
เปิดเกณฑ์ตั้งราคา ฟีฟ่าโก่งลิขสิทธิ์บอลโลก ไทยถอยกรูดราคาแพงเกิน
วิกฤตลิขสิทธิ์บอลโลก 2026 รัฐบาลไทยถอยไม่สู้ราคา 1,300 ล้าน สวนทางเพื่อนบ้านที่ซื้อได้ถูกกว่า ขณะที่จีนและอินเดียเมินใส่จนฟีฟ่าต้องบินมาง้อด้วยตัวเอง
KEY
POINTS
- รัฐบาลไทยตัดสินใจไม่ใช้งบประมาณ 1,300 ล้านบาทเพื่อซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก 2026 โดยให้เหตุผลว่าราคาสูงเกินไปและไม่คุ้มค่า
- ปัญหาลิขสิทธิ์ราคาแพงไม่ได้เกิดแค่ในไทย แต่ประเทศมหาอำนาจอย่างจีนและอินเดียก็ปฏิเสธที่จะซื้อในราคาที่ฟีฟ่าเสนอเช่นกัน
- สาเหตุหลักที่ฟีฟ่าตั้งราคาสูงขึ้น มาจากการเพิ่มจำนวนทีมที่เข้าร่วมแข่งขันจาก 32 เป็น 48 ทีม ทำให้จำนวนแมตช์เพิ่มขึ้นจาก 64 เป็น 104 แมตช์
เมื่อ "ความโลภ" ของฟีฟ่า สั่นคลอนตลาดลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก 2026
มหกรรมกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง "ฟุตบอลโลก 2026" (FIFA World Cup 2026) ที่สหรัฐอเมริกา เม็กซิโก และแคนาดาเป็นเจ้าภาพร่วม
กำลังกลายเป็นสมรภูมิธุรกิจที่ดุเดือด ไม่ใช่แค่ในสนามแข่ง แต่เป็น "หลังบ้าน" ของการเจรจาซื้อขายลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด ที่สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายครั้งใหญ่ของสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (FIFA) ในตลาดเอเชีย
ประเทศไทย "ถอย" ไม่สู้ราคา 1,300 ล้านบาท
สำหรับประเทศไทย บทสรุปของการเจรจาลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลกครั้งนี้จบลงด้วยการที่ รัฐบาลไทยประกาศถอย ไม่สนับสนุนงบประมาณเพื่อซื้อลิขสิทธิ์ในราคา 1,300 ล้านบาท โดยให้เหตุผลว่าราคานี้ "สูงเกินไป" และไม่คุ้มค่ากับเงินภาษีของประชาชน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อนำไปเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนอย่าง เวียดนาม มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ที่สามารถเจรจาต่อรองจนบรรลุข้อตกลงซื้อลิขสิทธิ์ได้ในราคาที่ถูกกว่าไทยมาก สะท้อนให้เห็นว่าการโก่งราคาของตัวแทนจำหน่ายไม่ได้ส่งผลดีต่อตลาดเสมอไป
วิกฤตระดับทวีป: จีนและอินเดีย "คว่ำบาตร" จน FIFA ต้องบินมาง้อ
ปัญหาลิขสิทธิ์แพงไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในไทย แต่กำลังเป็นโดมิโนเอฟเฟกต์ระดับโลก สำนักข่าว Reuters และ DW รายงานตรงกันว่า "FIFA Got Greedy" หรือฟีฟ่าโลภเกินไป ส่งผลให้ตลาดที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง จีนและอินเดีย ปฏิเสธที่จะซื้อลิขสิทธิ์ในราคาที่เสนอมา
ในประเทศอินเดีย จนถึงช่วงโค้งสุดท้ายก็ยังไม่มีแพลตฟอร์มใด (เช่น Viacom18 หรือ Disney Star) ยอมจ่ายเงินซื้อลิขสิทธิ์ เพราะมองว่าไม่คุ้มทุนเมื่อเทียบกับกีฬาคริกเก็ต
ขณะที่สถานีโทรทัศน์ยักษ์ใหญ่ของจีน (CCTV) ก็ประท้วงเงียบด้วยการไม่สู้ราคา วิกฤตนี้บีบบังคับให้ฝ่ายบริหารและเจ้าหน้าที่ระดับสูงของ FIFA ต้องบินด่วนมายังเอเชียเพื่อเจรจาบนโต๊ะด้วยตัวเอง
เพราะหากสูญเสียยอดผู้ชมหลายพันล้านคนในจีนและอินเดีย ย่อมส่งผลกระทบต่อสปอนเซอร์หลักของทัวร์นาเมนต์อย่างมหาศาล
เปิดข้อเท็จจริง: FIFA มีเกณฑ์อะไรในการตั้งราคาลิขสิทธิ์?
หลายคนตั้งคำถามว่า ทำไมราคาค่าลิขสิทธิ์ในแต่ละประเทศจึงไม่เท่ากัน และทำไมฟุตบอลโลก 2026 ถึงมีราคาแพงขึ้นอย่างก้าวกระโดด?
ความจริงแล้ว FIFA และเอเจนซี่ตัวแทนจำหน่ายมีเกณฑ์ในการประเมินมูลค่า (Valuation Criteria) ดังนี้:
การขยายจำนวนทีมและจำนวนแมตช์ (Tournament Expansion)
นี่คือข้ออ้างหลักที่ฟีฟ่าใช้โก่งราคา ฟุตบอลโลก 2026 มีการเพิ่มทีมจาก 32 เป็น 48 ทีม ทำให้จำนวนแมตช์การแข่งขันพุ่งจาก 64 แมตช์ เป็น 104 แมตช์
ฟีฟ่าจึงบวกราคาฐานเพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติตามจำนวนชั่วโมงที่ถ่ายทอดสด
ประวัติการจ่ายเงินในอดีต (Historical Market Value)
ฟีฟ่ามักจะตั้งราคาโดยอิงจาก "ราคาที่ประเทศนั้นเคยจ่ายได้" ในอดีต ประเทศไทยเคยทุ่มเงินซื้อลิขสิทธิ์ในราคาที่ค่อนข้างสูงมาโดยตลอดในหลายทัวร์นาเมนต์ ทำให้เอเจนซี่ประเมินว่าไทยมี "กำลังซื้อ" และตั้งราคาตั้งต้นไว้สูงลิ่ว
ขนาดเศรษฐกิจ (GDP) และการแข่งขันภายในประเทศ
ฟีฟ่าจะประเมินจากเม็ดเงินโฆษณา (Ad Spend) ในอุตสาหกรรมทีวีของประเทศนั้นๆ หากประเทศไหนมีเอกชนหลายเจ้าแข่งกันประมูล (Bidding War) ราคาจะพุ่งสูง แต่ในยุคที่เศรษฐกิจฝืดเคือง การตั้งราคาบนเกณฑ์เดิมจึงไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง
ความนิยม (Football Popularity Index)
ประเทศที่มีอัตราการรับชมฟุตบอลสูง จะถูกตั้งราคาแพงกว่าประเทศที่ไม่ค่อยคลั่งไคล้ฟุตบอล
ปรากฏการณ์ที่รัฐบาลไทยประกาศถอย และมหาอำนาจอย่างจีน-อินเดียพร้อมใจกันปฏิเสธราคาของฟีฟ่า คือสัญญาณเตือนครั้งสำคัญในโลกธุรกิจกีฬาว่า โมเดลการหารายได้ด้วยการ "อัปราคาตามใจชอบ" ผูกขาดแต่เพียงผู้เดียว อาจใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป
หากฟีฟ่ายังไม่ปรับตัวและตั้งราคาที่สมเหตุสมผล ฟุตบอลโลกที่ควรจะเป็นกีฬาของมวลมนุษยชาติ อาจกลายเป็นเพียงรายการที่คนเอเชียทำได้แค่นั่งอ่านนั่งเช็กผลการแข่งขันผ่านอินเทอร์เน็ตเท่านั้น







