posttoday
ปลุกผีรัฐธรรมนูญปี2534พ่วงนิติสงครามดับฝันประชาธิปไตยประชาชน

ปลุกผีรัฐธรรมนูญปี2534พ่วงนิติสงครามดับฝันประชาธิปไตยประชาชน

19 พฤษภาคม 2569

ถอดรหัส ‘น้ำเงินพลัส’ ผ่านมุมมอง ‘ปริญญา เทวานฤมิตรกุล’ เมื่อกลไกสืบทอดอำนาจถูกอัปเกรดเพื่อแช่แข็งประเทศไทย

KEY

POINTS

  • รัฐธรรมนูญปี 2560 ถูกวิเคราะห์ว่าเป็น "ฉบับปี 2534 Plus" ที่นำโครงสร้างเดิมมาปรับปรุงเพื่อปิดจุดอ่อนและสืบทอดอำนาจของคณะรัฐประหาร (คสช.) ได้อย่างแยบยลและยาวนานกว่าในอดีต
  • มีการใช้ "นิติสงคราม" ผ่านกลไก สว. แต่งตั้ง 250 คน ซึ่งมีอำนาจเลือกองค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญ ทำให้ระบบตรวจสอบขาดการยึดโยงกับประชาชนและกลายเป็นเครื่องมือของผู้มีอำนาจ
  • อำนาจตุลาการถูกมองว่าอยู่เหนือฝ่ายบริหาร สามารถปลดนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งได้หลายคน แต่กลับไม่สามารถตรวจสอบผู้นำรัฐประหารได้ ซึ่งเป็นการทำลายหลักการประชาธิปไตย

ท่ามกลางกลิ่นอายประวัติศาสตร์พฤษภาสามห้าที่หมุนเวียนกลับมาบรรจบอีกครั้ง

วงล้อการเมืองไทยกำลังส่งเสียงครืดคราดคล้ายย่ำอยู่กับที่ทว่ากลับดิ่งลึกสู่ระบอบอำนาจนิยมที่แยบยลยิ่งกว่าเดิม

การก้าวข้ามผ่านกาลเวลามานานกว่าสามทศวรรษ ไม่ได้ช่วยให้โครงสร้างเชิงอำนาจของประเทศไทยหลุดพ้นจากหลุมพรางเดิม

ในทางกลับกัน รัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 กำลังถูกท้าทายอย่างหนักจากสังคมว่าเป็นเพียง ‘ร่างทรง’ ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่ออำพรางการสืบทอดอำนาจอย่างเป็นระบบ

ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลลัพธ์จากการวางหมากเชิงกฎหมายที่ผ่านการถอดบทเรียนความผิดพลาดในอดีตมาอย่างหมดจด

 

 

รองศาสตราจารย์ ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อดีตเลขาธิการสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) ในช่วงเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 ได้สะท้อนภาพความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญนี้

โดยชี้ให้เห็นว่าโครงสร้างอำนาจที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ทิ้งไว้นั้น แท้จริงแล้วคือการนำพิมพ์เขียวของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) มาปรับปรุงและปิดจุดอ่อน

จนกลายเป็นอุปสรรคชิ้นโตที่สกัดกั้นการเติบโตของประชาธิปไตยไทยในปัจจุบัน

เมื่อพิจารณาในรายละเอียด อาจารย์ปริญญาได้จำกัดความรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันว่าเป็น “ฉบับปี 2534 Plus” ซึ่งเป็นการเปรียบเทียบเชิงโครงสร้างระหว่างสองยุคสมัยอย่างเห็นได้ชัด

 

เปรียบเทียบกลไกสืบทอดอำนาจ: จาก รสช. สู่ คสช.

ถอดบทเรียนพิมพ์เขียวรัฐธรรมนูญในมุมมองของ อาจารย์ปริญญา เทวานฤมิตรกุล

รสช. (รัฐธรรมนูญ 2534)
ผู้นำคณะรัฐประหาร / นายกฯ พล.อ.สุจินดา คราประยูร
มือกฎหมายผู้ยกร่าง ร่างโดย มีชัย ฤชุพันธุ์
ระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง/อำนาจ อยู่ในตำแหน่งได้เพียง 1 เดือนเศษ
คสช. (รัฐธรรมนูญ 2560)
ผู้นำคณะรัฐประหาร / นายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
มือกฎหมายผู้ยกร่าง ร่างโดย มีชัย ฤชุพันธุ์
(อัปเกรดเพิ่มเพื่อปิดจุดอ่อนในอดีต)
ระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง/อำนาจ อยู่ในอำนาจยาวนานเกือบ 10 ปี

 

ความแยบยลที่เพิ่มขึ้นในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน คือการหยิบยกเอาองค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญที่เคยถูกสร้างขึ้นในรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนปี 2540 มาบิดเบือน “ที่มา” โดยในอดีตองค์กรเหล่านี้ยึดโยงกับประชาชนผ่านสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่มาจากการเลือกตั้ง

แต่กติกาปัจจุบันได้เปลี่ยนให้ คสช. เป็นผู้จิ้มเลือก สว. ชุด 250 คนเข้ามา จากนั้น สว. เหล่านี้ก็ทำหน้าที่เลือกบุคคลเข้าไปดำรงตำแหน่งในองค์กรตรวจสอบ ทั้งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.), คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และศาลรัฐธรรมนูญ วงจรดังกล่าวส่งผลให้ระบบการตรวจสอบขาดความยึดโยงกับประชาชน แต่กลับไปสวามิภักดิ์ต่อผู้มีอำนาจอย่างเบ็ดเสร็จ

หากมองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ พล.อ.สุจินดา คราประยูร ไม่อาจต้านทานกระแสธารของประชาชนได้นานเนื่องจากขาดกลไกกฎหมายที่ซับซ้อนคอยปกป้อง ทว่าผู้สืบทอดอำนาจยุคใหม่อย่าง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับสามารถกรุยทางอยู่ยาวได้เกือบศตวรรษผ่านเครื่องมือที่เรียกว่า “นิติสงคราม” (Lawfare) ซึ่งถือเป็นวิวัฒนาการที่น่ากลัวกว่าการใช้อาวุธยุทโธปกรณ์แบบเดิม

บทพิสูจน์ที่เด่นชัดคือ อำนาจล้นเกินของฝ่ายตุลาการที่สามารถสั่งปลดนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนไปแล้วถึง 5 คน ได้แก่:

  1. นายสมัคร สุนทรเวช
  2. นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์
  3. นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
  4. นายเศรษฐา ทวีสิน
  5. นางสาวแพทองธาร ชินวัตร

ในทางกลับกัน มีเพียง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เท่านั้นที่สามารถรอดพ้นจากกลไกทางกฎหมายเหล่านี้มาได้ในทุกข้อร้องเรียน สถานการณ์เช่นนี้สะท้อนให้เห็นว่า อำนาจตุลาการได้ขยับขึ้นมาอยู่เหนือฝ่ายบริหารอย่างเบ็ดเสร็จ จนทำให้หลักการคานอำนาจในระบอบประชาธิปไตยสั่นคลอนและขาดความเที่ยงธรรม

บทสรุปของการเมืองไทยในวันนี้จึงดูเหมือนการ “วนกลับมาที่เดิมแต่แย่กว่าเก่า” กติกาที่ถูกออกแบบมาอย่างแน่นหนาทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญทำได้เพียงเปลือกนอกอย่างระบบเลือกตั้ง แต่ไม่สามารถแตะต้องโครงสร้างเชิงอำนาจที่แท้จริงได้

แม้ว่าในวันนี้ประชาชนจะมีความตื่นตัวและรู้เท่าทันทางการเมืองสูงกว่าปี 2535 อย่างเทียบไม่ติด แต่ตราบใดที่โซ่ตรวนของรัฐธรรมนูญ 2560 และอาวุธนิติสงครามยังไม่ถูกปลดเปลื้อง

คำถามสำคัญที่สังคมไทยต้องขบคิดร่วมกันคือ เราจะปล่อยให้โครงสร้างอำนาจที่บิดเบี้ยวนี้แช่แข็งอนาคตของประเทศไปอีกนานเท่าใด หรือถึงเวลาแล้วที่ทุกภาคส่วนจะต้องร่วมมือกันทลายกำแพงกฎหมายที่ไม่เป็นธรรมเพื่อคืนอำนาจอธิปไตยที่แท้จริงให้กับประชาชน?

แหล่งที่มา :  Nation Online
เรียบเรียง : อมรเดช ชูสุวรรณ บรรณาธิการข่าวการเมือง 

ข่าวล่าสุด

เมื่อกลาโหมสหรัฐฯ ขอตรวจสอบโมเดล AI บริษัทใหญ่ก่อนเปิดให้ใช้งาน

เมื่อกลาโหมสหรัฐฯ ขอตรวจสอบโมเดล AI บริษัทใหญ่ก่อนเปิดให้ใช้งาน