posttoday
สสว.-กระทรวงอุตฯ ฉีดงบกว่า หมื่นล้าน อุดช่องโหว่เงินทุน SME ?

สสว.-กระทรวงอุตฯ ฉีดงบกว่า หมื่นล้าน อุดช่องโหว่เงินทุน SME ?

23 พฤษภาคม 2569

เมื่อ “NPL” กลายเป็นตราบาปของผู้ประกอบการรายเล็ก รัฐจึงต้องงัดมาตรการพิเศษอุ้ม SME ครั้งใหญ่ ทั้งดอกเบี้ย 1% และวงเงินหลายพันล้านบาท แต่ยังมีคำถามทำไม SME ยังเข้าไม่ถึง

เพราะ SME คือกลุ่มธุรกิจส่วนใหญ่ของประเทศ ที่ระดับเจ้าสัวยังเอ่ยปากเป็นเสียงเดียวกันในการประชุมร่วมกับคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ว่า เอกชนขนาดใหญ่อยู่ได้ โดยรัฐบาลไม่ต้องช่วย ขอให้ช่วย SME ก็พอ เพราะไม่เช่นนั้น หาก SME ตาย เอกชนรายใหญ่ก็จะอยู่ไม่ได้

ที่ผ่านมา โพสต์ทูเดย์ ได้นำเสนอ ซีรีส์เกี่ยวกับนโยบายรัฐ สินเชื่อแบงก์รัฐ และ แบงก์เอกชน

https://www.posttoday.com/business/742589
https://www.posttoday.com/business/742704
https://www.posttoday.com/business/742766
 

ซึ่งต่างให้ความสำคัญทั้งในเชิงนโยบายและการปล่อยสินเชื่อพิเศษสำหรับ SME แต่ก็ยังไม่สามารถอุดช่องโหว่ได้หมด ทำให้ต้องมีอีก 2 หน่วยงานสำคัญ ในการเติมเต็ม SME ที่ติดอุปสรรคไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อแบบทั่วไปได้ โดยเฉพาะประเด็นเรื่อง NPL นั่นคือ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) และ กองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ ภายใต้กระทรวงอุตสาหกรรม 

เปิดแผน สสว.ทุ่ม 8 พันล้าน ปิดช่องโหว่ NPL

สำหรับโครงสร้างแผนปฏิบัติการส่งเสริม SME ปี 2569 แบ่งออกเป็น 3 แผนหลัก รวม 143 โครงการ วงเงิน 8,281.93 ล้านบาท ได้แก่ 

1. แผนยกระดับ SME ขนาดกลางและขนาดย่อมให้เข้มแข็งและแข่งขันได้ วงเงิน 4,259.59 ล้านบาท ครอบคลุมถึง 99 โครงการ 

2. แผนขับเคลื่อนนโยบายซอฟต์พาวเวอร์ วงเงิน 3,928.40 ล้านบาท จำนวน 35 โครงการ และ  3. แผนงานอื่น ๆ เพื่อการส่งเสริม SME วงเงิน 212.27 ล้านบาท รวมจำนวน 9 โครงการ

เป้าหมายสำคัญคือการสร้างโครงสร้างอนาคตของเอสเอ็มอีไทยไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

หนึ่งในมาตรการที่ถูกจับตา คือการแก้โจทย์ใหญ่เรื่อง การเข้าถึงแหล่งเงินทุน ซึ่งจากการสำรวจของ สสว. พบว่าเป็นปัญหาอันดับหนึ่งของ SME โดยเฉพาะกลุ่มที่กลายเป็น NPL และถูกปิดประตูสินเชื่อจากระบบธนาคาร

โครงการเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำเพียง 1% วงเงินรวม 1,200 ล้านบาท ร่วมกับธนาคาร SME D Bank และ EXIM Bank โดยใช้เงินจากกองทุนส่งเสริม SME ของ สสว. ทำให้ ผู้ประกอบการที่ติดสถานะ NPL ก็สามารถยื่นขอกู้ได้ ไม่อยู่ภายใต้เกณฑ์เข้มงวดของ ธปท. พร้อมเสริมกลไกค้ำประกันผ่าน บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เพื่อเพิ่มโอกาสเข้าถึงสินเชื่อ

“เรามองว่า NPL ไม่ได้แปลว่าไม่มีศักยภาพ แต่คือธุรกิจที่สะดุดจากวิกฤต หากเติมเงิน เติมเวลา และเติมความรู้ เขาจะกลับมาได้” ปณิตา ชินวัตร รองผู้อำนวยการสำนักงาน รักษาการแทนผู้อำนวยการ สสว. เปิดเผยถึงเจตนารมณ์ของแผนส่งเสริม SME ปี 69 พร้อมเชิญชวนให้ SME เข้ามาร่วมโครงการกัน ที่สำคัญ คือ ถ้ามากู้แล้ว อย่าหายไปไหน 

อีกหนึ่งในไฮไลต์ใหม่ของ สสว. ในการดำเนินงานในปี 2569 คือ การผลักดันให้เกิดโอกาสใหม่สำหรับ SME มากกว่าที่ผ่านมา โดยเฉพาะการขยายตลาดจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ (Thai SME-GP) ซึ่งเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศ วงเงินรวมกว่า 1.8 ล้านล้านบาทต่อปี พร้อมปรับมาตรการ “แต้มต่อ” ให้ SME แข่งขันได้มากขึ้น จากเดิมที่เคยได้แต้มต่ออยู่ที่ 10-15% โดย สสว.เตรียมขยายแต้มต่อให้เพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม และเพิ่มกลไกตรวจสอบเพื่อป้องกันการสวมสิทธิจากธุรกิจขนาดใหญ่ สร้างการแข่งขันที่เป็นธรรม ป้องกันการสวมสิทธิจากธุรกิจรายใหญ่

นี่เป็นครั้งแรกที่แนวคิด Thai SME-GP จะถูกขยายไปสู่ การจัดซื้อจัดจ้างของภาคเอกชนรายใหญ่ เปิดทางให้ SME ไทยเข้าสู่ซัพพลายเชนบริษัทชั้นนำ โดย สสว. จะช่วยยกระดับมาตรฐาน คุณภาพ และระบบบริหาร เพื่อให้แข่งขันได้จริง

กองทุนเอสเอ็มอี อัดฉีด 3 พันล้าน สารพัดสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ

ขณะที่กระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการส่งเสริมและสนับสนุน SME ก็มีกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ ซึ่งในปี 2569 อัดฉีดงบประมาณ 3,000 ล้านบาท เปิดตัวโครงการสินเชื่อใหม่เพื่อสนับสนุนเงินทุนดอกเบี้ยต่ำให้แก่ผู้ประกอบการในการต่อยอดพัฒนาธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน พร้อมอัดฉีดอีก 20 ล้านบาท ผ่านโครงการส่งเสริมและพัฒนา SME แบ่งออกเป็น 3 ผลิตภัณฑ์สินเชื่อได้แก่ 

โครงการสินเชื่อเพื่อเพิ่มขีดความสามารถธุรกิจ หรือ "เสือติดปีก เฟส 2" มุ่งเน้นกลุ่ม SMEs ศักยภาพในอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ต้องการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยี อัตราดอกเบี้ยคงที่ 3 – 5 % วงเงินกู้สูงสุดรายละ 15 ล้านบาท ระยะเวลากู้ยาวถึง 10 ปี

โครงการสินเชื่อเสริมสภาพคล่องธุรกิจ หรือ "คงกระพัน เฟส 2" สำหรับเป็นเงินทุนหมุนเวียนให้ธุรกิจฟันฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจได้ อัตราดอกเบี้ยคงที่  5 - 7%  วงเงินสูงสุด 5 ล้านบาท ระยะเวลากู้ยืม 3 ปี 

โครงการสินเชื่อเติมทุนหนุนธุรกิจ (Top up) วงเงิน 500 ล้านบาท สำหรับลูกหนี้เดิมของกองทุนที่มีประวัติการชำระหนี้ดีเยี่ยม (เกรด A) ต่อเนื่อง 12 เดือน เพื่อเสริมสภาพคล่องเพิ่มเติมในอัตราดอกเบี้ยคงที่พิเศษ 2.5%  และ 3.5%  วงเงินสูงสุด 3 ล้านบาท 

นอกจากนี้ กองทุนฯ ยังได้ดำเนินการเชิงรุกเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้ลูกหนี้สินเชื่อกองทุน ผ่านโครงการส่งเสริมและพัฒนาเอสเอ็มอี จำนวน 3 โครงการ งบประมาณ 20 ล้านบาท ประกอบด้วย 

1.โครงการเสริมแกร่งธุรกิจ การเงินดีมีทุนหนุนเติบโต (Financial Shield) ที่มุ่งสร้างทักษะการบริหารการเงินและจัดการหนี้ ผ่านการให้คำปรึกษาเชิงลึกและฝึกอบรมด้านการบริหารจัดการการเงิน การเสริมสภาพคล่องธุรกิจ และบริหารจัดการหนี้อย่างมีประสิทธิภาพ มีเป้าหมายผู้เข้าร่วม 100 กิจการ 400 คน

2. โครงการพัฒนาประสิทธิภาพธุรกิจเพิ่มผลผลิตพิชิตต้นทุน (Productivity Accelerator) ที่ช่วยในการปรับเปลี่ยนกระบวนการบริหารจัดการธุรกิจ ผ่านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อลดต้นทุนและปรับปรุงกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยมีเป้าหมายผู้เข้าร่วม 200 กิจการ 400 คน 

3. โครงการเตรียมพร้อมธุรกิจ ขยายโอกาสยกระดับสู่อนาคต (Global & Future Readiness) เพื่อยกระดับศักยภาพธุรกิจ และเตรียมความพร้อมสำหรับอนาคต โดยการขยายตลาดใหม่ เสริมสร้างองค์ความรู้ด้านมาตรฐานระดับสากล รวมถึงการพัฒนาองค์กรอย่างยั่งยืนด้วย ESG สำหรับการขยายตลาดสู่ระดับโลก โดยมีกิจกรรมเชื่อมโยงคู่ค้าทั้งในและต่างประเทศสำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมศักยภาพ จำนวน 100 กิจการ 200 คน 

คำถามคือ แล้วทำไมตัวเลขการปิดกิจการ SME ยังคงพุ่งสูงอยู่อย่างต่อเนื่อง และเหตุใดเหล่าเจ้าสัวจึงเป็นห่วง SME ถึงขนาดมีบางคนคาดการณ์ว่า จากนี้คือ เผาจริง ของ SME

โพสต์ทูเดย์ ชวนติดตาม “ความจริงอันโหดร้าย” ของ SME ที่ไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อและมาตรการความช่วยเหลือของรัฐและเอกชนได้ในตอนถัดไป

ข่าวล่าสุด

“อนุทิน” จับมือ IEA เสริมเกราะพลังงานไทย เร่งพลังงานสะอาด ดันประเทศสู่ OECD

“อนุทิน” จับมือ IEA เสริมเกราะพลังงานไทย เร่งพลังงานสะอาด ดันประเทศสู่ OECD