
ศึกสตาร์ทอัพอาเซียน ไทยถูกเวียดนามไล่จี้ อินโดฯ-มาเลเซียทิ้งห่างไม่ไกล
ในสมรภูมิสตาร์ทอัพอาเซียน เวียดนามถูกจับตา เป็น Fast Mover คู่ไทย ส่วนอินโดนีเซีย-มาเลเซีย ทิ้งห่างไม่ไกล ใช้พลังประชากรสร้างยูนิคอร์น NIA ชี้ไทยต้องเร่งเครื่องรักษาความสามารถแข่งขัน ผลักดัน Medical และ Wellness
ในแผนที่สตาร์ทอัพโลกปัจจุบัน ประเทศไทยกำลังยืนอยู่ที่อันดับ 49 ของโลก เมืองที่มีระบบนิเวศสตาร์ทอัพดีที่สุด แม้จะดูเป็นตัวเลขที่น่าพึงพอใจ แต่หากมองลึกลงไปในภูมิภาคอาเซียน เรากำลังถูกล้อมรอบด้วยคู่แข่งที่น่ากลัวอย่าง เวียดนาม ที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด และอินโดนีเซีย ที่ได้เปรียบด้านขนาดตลาดอย่างมหาศาล
"ยศชนัน" เผยข่าวดี ไทย ติด Top 50 เมืองที่มีระบบนิเวศสตาร์ตอัปดีที่สุดในโลก
การจะก้าวไปถึงอันดับต้น ๆ จึงต้องอาศัยการวิเคราะห์จุดแข็งจุดอ่อนเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้านอย่างละเอียด
“โพสต์ทูเดย์” ได้พูดคุยกับ ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) ถึงมุมมองและโอกาสของไทย โดย ดร.กริชผกาบอกว่า ในอาเซียน สิงคโปร์ค่อนข้างนำไปไกล
“เวียดนาม” Fast Mover ที่น่าเกรงขาม
เวียดนาม ปีนี้อยู่อันดับ 50 ของโลก แม้จะมีอันดับตามหลังไทยอยู่เพียงก้าวเดียว แต่สถิติการเติบโตนั้นน่าสนใจมาก เพราะเวียดนามขยับอันดับขึ้นมาถึง 5 ขั้นจากปีก่อน ขณะที่ไทยขยับเพียง 4 ขั้น ทำให้เวียดนามถูกมองว่าเป็น "Fast Mover" ในภูมิภาคนี้
ความได้เปรียบของเวียดนาม จุดแข็งที่สำคัญที่สุดคือ "นโยบายที่เบ็ดเสร็จ" โดยเฉพาะในโฮจิมินห์ซิตี้ ที่มีนโยบายการบริหารจัดการภายในเมืองที่มีความเบ็ดเสร็จเด็ดขาด โดยผู้ดูแลเมืองมีอำนาจในการตัดสินใจและบริหารจัดการทุกอย่างได้ในจุดเดียว ตัวอย่างที่ชัดเจนคือเรื่องการขออนุญาตจากองค์การอาหารและยา (FDA) ซึ่งเดิมมีจุดติดต่อหลายแห่ง แต่โฮจิมินห์ได้รวมศูนย์อำนาจการดูแลหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้ง 4 ส่วนมาไว้กับคนเดียวในเมือง ทำให้การทำงานร่วมกันมีความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา โฮจิมินห์เปลี่ยนไปมาก มีไลฟ์สไตล์ที่เป็นสากลมากขึ้น นอกจากนี้ยังได้เปรียบเรื่องความใกล้ชิดทางภูมิศาสตร์กับประเทศจีน จนแทบจะกลายเป็นเมืองที่ทำงานเชื่อมโยงเป็นเนื้อเดียวกัน ทำให้ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนมหาศาล
อย่างไรก็ตาม แม้โฮจิมินห์จะเติบโตเร็ว และมีข้อดีด้านเมืองท่าและการค้า แต่มองว่าไทยยังมีความได้เปรียบด้านความน่าอยู่ (Hospitality)
ในด้านโครงสร้างพื้นฐานและพลังงาน เช่น เทคโนโลยี EV เวียดนามยังไม่ได้ล้ำหน้าไปกว่าไทย รวมถึงสภาพเมืองและการใช้ชีวิต (Liveability) ที่ไทยยังคงครองแชมป์ในด้านความน่าอยู่อาศัย (Hospitality) มากกว่า
“อินโดนีเซีย” ยักษ์ใหญ่ที่ได้เปรียบเรื่อง "สเกล"
หากพูดถึงอินโดนีเซีย ตอนนี้อันดับ 45 ของโลก ด้วย "ขนาดตลาด" (Market Size) ที่ใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ความได้เปรียบของอินโดนีเซีย คือด้วยจำนวนประชากรที่มหาศาล ทำให้สตาร์ทอัพในอินโดนีเซียสามารถกลายเป็น "ยูนิคอร์น" ได้ง่ายกว่า เพียงแค่ผู้ใช้งานโหลดยูทิลิตี้หรือแอปพลิเคชันและจ่ายเพียงเล็กน้อยก็สามารถสร้างมูลค่ามหาศาลได้แล้ว
นอกจากนี้ อินโดนีเซียยังมีฐานการผลิต (Manufacturing Base) และทรัพยากรธรรมชาติที่แข็งแกร่งมาตั้งแต่อดีต ซึ่งเป็น "เชื้อไฟ" ชั้นดีในการต่อยอดอุตสาหกรรม แต่จุดเสียเปรียบของอินโดนีเซีย แม้อินโดนีเซียจะมีฐานการผลิตจากบริษัทต่างชาติมานาน แต่ประเทศไทยก็มีความภูมิใจในการเติบโตในบริบทที่เป็นของตัวเอง และมีความโดดเด่นในอุตสาหกรรมเฉพาะทางที่แตกต่างออกไป
มาเลเซีย-อินโดนีเซีย ขับเคี่ยวตลอดเวลา
มาเลเซีย อันดับ 41 มีความใกล้เคียงกับอินโดนีเซียมากและมีการขับเคี่ยวกันอยู่ตลอดเวลา จนสามารถเปลี่ยนอันดับสลับกันได้หากคลาดสายตา จุดแข็งที่สำคัญของมาเลเซียคือ ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการบ่มเพาะ (Incubate) สตาร์ทอัพเป็นจำนวนมาก ซึ่งแตกต่างจากบางประเทศที่อาจจะเน้นหนักไปที่ภาครัฐ
ระบบการลงทุน (Venture Capital): กลุ่มนักลงทุน (Venture Capital) หรือ VC ในมาเลเซียมีการจัดพอร์ตโฟลิโอ (Portfolio) ในการดูแลสตาร์ทอัพที่ชัดเจน ว่าแต่ละรายจะดูแลกลุ่มไหนอย่างไร
ไทย ต้องโชว์จุดแข็ง "Medical & Wellness"
ตอนนี้ไทยมียูนิคอร์น 4 ตัว ได้แก่ Line Man Wongnai, Flash Express, Ascend Money และ Omise สำหรับประเทศไทย จุดแข็งที่เราเหนือกว่าเพื่อนบ้านอย่างชัดเจนคือ "บริการทางการแพทย์" และอุตสาหกรรมอาหาร เราเป็นอันดับหนึ่งในด้านบริการทางการแพทย์และ Wellness, ซึ่ง NIA กำลังพยายามยกระดับจากการบริการไปสู่การส่งออก "อุปกรณ์ทางการแพทย์" และเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น Telemedicine และการใช้ AI เพื่อให้สามารถสเกลธุรกิจไปทั่วโลกได้ เพราะที่ผ่านมาผู้ประกอบการในทุกภาคส่วนหลายรายมักจะผลิตสิ่งของใช้ในประเทศพอแล้ว ไม่มองไปต่างประเทศ
นอกจากนี้ ไทยยังเป็นเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ ของทุนต่างชาติ ในปัจจุบัน โดยเฉพาะในกลุ่ม Deep Tech เช่น EV และ Data Center ซึ่งจีนได้เข้ามาลงทุนแซงหน้าญี่ปุ่นไปแล้วในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา แต่จุดอ่อนหลักของไทยคือความยากง่ายในการทำธุรกิจ ที่ยังล่าช้า และขาดการเชื่อมโยงระหว่างสตาร์ทอัพกับตลาดบริษัทขนาดใหญ่
การพัฒนาเชิงพื้นที่และย่านนวัตกรรม (Urban Innovation)
ดร.กริชผกา กล่าวอีกว่า เป้าหมายต่อไปคือการผลักดันให้ กรุงเทพฯ ติดอันดับท็อป 50 ของโลก (จากปัจจุบันอันดับ 79) และขยายระบบนิเวศไปยังพื้นที่ศักยภาพอื่นๆ
การกระจายความเจริญ พัฒนาย่านนวัตกรรมในจังหวัดต่างๆ เช่น เชียงใหม่ (สำหรับ Digital Nomad), ภูเก็ต, พัทยา (เชื่อมโยง EEC) รวมถึงนครปฐม สมุทรปราการ และปทุมธานี รวมถึงการสร้างคอมมูนิตี้ มุ่งเน้นการสร้างพื้นที่ที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกและอินเทอร์เน็ตที่สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของสตาร์ทอัป เช่น การพัฒนาย่านอารีย์ให้เป็น Hub ทั้งสำหรับคนไทยและต่างชาติ







