต้องหาซื้อกลับบ้านจนกลายเป็นไอเทมที่ต้องมีในซูเปอร์มาร์เก็ต

 

ดร.วิศิษฐ์ เชื่อว่า อิทธิพลจากการได้มาสัมผัสรสชาติอาหารไทยแท้ๆ ในท้องถิ่น (Local Experience) จะเป็นแรงผลักดันให้เกิดความต้องการสินค้าอาหารไทยเมื่อพวกเขากลับไปอินเดีย ซึ่งรวมถึงกลุ่ม Future Food ที่ไทยมีศักยภาพในการผลิตด้วย ทว่าจุดที่ Future Food เข้ามาตอบโจทย์ หากเราสามารถทำอาหารที่มีส่วนประกอบของพืชให้เยอะขึ้นและทานง่ายขึ้น จะช่วยให้เป้าหมายการมีสุขภาพดีเป็นเรื่องที่ทำได้จริง สำหรับตลาดอินเดียที่มีพื้นฐานการกินพืชอยู่แล้ว สินค้า Future Food ของไทยที่เน้นสารอาหารครบถ้วนและรสชาติถูกปาก จึงมีโอกาสที่จะเข้าไปอยู่ในมื้ออาหารประจำวันของพวกเขาได้อย่างแนบเนียน

 

สุดท้ายแล้วประเทศไทยมีความพร้อมอย่างมากในการก้าวสู่การเป็นผู้นำด้าน Future Food โดยมีอินเดียเป็นยุทธศาสตร์สำคัญ หัวใจของการเติบโตไม่ได้อยู่ที่การส่งออกสินค้าเดิมๆ แต่คือการใช้ นวัตกรรม มาสร้างโปรตีนทางเลือกและอาหารฟังก์ชันที่ตอบโจทย์ความแตกต่างทางวัฒนธรรม

 

หากผู้ประกอบการไทยสามารถใช้ประโยชน์จากกระแสการท่องเที่ยว และปรับปรุงผลิตภัณฑ์ให้เข้ากับรสนิยมท้องถิ่นอย่างมัสซาลา พร้อมทั้งชูจุดเด่นด้านสุขภาพตามมาตรฐานสากล ตลาดอินเดียที่มีประชากรมหาศาลย่อมไม่ใช่เรื่องยาก

 

สุดท้าย ดร.วิศิษฐ์ ได้ฝากประเด็นสำคัญไว้ 3 เรื่องเพื่อให้รัฐช่วยผลักดัน ได้แก่ 

 

1. การเจรจาทางการค้าและภาษี การยกระดับ FTA ไทย-อินเดีย รัฐบาลควรเพิ่มความเข้มข้นในการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย-อินเดีย ให้มีผลในเชิงลึกมากขึ้น โดยเฉพาะการเจรจาเพื่อ ลดภาษีนำเข้าให้เหลือ 0% หรือต่ำที่สุดในกลุ่มสินค้าเกษตรและอาหารที่ไทยมีศักยภาพและเป็นที่ต้องการในอินเดีย

 

2.การสร้างมาตรฐานที่ยอมรับร่วมกัน (Harmonization) ควรมีการเจรจาเพื่อให้เกิดการยอมรับเอกสารมาตรฐานสินค้าและใบรับรองต่าง ๆ ร่วมกัน เพื่อให้สินค้าที่ผ่านการตรวจสอบจากหน่วยงานไทยสามารถเข้าสู่อินเดียได้โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการที่ซับซ้อนซ้ำซ้อน

 

3. การสนับสนุนด้านกฎระเบียบและฉลากสินค้า การจัดทำคู่มือฉลากสินค้าเชิงเปรียบเทียบ ข้อเสนอใหสถาบันอาหารร่วมกับหน่วยงานรัฐจัดทำคู่มือฉลากสินค้าที่ชัดเจน โดยใช้ฉลากไทยเป็นบรรทัดฐานแล้วระบุว่า "ต้องเพิ่มอะไร" หรือ "ต้องตัดอะไรออก" เพื่อให้เป็นไปตามกฎระเบียบของอินเดียซึ่งจะช่วยลดเวลาและค่าใช้จ่ายให้กับ SME ได้อย่างมหาศาล

 

รวมถึงการให้ความรู้เรื่องมาตรฐานรัฐควรช่วยเตรียมความพร้อมให้ผู้ประกอบการในการขึ้นทะเบียนกับ อย. อินเดีย และทำความเข้าใจกฎหมายฉลากที่เข้มงวด เช่น การระบุราคาขายปลีกสูงสุด ซึ่งหากทำผิดจะมีโทษหนัก

 

 

 

ข่าวล่าสุด

หอการค้า จับตาอินเดีย ตลาดใหม่ โอกาสดันแพลนต์เบสไทยโต

หอการค้า จับตาอินเดีย ตลาดใหม่ โอกาสดันแพลนต์เบสไทยโต