
“โรคระบาดครั้งต่อไป” อาจเริ่มจากน้ำแข็งที่กำลังละลาย!
ย้อนดูโรคระบาดในรอบ 10 ปี และพบว่าเชื้อโรคจากสัตว์สู่คน และเชื้อโรคโบราณหลังน้ำแข็งละลายจาก “สภาวะโลกร้อน” คือภัยเงียบที่ควรระวัง
มีคำถามหนึ่งที่ ฌ็อง-มิเชล กลาเวอรี (Jean-Michel Claverie) นักไวรัสวิทยาจาก Aix-Marseille University ฝรั่งเศส ตั้งขึ้นหลังทีมวิจัยของเขาสามารถฟื้นไวรัสโบราณจากชั้นดินเยือกแข็ง (Permafrost) ในไซบีเรียที่มีอายุเกือบ 48,500 ปีให้กลับมาติดเชื้อในอมีบาได้อีกครั้งในห้องทดลองเมื่อปี 2023
โดยเขาแสดงความกังวลว่า ผู้คนอาจมองงานวิจัยลักษณะนี้เป็นเพียงความน่าสนใจทางวิทยาศาสตร์
ทั้งที่ในความเป็นจริง การละลายของชั้นดินเยือกแข็งอาจเปิดโอกาสให้เชื้อโรคโบราณบางชนิดกลับมาสัมผัสโลกภายนอกอีกครั้ง และกลายเป็นความเสี่ยงด้านสาธารณสุขที่โลกควรจับตาอย่างจริงจัง
ในขณะเดียวกัน
หากย้อนดู 10 ปีที่ผ่านมา กลับพบว่ามนุษย์ได้เผชิญกับปัญหาโรคระบาด ซึ่งมีต้นเหตุจาก “สัตว์” มานักต่อนัก และเป็นการระบาดซ้ำแล้วซ้ำแล้ว อาทิ
กรณีที่ 1 โควิด-19 บทเรียนที่แพงที่สุดในประวัติศาสตร์สมัยใหม่
คงไม่ต้องอธิบายมาก เพราะทุกคนที่อยู่ในยุคนี้ย่อมเป็นประจักษ์พยานต่อกรณีการแพร่ระบาดของ โควิด-19 มากที่สุด ด้วยว่า IMF ประเมินว่าโลกสูญเสีย GDP ไปกว่า 13 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2024 ไม่นับต้นทุนทางสุขภาพจิต แรงงาน และอื่นๆ
โควิด-19 เป็นโรคอุบัติใหม่จากไวรัส SARS-CoV-2 ซึ่งเชื่อว่ามีต้นกำเนิดเกี่ยวข้องกับสัตว์ป่า โดยค้างคาวถูกมองว่าเป็นแหล่งรังโรคสำคัญ โดยมีไทม์ไลน์สำคัญๆ ได้แก่
- ปลายปี 2019 พบผู้ป่วยปอดอักเสบไม่ทราบสาเหตุในเมืองอูฮั่น ประเทศจีน
- มกราคม ปี 2020 นักวิทยาศาสตร์จะระบุเชื้อก่อโรคได้และแพร่ไปยังประเทศอื่นๆ
- 30 มกราคม 2020 WHO ประกาศภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ PHEIC
- มีนาคม 2020 WHO ยกระดับเป็นการประกาศ “การระบาดใหญ่” (Pandemic) ในอีก 2 เดือนถัดมา
- 2020 - 2021 เกิดการล็อกดาวน์ ปิดพรมแดน ก่อนที่จะมีการใช้วัคซีนในปลายปี 2020 แต่ก็ยังสู้ไม่ไหว
- 2021-2022 เป็นสองปีที่เกิดไวรัสเกิดสายพันธุ์ใหม่ และแพร่กระจายรวดเร็วไปทั่วโลก!
สรุปแล้วโลกต้องต่อสู้กับโควิดมานานกว่า 3 ปี! ก่อนที่จะยุติสถานะ PHEIC หรือ ภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศได้
อย่างไรก็ตาม โควิด-19 เป็นกรณีที่ผู้เชี่ยวชาญหลายคนเคยเตือนไว้ล่วงหน้าหลายปี อย่างเช่นในกรณีรายงานของ WHO ในปี 2018 เรื่อง Disease X ที่หมายถึงโรคอุบัติใหม่ที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต ซึ่ง WHO ชี้ว่าหากเกิดเหตุการณ์โลกระบาด โลกยังไม่พร้อมรับมือ
กรณีที่ 2 H5N1 ในวัวนม เมื่อไข้หวัดนกข้ามสายพันธุ์ในแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน
หนึ่งในเหตุการณ์ที่นักระบาดวิทยาจับตามองมากที่สุดในช่วงปี 2024–2025 คือการระบาดของ H5N1 ในฟาร์มโคนมในสหรัฐอเมริกา เมื่อกุมภาพันธ์ 2024 สัตวแพทย์เริ่มพบอาการผิดปกติในวัวนมในรัฐเท็กซัส ป่วย กินอาหารลดลง และผลผลิตน้ำนมตกฮวบ
CDC ยืนยันเมื่อ 1 เมษายน 2024 ว่าพบผู้ติดเชื้อ H5N1 รายแรกในคนงานฟาร์มโคนม ข้อมูลจาก MMWR (Morbidity and Mortality Weekly Report) ของ CDC ระบุว่ามีการตรวจพบไวรัสในน้ำนมดิบด้วยความเข้มข้นสูง และภายในกลางปี 2024 พบการระบาดใน 14 รัฐ กว่า 190 ฝูง
ที่น่ากังวลกว่านั้น คือ งานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน PMC ปี 2025 พบว่าในปลายปี 2024 มีผู้ป่วยรุนแรงสองราย รายหนึ่งในแคนาดา และรายหนึ่งในรัฐลุยเซียนาของสหรัฐฯ ซึ่งเสียชีวิต นักวิจัยระบุว่าไวรัสสายพันธุ์นี้กำลังแสดงสัญญาณการปรับตัวเข้าหาโฮสต์สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมมากขึ้น
CDC ยังระบุว่า ความเสี่ยงต่อประชาชนทั่วไปยังอยู่ในระดับต่ำ แต่ก็เน้นย้ำว่าความเสี่ยงอาจเปลี่ยนแปลงได้หากไวรัสเกิดการกลายพันธุ์ที่เพิ่มความสามารถในการแพร่จากคนสู่คน
กรณีที่ 3 Mpox โรคที่ไม่เคยเป็นปัญหาใหญ่ สู่การประกาศภาวะฉุกเฉิน 2 ครั้ง
Mpox (Monkeypox) หรือ ฝีดาษลิง เป็นตัวอย่างที่ดีของโรคที่ถูกมองข้ามมานาน เพราะถูกจำกัดอยู่ในแอฟริกาและดูห่างไกลจากความสนใจของโลก แต่ WHO ประกาศ PHEIC (Public Health Emergency of International Concern) ในปี 2022 หลังพบการแพร่กระจายในหลายสิบประเทศนอกแอฟริกา
และในปี 2024 WHO ต้องประกาศ PHEIC อีกครั้ง เมื่อพบสายพันธุ์ Clade Ib ที่รุนแรงกว่าระบาดใน DRC และลามไปยังหลายประเทศในแอฟริกาตะวันออก
....
นอกจากนี้ยังมี กรณีของ ไวรัส Nipah ที่มาจากค้างคาวผลไม้ มีอัตราเสียชีวิตในผู้ติดเชื้อที่อาการรุนแรงสูงมาก ผู้เชี่ยวชาญ WHO จัดให้เป็นหนึ่งในเชื้อโรคที่มีศักยภาพระบาดใหญ่ระดับสูงสุด ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนหรือยาที่ได้รับการรับรอง
MERS-CoV ซึ่งเชื่อมโยงกับอูฐ ยังคงมีผู้ติดเชื้อประปรายในตะวันออกกลาง มีอัตราเสียชีวิตสูงกว่า COVID-19 หลายเท่า และยังไม่หายไปจากภาพการระบาด
และ Ebola ในแอฟริกากลาง ซึ่งเกิดจากการบุกรุกป่า เมื่อมนุษย์เข้าใกล้สัตว์ป่า ก็จะติดเชื้อ และนำไปสู่ระบบสาธารณสุขท้องถิ่นรับมือไม่ได้จนลามเป็นวิกฤต ซึ่งล่าสุดเหตุการณ์ Ebola ที่เกิดในคองโก ซึ่งเป็นสายพันธุ์หายากก็เกิดขึ้นอีกครั้ง จน WHO ต้องประกาศ PHEIC
เชื้อโรคจาก Permafrost
โรคข้างต้นอาจจะพอคุ้นหน้าคุ้นตากันอยู่บ้าง บางโรคเกิดซ้ำครั้งแล้วครั้งเล่า และมนุษย์ก็จับตาดูโรคเหล่านี้อยู่
แต่สิ่งที่น่ากังวลกว่าคือ “โรคที่ไม่รู้จัก” ซึ่งมาจากเชื้อโรคที่อยู่ใต้ชั้นดินเยือกแข็งที่เรียกว่า Permafrost ซึ่งกำลังละลายในอัตราความเร็วที่มากขึ้นเรื่อยๆ จาก “สภาวะโลกร้อน”
ในฐานะคนไทย อาจจะรู้สึกไกลตัว เพราะคำว่า “เยือกแข็ง” ห่างไกลจากประเทศไทยหลายพันไมล์ แต่แท้ที่จริงแล้ว Permafrost มีพื้นที่กว่า 20% ของผิวดินบนโลก และอยู่แบบนั้นมานานกว่าหลายหมื่นปี ซึ่งได้ทำหน้าที่เก็บซากสัตว์ ซากมนุษย์โบราณ และแน่นอนว่าเชื้อโรคที่อยู่ในยุคโบราณต่างๆ ไว้อย่างสมบูรณ์
การที่ "เชื้อโรคโบราณ" ที่คนในยุคปัจจุบันอาจไม่รู้จัก จะโผล่มาอีกครั้ง เป็นเรื่องเหนือจินตนาการสำหรับคนทั่วไป แต่มันเกิดขึ้นจริงแล้ว
ในปี 2016 เชื้อแอนแทรกซ์ที่หลับไหลอยู่กว่า 75 ปี ถูกปลุกขึ้นมาอีกครั้ง ในปีนั้นไซบีเรียมีอุณหภูมิสูงผิดปกติ ชั้น Permafrost ที่ละลายอย่างช้าๆ กลับละลายจนเห็นซากกวางเรนเดียร์ที่ตายด้วยโรคแอนแทรกซ์และถูกฝังมานานกว่า 75 ปี
เชื้อโรคได้กระจายสู่ดินและแหล่งน้ำ กวางเรนเดียร์ในพื้นที่ได้รับเชื้อ และทำให้กวางกว่า 2,350 ตัว จากทั้งหมดที่มีคือ 2,650 ตัวติดเชื้อและเสียชีวิต!! มีผู้ป่วยมนุษย์ 36 คน และเด็กหนึ่งคนเสียชีวิต
อีก 7 ปีต่อมา ในปี 2023 ทีมวิจัยที่นำโดย ฌ็อง-มิเชล กลาเวอรี (Jean-Michel Claverie) นักไวรัสวิทยาจาก Aix-Marseille University ฝรั่งเศส ตีพิมพ์งานวิจัยในวารสาร Viruses รายงานการฟื้นฟู “ซอมบี้ไวรัส” จำนวน 13 ชนิดที่เก็บมาได้จาก Permafrost ของไซบีเรีย โดยพบไวรัสที่เก่าแก่ที่สุดอายุเกือบ 48,500 ปี
สิ่งที่น่าหวาดกลัวคือ ทุกชนิดสามารถติดเชื้อในอมีบาได้ในห้องทดลอง หมายความว่า กลไกการติดเชื้อของเชื้อโรคเหล่านี้ยังคงทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถึงแม้จะถูกแช่แข็งมานานกว่าหมื่นปีก็ตาม
อย่างไรก็ตาม ข้อดีคือ งานวิจัยระบุว่าเชื้อโรคที่พบเจอทั้งหมด 13 ชนิดยังทำให้เกิดการติดเชื้อในเซลล์สัตว์หรือมนุษย์ไม่ได้ แต่งานวิจัยนี้ก็สร้างความกังวลในแวดวงวิทยาศาสตร์
แม้ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานว่าไวรัสจาก Permafrost สามารถก่อการระบาดใหญ่ในมนุษย์ได้ แต่การละลายของชั้นดินเยือกแข็งกำลังเปิดโอกาสให้เชื้อโรคโบราณสัมผัสโลกภายนอกมากขึ้น ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่นักวิทยาศาสตร์เริ่มจับตา
เพราะคงมีเชื้อโรคที่หลงเหลืออีกมาก และไม่รู้ว่าตัวไหนจะคือ “แจ็กพอต” ที่โลกต้องเจอในอนาคต หากน้ำแข็งยังละลายจาก “สภาวะโลกร้อน” เช่นนี้ ท่ามกลางโลกที่ยังไม่พร้อมหากเกิดการระบาดใหญ่อีกครั้ง!
.....
สองเรื่องนี้ โรคจากสัตว์สู่คน และเชื้อโรคจาก Permafrost ดูเหมือนจะไม่เกี่ยวข้องกัน
แต่คือเรื่องเดียวกัน!
อย่างไร?
ก็เพราะการที่ไวรัสที่ถูกแช่แข็งอาจมีโอกาสแพร่กระจายยังโลกใบนี้อีกในอนาคต เกิดจาก “สภาวะโลกร้อน” และการที่เชื้อโรคได้ข้ามจากโรคที่เกิดจากสัตว์สู่คน ทำให้เห็นว่า
สุขภาพและโรคของมนุษย์ ไม่ได้เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับ มนุษย์ อย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับ สภาพแวดล้อม และ สัตว์ อย่างมีนัยสำคัญ
การดูแลสุขภาพของมนุษย์ในปัจจุบัน ที่เน้นการป้องกันโรคจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตของมนุษย์ หรือแม้แต่กระบวนการรักษาซึ่งพัฒนาเทคโนโลยีอย่างหนัก “อาจไม่เพียงพอ” หากมนุษย์ยังไม่เริ่มดูแล “สภาพแวดล้อม” และ “สัตว์” ไปพร้อมๆ กัน
สิ่งเหล่านี้จะทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ จากหลายปัจจัย อาทิ
การตัดป่าและรุกพื้นที่ธรรมชาติ
เมื่อป่าหดตัว สัตว์ป่าถูกบังคับให้อยู่ใกล้ชุมชนมนุษย์มากขึ้น จะเพิ่มโอกาสการระบาดซ้ำของโรค ยกตัวอย่างเช่น Ebola (อีโบลา) ในแอฟริกากลางมีความเชื่อมโยงอย่างชัดเจนกับการบุกรุกป่าดิบ ในขณะที่ค้างคาวผลไม้ที่เป็นแหล่งกักเก็บของ Nipah (นิปาห์) ก็ถูกผลักดันให้บินเข้าสวนผลไม้ใกล้หมู่บ้านมากขึ้น
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ยุงลายที่เป็นพาหะของไข้เลือดออกและซิก้าขยายพื้นที่ได้ไกลขึ้นในเขตที่เคยเย็นเกินกว่าที่ยุงจะอยู่ได้ แต่เมื่อโลกร้อนขึ้น เขตเย็นเหล่านี้อุ่นขึ้น ยุงจะขยายพื้นที่อยู่อาศัย
WHO เตือนว่าไข้เลือดออกกำลังกลายเป็นภัยระดับโลก และโลกร้อนกำลังเร่งกระบวนการนี้ ขณะเดียวกัน Permafrost ที่ละลายก็เป็นอีกมิติหนึ่งของปัญหาอย่างเช่นที่อธิบายมาก่อนหน้านี้
ระบบอุตสาหกรรมอาหาร
ฟาร์มขนาดใหญ่ที่มีสัตว์หนาแน่นสูง สร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการกลายพันธุ์และแพร่กระจายของไวรัส กรณีของ H5N1 ในวัวนมปี 2024 เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน เพราะไวรัสแพร่จากฟาร์มหนึ่งไปยังอีกฟาร์มหนึ่งผ่านอุปกรณ์รีดนม คนงาน และวัวที่ถูกขนส่ง
การเดินทางและโลกาภิวัตน์
ไวรัสที่ระบาดในจุดหนึ่งของโลกสามารถเดินทางไปยังทุกมุมโลกก่อนที่ใครจะรู้ว่ามีการระบาดเสียอีก โควิด-19 เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด แต่ก็ไม่ใช่ตัวอย่างแรก เพราะไวรัส SARS ในปี 2003 ก็แสดงให้เห็นแล้วว่าเชื้อโรคเดินทางได้เร็วกว่าการจัดการของระบบสาธารณสุขในแต่ละประเทศอย่างไร
....
วันนี้ โลกอาจไม่ต้องตั้งคำถามอีกแล้วว่า “โรคระบาดครั้งต่อไปจะเกิดขึ้นหรือไม่” แต่ต้องถามว่า “เมื่อมันกลับมา มนุษยชาติพร้อมรับมือแล้วหรือยัง”
เพราะอย่างที่ เทดรอส อัดฮานอม เกเบรเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลกเคยเตือนไว้ว่า
“The next pandemic could happen tomorrow.”
โรคระบาดครั้งต่อไป อาจเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้







