posttoday
"ยศชนัน" เผยข่าวดี ไทย ติด Top 50 เมืองที่มีระบบนิเวศสตาร์ตอัปดีที่สุดในโลก

"ยศชนัน" เผยข่าวดี ไทย ติด Top 50 เมืองที่มีระบบนิเวศสตาร์ตอัปดีที่สุดในโลก

20 พฤษภาคม 2569

"ยศชนัน" เผยข่าวดี ไทย ติด Top 50 เมืองที่มีระบบนิเวศสตาร์ตอัปดีที่สุดในโลก พร้อมคว้าเบอร์ 1 ด้าน MedTech อาเซียน ‘กรุงเทพฯ – เชียงใหม่ - ภูเก็ต’ ขึ้นทำเนียบเมืองแม่เหล็กดึงสตาร์ตอัปสู่ไทย

กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA เผยผลการจัดอันดับดัชนีระบบนิเวศสตาร์ตอัปโลก ประจำปี 2569 (Global Startup Ecosystem Index 2026) จัดโดย StartupBlink ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มวิจัยและวิเคราะห์ระบบนิเวศสตาร์ตอัประดับโลกจาก 120 ประเทศและกว่า 1,500 เมือง 

 

โดยปีนี้ภาพรวมประเทศไทยสามารถขยับสู่อันดับ 49 ของโลก เข้าสู่อันดับ
Top 50 เป็นครั้งแรกในรอบ 6 ปี และอันดับ 4 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมสร้างอัตราการเติบโตของระบบนิเวศสตาร์ตอัปสูง ถึงร้อยละ 62.6 และยังติดอันดับเมืองที่เอื้อต่อสตาร์ตอัปกลุ่ม MedTech ดีที่สุดในอาเซียน 

 

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า นับเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจด้านนวัตกรรมของประเทศไทย หลังผลการจัดอันดับ Global Startup Ecosystem Index 2026 โดย StartupBlink ที่ล่าสุดสามารถขยับขึ้นสู่อันดับ 49 ของโลก และเป็นครั้งแรกในรอบ 6 ปีที่เข้าสู่ Top 50 อันดับ 4 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รองจากสิงคโปร์ อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงพัฒนาการของเมือง และระบบนิเวศนวัตกรรมไทยที่เติบโตจากการขับเคลื่อนนโยบายด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมที่ภาครัฐ สถาบันการศึกษา และภาคเอกชน มุ่งสร้างระบบนิเวศให้เอื้อต่อการเติบโตของธุรกิจนวัตกรรมมาอย่างต่อเนื่อง 

 

โดยผลจัดอันดับ 10 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร อิสราเอล สิงคโปร์ แคนาคา สวีเดน เยอรมณี สวิตเซอร์แลนด์ ออสเตรเลีย เนเธอร์แลนด์ ตามลำดับ ส่วนในอาเซียน มาเลเซีย อันดับ 41 อินโดนีเซีย อันดับ 45 ไทย อันดับ 49 เวียดนาม อันดับ 50 และฟิลิปปินส์ อันดับ 63 

"ยศชนัน" เผยข่าวดี ไทย ติด Top 50 เมืองที่มีระบบนิเวศสตาร์ตอัปดีที่สุดในโลก

 

 

ไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่ม “Fast Mover” คู่เวียดนาม ส่วนอินโด-มาเล ขับเคี่ยวพอกัน 

 

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวต่อว่า หากมองภาพรวมระบบนิเวศสตาร์ทอัปในอาเซียน ปัจจุบันไทยยังอยู่ในกลุ่มประเทศที่ขับเคี่ยวกันอย่างสูสี โดยเฉพาะกับ เวียดนาม ซึ่งถูกจัดเป็น “Fast Mover” เช่นเดียวกัน

 

ขณะที่ สิงคโปร์ ยังคงถูกยกให้เป็นประเทศที่มีระบบนิเวศสตาร์ทอัปแข็งแกร่งที่สุดในอาเซียน เนื่องจากมีความพร้อมทั้งด้านกฎระเบียบ โครงสร้างพื้นฐาน และระบบสนับสนุนธุรกิจนวัตกรรมอย่างครบวงจร จนสามารถสร้างยูนิคอร์นได้มากถึง 18 บริษัท

 

อย่างไรก็ตาม มองว่าไทยไม่จำเป็นต้องแข่งขันกับสิงคโปร์โดยตรง เพราะสิงคโปร์อยู่ในระดับที่ก้าวนำไปมากแล้ว แต่ควรใช้แนวทาง “ร่วมมือมากกว่าแข่งขัน” โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่ไทยมีศักยภาพ เช่น Manufacturing, Biodiversity และ Health ซึ่งสิงคโปร์เองก็ต้องการจับมือเป็นพาร์ทเนอร์กับไทยเช่นกัน รวมถึงการเชื่อมโยงกับสิงคโปร์ยังอาจช่วยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากนักลงทุนต่างชาติเข้ามาในไทยมากขึ้น

 

สำหรับ มาเลเซีย ถูกมองว่าเป็นอีกประเทศที่ไทยยังตามหลังอยู่ในบางมิติ โดยเฉพาะบทบาทของภาคเอกชนในการสนับสนุน Startup และระบบ Venture Capital (VC) ที่มีโครงสร้างการลงทุนชัดเจน โดยมองว่าไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย เป็นกลุ่มประเทศที่อันดับสามารถสลับกันได้ตลอดเวลา และกำลังแข่งขันกันอย่างเข้มข้นในภูมิภาคนี้

 

โดยเฉพาะอินโดนีเซีย ถูกวิเคราะห์ว่ามีข้อได้เปรียบสำคัญจากขนาดตลาดภายในประเทศที่ใหญ่ ทำให้สามารถสร้างยูนิคอร์นได้มากกว่าไทย อีกทั้งยังมีทรัพยากรธรรมชาติ และงบประมาณจากอุตสาหกรรมน้ำมันเข้ามาสนับสนุน Startup อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ อินโดนีเซียยังเริ่มเข้ามา Scout เทคโนโลยีจากไทยไปต่อยอดในประเทศของตนมากขึ้นด้วย

 

ขณะที่ สหรัฐอเมริกา ถูกยกเป็นตัวอย่างของประเทศอันดับ 1 ของโลกด้าน Startup Ecosystem โดยชี้ว่า GDP จำนวนมากของสหรัฐฯ มาจากบริษัท Startup ที่เติบโตจนกลายเป็นบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกอย่าง Google, Meta และ SpaceX

 

นอกจากนี้ อิสราเอล และ สหราชอาณาจักร ยังถูกกล่าวถึงในฐานะประเทศที่มีระบบนิเวศ Startup แข็งแกร่งติดอันดับต้น ๆ ของโลก ส่วน เกาหลีใต้ และ ฮ่องกง ถูกมองว่าเป็นตลาดสำคัญที่ Startup ไทยสามารถต่อยอดธุรกิจ หรือร่วมระดมทุนในอนาคตได้เช่นกัน

 

Medtech ไทยเบอร์ 1 อาเซียน 

 

ทั้งนี้ ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวต่อว่า จุดที่น่าสนใจจากการจัดอันดับคือการที่ไทยขยับสู่การเป็นผู้นำสตาร์ตอัปในด้าน MedTech ซึ่งระดับโกลบอลเราอยู่อันดับ 8 และเป็นอันดับ 1 อาเซียน สะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยมีศักยภาพความพร้อมที่จะพัฒนาเพื่อให้สอดรับกับแนวโน้มโลกที่กำลังเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจสุขภาวะ (Wellness Economy) ที่เปรียบเสมือนเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของไทยในอนาคต 

 

เรากำลังถูกวางตำแหน่งให้เป็น “Wellness Economy Hub” ของภูมิภาค โดยมีการประเมินว่า หากประเทศสามารถเดินหน้าผลักดันนโยบายด้าน Health and Wellness ได้อย่างต่อเนื่อง จะมีโอกาสก้าวขึ้นติด Top 5 ของโลกด้าน Social Impact จากปัจจุบันที่อยู่อันดับ 8 ของโลก และเป็นอันดับ 1 ของเอเชีย สะท้อนให้เห็นว่าอุตสาหกรรมสุขภาพและเวลเนสกำลังกลายเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์เศรษฐกิจสำคัญของประเทศในอนาคต

 

ต้องสร้างสตาร์ทอัปคอมมูนิตี้ ดัน GDP ประเทศ 

รัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจฐานนวัตกรรมและการสร้างผู้ประกอบการเทคโนโลยีมาอย่างต่อเนื่อง เพราะมองว่าสตาร์ตอัปไม่ใช่เพียงธุรกิจเกิดใหม่ แต่เป็นกลไกสำคัญในการสร้าง New Growth Engine ให้กับประเทศ ทั้งในมิติของเศรษฐกิจดิจิทัล การเติบโตของอุตสาหกรรมเป้าหมาย การสร้างงานทักษะสูง และการแข่งขันในเวทีโลก

 

อย่างไรก็ตาม ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า เพื่อให้เกิดผลกระทบต่อ GDP อย่างมีนัยสำคัญ ประเทศไทยจำเป็นต้องมี "กองทัพ Startup" หรือ Startup Community ที่แข็งแกร่ง ภายใต้ระบบนิเวศที่เอื้ออำนวย ทั้งการสนับสนุนด้านเงินทุนจาก VC (Venture Capital), Angel Fund และการบ่มเพาะจาก Incubator เพื่อทำหน้าที่เป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ จึงจะมีผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจหรือ GDP ได้จริง หรือดันสตาร์ทอัปให้สามารถเติบโตขึ้นไปถึงระดับ Series A, Series B และขยายผลต่อไปได้ ซึ่งจะกลายเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจก้อนใหญ่

 

โดยต้องใช้อุตสาหกรรมเดิมที่มีอยู่เป็นสปริงบอร์ดให้กับสตาร์ทอัปเพื่อให้เกิดการวิน-วินทั้งสองฝ่าย รวมถึงสนับสนุนให้ บริษัทขนาดใหญ่ (Big Corporate) แตกบริษัทลูกออกมาทำงานร่วมกับสตาร์ทอัป เพื่อขยายฐานการผลิตและการบริการ ซึ่งจะช่วยให้สตาร์ทอัปเติบโตได้เร็วขึ้นและส่งผลต่อภาพรวมเศรษฐกิจ

 

"ยศชนัน" เผยข่าวดี ไทย ติด Top 50 เมืองที่มีระบบนิเวศสตาร์ตอัปดีที่สุดในโลก

ด้าน ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ NIA กล่าวเสริมว่า ปีนี้ถือเป็นช่วงเวลาที่ประเทศไทยเริ่มเห็นการพัฒนาระบบนิเวศนวัตกรรมในเชิงโครงสร้างอย่างชัดเจน ทั้งด้านการเชื่อมโยงเครือข่ายผู้ประกอบการ นักลงทุน มหาวิทยาลัย และหน่วยงานสนับสนุน ตลอดจนการขยายตัวของกิจกรรมด้านนวัตกรรมสู่ภูมิภาคมากขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยผลักดันให้ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับสูงขึ้น

 

“กรุงเทพมหานคร ถือเป็นเมืองศูนย์กลางด้านสตาร์ตอัปของประเทศที่สามารถขยับขึ้น 5 อันดับสู่อันดับ 76 ของโลก และอันดับ 4 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมขึ้นเป็นเมืองอันดับ 1 ด้านวิทยาการหุ่นยนต์ของภูมิภาค และอันดับ 17 ของโลก

 

ขณะที่เมืองรองอย่างภูเก็ต และเชียงใหม่ก็มีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด สะท้อนให้เห็นถึงการขยายตัวของระบบนิเวศนวัตกรรมในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของเมืองรองในการดึงดูดผู้ประกอบการ นักลงทุน และกลุ่ม Digital Nomad จากทั่วโลกเข้ามาสร้างธุรกิจและนวัตกรรมในประเทศไทยมากขึ้น"

 

ทั้งนี้ ปัจจัยหลักที่ StartupBlink ใช้ในการประเมินจัดอันดับ ประกอบด้วย 3 ส่วน ได้แก่ 1.Quantity Score หรือปริมาณกิจกรรมของระบบนิเวศ เช่น จำนวนสตาร์ตอัป นักลงทุน Accelerator Co-working Space และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในระบบนิเวศ  2.Quality Score หรือคุณภาพและผลกระทบของระบบนิเวศ เช่น การเติบโตของสตาร์ตอัประดับ Unicorn การลงทุน ความแข็งแกร่งของบริษัทเทคโนโลยี และอิทธิพลของระบบนิเวศในระดับโลก และ  3.Startup Business Environment Score ซึ่งประเมินความพร้อมของสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน กฎระเบียบ คุณภาพอินเทอร์เน็ต สภาพแวดล้อมในการดำเนินธุรกิจ ความพร้อมด้านบุคลากร และบริการสนับสนุนอื่น ๆ

 

อว.-NIA ผลักดันระบบนิเวศน์ต่อเนื่อง

ปัจจุบันกระทรวง อว. และ NIA อยู่ระหว่างเร่งผลักดันและส่งเสริมในเกิดการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมของประเทศผ่านโครงการสำคัญทั้งการส่งเสริม Area – based Innovation Ecosystem, Matching Fund & University Holding Company, Makerspace ชุมชน, การขยายผล Startup Thailand League

 

รวมถึงการส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเป็นระบบ เพื่อพัฒนา DeepTech Startup และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงในสาขายุทธศาสตร์สำคัญ เช่น MedTech, AI, Robotics, Climate Tech และ FoodTech ควบคู่กับการพัฒนากำลังคนทักษะสูง การวิจัยและพัฒนาเชิงพาณิชย์ และการเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างภาคการศึกษา ภาคอุตสาหกรรม และภาคการลงทุน 

 

รวมถึงร่าง พ.ร.บ. สตาร์ทอัพ "กำลังจะเข้า" สู่กระบวนการพิจารณา แม้จะมีความคิดเห็นที่หลากหลายในรายละเอียด แต่มีการคาดการณ์ว่ากฎหมายนี้น่าจะออกมาได้ในเร็ว ๆ นี้

 

ข่าวล่าสุด

ครั้งแรกของไทย! CLICX เข้ารับใบอนุญาต Virtual Bank จาก ธปท. อย่างเป็นทางการ ปักหมุดดีเดย์เปิดบริการ มิ.ย. 2569 นี้

ครั้งแรกของไทย! CLICX เข้ารับใบอนุญาต Virtual Bank จาก ธปท. อย่างเป็นทางการ ปักหมุดดีเดย์เปิดบริการ มิ.ย. 2569 นี้