
ร้านอาหารปี 69 “โตแต่ไม่กำไร” เจอแรงกดดันต้นทุนสูง บุฟเฟต์-พรีเมียมอ่วม
ธุรกิจร้านอาหารปี 69 คาดโตเพียง 2.5% ผลจากการปรับขึ้นราคาเพื่อรับมือต้นทุนที่สูงขึ้น ไม่ใช่จากกำลังซื้อที่ฟื้นตัว ผู้ประกอบการเผชิญแรงกดดันรอบด้าน
KEY
POINTS
- ธุรกิจร้านอาหารปี 2569 คาดว่าจะเติบโตเพียง 2.5% ซึ่งเป็นผลจากการปรับขึ้นราคาเพื่อรับมือต้นทุนที่สูงขึ้น ไม่ใช่จากกำลังซื้อที่ฟื้นตัว
- ผู้ประกอบการเผชิญแรงกดดันรอบด้านจากต้นทุนพลังงาน วัตถุดิบ และบรรจุภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 10-20% ขณะที่กำลังซื้อในประเทศอ่อนแอและนักท่องเที่ยวชะลอตัว
- กลุ่มร้านอาหารที่ได้รับผลกระทบหนักและมีความเปราะบางสูงคือ ร้านบุฟเฟต์ ร้านอาหารพรีเมียม และร้านที่พึ่งพารายได้หลักจากเดลิเวอรี
แม้ธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่มไทยในปี 2569 ยังเดินหน้าขยายตัว แต่ผู้ประกอบการอาจไม่ได้ “ยิ้มออก” เหมือนที่ผ่านมา หลังต้องเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งต้นทุนพลังงาน วัตถุดิบอาหาร และบรรจุภัณฑ์ที่ทยอยปรับตัวสูงขึ้นจากสถานการณ์ความไม่แน่นอนในตะวันออกกลาง ขณะที่กำลังซื้อในประเทศยังเปราะบาง และจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเริ่มชะลอตัว ส่งผลให้การเติบโตของตลาดเริ่มแผ่วลง
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า มูลค่าตลาดธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่มปี 2569 จะเติบโตเพียง 2.5% ลดลงจากปีที่ผ่านมา ที่ขยายตัว 4.5% โดยการเติบโตที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่เป็นผลจากการ “ปรับขึ้นราคา” ของผู้ประกอบการ เพื่อรับมือกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 10-20% มากกว่าจะมาจากกำลังซื้อที่ฟื้นตัวจริง โดยมีรายละเอียดคือ
1.ต้นทุนการทำธุรกิจที่เร่งตัวสูงขึ้น กดดันกำไรสุทธิลดลง ทั้งนี้ ราคาพลังงานที่เร่งตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ราคาวัตถุดิบทยอยปรับตัวขึ้น อาทิ ข้าวสาร อาหารสด ผักและผลไม้ รวมถึงบรรจุภัณฑ์ ทำให้ร้านอาหารและเครื่องดื่มทยอยปรับขึ้นราคาเฉลี่ย 10%-20% เทียบกับก่อนเกิดเหตุการณ์ในตะวันออกกลาง
2.ขณะที่ รายได้ของธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่มมีแนวโน้มลดลง จากกำลังซื้อในประเทศอ่อนแรงซึ่งแต่เดิมก็มีความเปราะบางอยู่แล้ว ประกอบกับ จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยคาดว่าจะลดลงจากปีก่อน ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า มูลค่าตลาดร้านอาหารและเครื่องดื่มในปี 2569 จะโตเพียง 2.5% ชะลอตัวลงจากที่เติบโต 4.5% ในปีที่ผ่านมา และการเติบโตที่เกิดขึ้นเป็นผลด้านราคาเป็นหลัก
กลุ่มร้านอาหารและเครื่องดื่มได้รับผลกระทบที่แตกต่างกันตามประเภท และกลุ่มลูกค้า มองว่า กลุ่มที่มีความเปราะบางท่ามกลางต้นทุนที่สูง จะได้แก่
- ร้าน Buffet เนื่องจากเผชิญการแข่งขันสูง อีกทั้งต้นทุนวัตถุดิบและพลังงานที่เร่งขึ้น
- ร้าน Premium จากการที่ผู้บริโภคลดความถี่ในการใช้บริการ รวมถึงการต้องเผชิญกับต้นทุนวัตถุดิบนำเข้าที่ปรับตัวสูงขึ้น
- ร้านที่พึ่งพารายได้หลักจาก Delivery ในสัดส่วนสูง หลักๆ จากกำไรเฉลี่ยที่อยู่ในระดับต่ำ ต้นทุนเร่งตัว ค่า GP ที่สูง และความเสี่ยงจากราคาและการจัดหาบรรจุภัณฑ์
เมื่อมองไปข้างหน้า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอน คาดการณ์จังหวะเวลาที่เหตุการณ์จะยุติได้ยาก นอกจากนี้ แม้ช่องทางฮอร์มุซกลับมาเปิดได้ แต่กว่าที่การจัดหาพลังงานและวัตถุดิบจะกลับสู่ภาวะปกติ ยังต้องใช้เวลา
ดังนั้น ผู้ประกอบการต้องเตรียมรับมือ ไม่ว่าจะเป็น การบริหารจัดการต้นทุนวัตถุดิบอาหารและบรรจุภัณฑ์ (เช่น การสต็อกวัตถุดิบอย่างเหมาะสม การมองหาวัตถุดิบและแหล่งวัตถุดิบทดแทน เป็นต้น) ลดการเกิด Food waste ให้เหลือน้อยที่สุด หลีกเลี่ยงการแข่งขันด้วยราคา เน้นคุณภาพและความคุ้มค่า รวมถึงปรับตัวให้เข้ากับเทรนด์ของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว







