
ลุ้น “กฎหมายสตาร์ทอัป” ของไทยใกล้ถึงฝั่งแล้ว หลังเวียนมานาน 8 ปี
ลุ้น “กฎหมายสตาร์ทอัป” ฉบับแรกของไทย หลังเวียนมานาน 8 ปี ดึงทุน-คนเก่งจากทั่วโลก "ยศชนัน" เผยกำลังเข้าสู่กระบวนการพิจารณา
ท่ามกลางข่าวดีที่ระบบนิเวศสตาร์ทอัปของประเทศไทยขยับขึ้นสู่อันดับที่ 49 ของโลก ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรอบ 6 ปีที่ไทยกลับเข้าสู่กลุ่มท็อป 50 ได้สำเร็จ กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ได้เปิดเผยความคืบหน้าสำคัญเกี่ยวกับ “พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ส่งเสริมธุรกิจสตาร์ทอัป (กฎหมายสตาร์ทอัป)" ซึ่งถูกวางให้เป็นฟันเฟืองหลักในการขับเคลื่อนประเทศสู่เศรษฐกิจใหม่ (New Growth Engine)
สถานะปัจจุบัน "กำลังเข้าสู่กระบวนการพิจารณา"
ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า ความคืบหน้าล่าสุดของร่าง พ.ร.บ. สตาร์ทอัป "กำลังจะเข้า" สู่ขั้นตอนการพิจารณา แม้ว่าในปัจจุบันจะยังมีมุมมองและข้อคิดเห็นที่หลากหลายในรายละเอียด แต่คาดการณ์ว่ากฎหมายนี้น่าจะประกาศใช้ได้ในอนาคตอันใกล้ ซึ่งจะทำให้นโยบายการสนับสนุนของกระทรวง อว. และรัฐบาลมีความชัดเจนและเป็นรูปธรรมมากขึ้น
ความหวังที่รอคอยมานานกว่า 8 ปี
ด้าน ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ เปิดเผยว่า ร่างกฎหมายดังกล่าวมีการพูดถึงและพยายามผลักดันกันมาอย่างต่อเนื่องยาวนานถึง 8 ปี กฎหมายฉบับนี้มีการร่างและปรับปรุงเนื้อหามาอย่างต่อเนื่อง โดยมีหลายหน่วยงานร่วมร่าง เช่น NIA และหน่วยงานในอีโคซิสเต็ม
สาเหตุที่ไม่ไปถึงฝั่ง เพราะทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนรัฐบาลหรือเปลี่ยนสภา กระบวนการต้องกลับมาเริ่มต้นขอความเห็นใหม่ จึงทำให้เกิดความล่าช้า และมาถึงปีนี้ กำลังอยู่ในขั้นตอนการเวียนขอความเห็น และเตรียมนำกลับเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อยืนยันและส่งต่อให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาตามกระบวนการแปรญัตติ
“คาดว่าร่างกฎหมายนี้ได้รับความสนใจจาก สส. สายเทค ทั้งฝ่ายรัฐบาล และฝ่ายค้าน ซึ่งมีการนำร่างไปศึกษาเบื้องต้นแล้ว มั่นใจว่าจะผ่านสภาได้การมี พ.ร.บ. ฉบับนี้จะช่วยแก้ปัญหาเรื่อง Ease of doing business และทำให้เกิดการเชื่อมโยงระหว่างสตาร์ทอัปกับตลาดและนักลงทุนได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น"
หัวใจหลักของกฎหมายสตาร์ทอัป
หนึ่งในหัวใจสำคัญ คือ การตั้ง “คณะกรรมการส่งเสริมสตาร์ทอัพ” เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์ นโยบาย และงบประมาณระดับชาติ รวมถึงออกมาตรการจูงใจและแคมเปญส่งเสริมสตาร์ทอัพไทย ขณะที่ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) จะทำหน้าที่เป็นหน่วยงานหลักในรูปแบบ One-Stop Service ดูแลตั้งแต่การรับรองสตาร์ทอัพ ไปจนถึงการสนับสนุนเงินทุนและการลงทุน
กฎหมายฉบับนี้ถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างในมิติสำคัญ ได้แก่ การสร้างฐานข้อมูลและการติดตามการเติบโต จะมีการ "ขึ้นทะเบียนสตาร์ทอัป" เพื่อให้รัฐมีฐานข้อมูล (Database) ที่ชัดเจน สามารถตรวจสอบจำนวน (Check number) และติดตามระยะการเติบโต (Stage) ของสตาร์ทอัปแต่ละรายได้อย่างเป็นระบบ
การมอบสิทธิประโยชน์ (Incentives) หัวใจสำคัญคือการดึงดูดนักลงทุนและส่งเสริมผู้ประกอบการ โดยมีการหารือกับกระทรวงการคลังเพื่อมอบ สิทธิประโยชน์พิเศษ ให้กับทั้งตัวสตาร์ทอัปเอง และกลุ่มผู้สร้างระบบนิเวศหรือนักลงทุน (Ecosystem Builder/Investor)
หรือเปิดทางให้สตาร์ทอัปสามารถระดมทุนได้ยืดหยุ่นมากขึ้น เช่น การออกหุ้นและหุ้นกู้ต่อสาธารณะ การจัดสรรหุ้นให้นักลงทุนภายนอก การใช้ Convertible Notes เปลี่ยนหนี้เป็นทุน รวมถึงการซื้อหุ้นคืนเพื่อบริหาร ESOP หรือจัดสรรการลงทุนได้คล่องตัวขึ้น
สำหรับสตาร์ทอัปที่ผ่านการรับรอง จะได้รับสิทธิประโยชน์พิเศษเป็นเวลา 5 ปี และหากอยู่ในกลุ่ม Deep Tech อาจขยายระยะเวลาได้สูงสุดถึง 10 ปี
การเปิดตลาดภาครัฐ กฎหมายนี้จะช่วยส่งเสริมให้สตาร์ทอัปเข้าสู่ การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ได้มากขึ้น โดยจะมีการโอน "บัญชีนวัตกรรม" มาอยู่ภายใต้การดูแลของ NIA เพื่อให้เกิดกระบวนการที่ครบวงจรในการส่งเสริมสตาร์ทอัปเข้าสู่ตลาดภาครัฐ ขณะเดียวกัน ภาครัฐยังเตรียมมาตรการสนับสนุนเพิ่มเติม ทั้งสิทธิประโยชน์ทางภาษี การอำนวยความสะดวกด้านวีซ่าและบุคลากรต่างชาติ รัฐ การสนับสนุนด้านทรัพย์สินทางปัญญา รวมถึงการเชื่อมโยงกับสิทธิประโยชน์จาก BOI และ EEC
การปรับปรุงความยากง่ายในการทำธุรกิจ กฎหมายนี้มุ่งหวังจะทำให้การประกอบธุรกิจของสตาร์ทอัปมีความรวดเร็วและคล่องตัวมากขึ้น ซึ่งเป็นจุดอ่อนสำคัญของไทยที่ต้องเร่งแก้ไข
คาดว่า ร่างกฎหมายนี้จะได้รับการสนับสนุนจากทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน โดยเฉพาะกลุ่ม สส. สายเทคโนโลยี และกำลังอยู่ในขั้นตอนการเวียนขอความเห็นเพื่อเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรต่อไป
กลไกช่องว่าง ลดความเสี่ยงให้นักลงทุน
นอกจากตัวข้อกฎหมายแล้ว รัฐบาลยังมีแผนใช้เงินภาครัฐเข้าไปสนับสนุนในรูปแบบ "Matching Fund" เพื่อช่วยลดความเสี่ยงให้นักลงทุนภาคเอกชน โดยเฉพาะในช่วงเริ่มต้น (Seed Stage) ที่นักลงทุนมักมีความกังวลสูง ซึ่ง พ.ร.บ. สตาร์ทอัพ จะเข้ามาเป็นโครงสร้างรองรับการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชนให้มีความคล่องตัวมากขึ้น
เชื่อมั่นว่าหากสามารถผ่านกฎหมายฉบับนี้ได้ในยุคปัจจุบัน จะถือเป็นก้าวสำคัญและเป็นการ "ฉลองครั้งใหญ่" ของวงการสตาร์ทอัปไทย







