posttoday
ค้าปลีกไทยกับ “ทฤษฎีหมูกระทะ” จะเกิดอะไรขึ้น เมื่อผู้เล่นแห่ทำ Small Mall เต็มเมือง

ค้าปลีกไทยกับ “ทฤษฎีหมูกระทะ” จะเกิดอะไรขึ้น เมื่อผู้เล่นแห่ทำ Small Mall เต็มเมือง

15 พฤษภาคม 2569

ถอดรหัส “ทฤษฎีหมูกระทะ” เมื่อค้าปลีกไทยแห่ทำ Small Mall คอมมูนิตี้มอลล์ไซส์เล็ก เต็มเมือง เสี่ยงแข่งเดือดจน “ตายหมู่” อะไรคือทางรอดในยุคที่ผู้บริโภคเน้น "เร็ว สะดวก"

KEY

POINTS

  • ถอดรหัส “ทฤษฎีหมูกระทะ” เมื่อค้าปลีกไทยแห่ทำ Small Mall ห้าง หรือคอมมูนิตี้มอลล์ไซส์เล็กผุดเต็มเมือง เสี่ยงแข่งเดือด ไร้เอกลักษณ์ อาจ “ตายหมู่"
  • ผู้เล่นรายใหญ่ อย่างเซ็นทรัล แลนด์ มอง ทางรอดในสมรภูมิ ไม่ใช่แค่ทำเลดี แต่ต้องปรับตัว เมื่อผู้บริโภคยุคนี้ “เน้นเล็ก เร็ว ทันสมัย”

เมื่อก่อน “ห้าง” อาจเป็นสถานที่ที่ผู้คนตั้งใจขับรถไปใช้เวลาทั้งวัน เดินเล่น กินข้าว ดูหนัง หรือช้อปปิ้งแบบค่อยเป็นค่อยไป

 

แต่วันนี้ พฤติกรรมผู้บริโภคกำลังเปลี่ยนไปอย่างเงียบ ๆ

 

คนเมืองยุคใหม่ต้องการทุกอย่างที่ “เร็วขึ้น” ใช้เวลาน้อยลง แต่ยังต้องได้ประสบการณ์ที่ดีเหมือนเดิม 

 

เราจึงเห็นภาพของการซื้อกาแฟก่อนขึ้นรถไฟฟ้า แวะซื้ออาหารในปั๊มน้ำมัน หรือเดินเข้าคอมมูนิตี้มอลล์ใกล้บ้าน ใช้เวลาไม่ถึง 15 นาทีแล้วกลับออกมา

 

ภาพเหล่านี้จึงทำให้สมรภูมิค้าปลีกยุคใหม่ เริ่มเปลี่ยนตาม ไม่ได้แข่งกันแค่เรื่อง “ใครมีพื้นที่ใหญ่กว่า” อีกต่อไป แต่กำลังแข่งขันกันว่า “ใครเข้าใกล้ชีวิตผู้คนได้มากกว่า”

 

ซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดเล็ก คอมมูนิตี้มอลล์ตามย่านชุมชน ร้านอาหารที่ออกแบบให้ถ่ายรูปสวย เข้า-ออกสะดวก หรือร้านค้าขนาดกะทัดรัดที่ตอบโจทย์ชีวิตเร่งรีบ กำลังผุดขึ้นเต็มเมือง

 

ทั้งหมดนี้สะท้อนพฤติกรรมผู้บริโภคยุค “Fast Look” ที่ชอบอะไร “เล็ก เร็ว และทันสมัย”

 

เทรนด์ดังกล่าวกำลังผลักให้ธุรกิจค้าปลีกไทยกลายเป็นหนึ่งในสนามแข่งขันที่ร้อนแรง ด้วยมูลค่ารวมตลาดกว่า 3.2 ล้านล้านบาทในปี 2568 หรือคิดเป็น 16.4% ของ GDP สูงเป็นอันดับสองรองจากภาคการผลิต (ข้อมูลจากวิจัยกรุงศรี) 

 

ในมุมของ เซ็นทรัลกรุ๊ป หนึ่งในผู้เล่นรายใหญ่ของค้าปลีก ไลฟ์สไตล์ไทย ก็เริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงนี้ชัดเจน และเพิ่งประกาศเปิดตัว 2 บิ๊กโปรเจกต์แต่ไซส์เล็กในเมืองท่องเที่ยว อย่าง “POP Phuket” และ “Tops Wongamat พัทยา” ที่คาดว่าจะได้เห็นภายในสิ้นปี 2569 นี้ 

เซ็นทรัล แลนด์ ทุ่ม 730 ล้าน ปั้น 2 บิ๊กโปรเจกต์ “ภูเก็ต-พัทยา” เจาะนักช้อป

 

พงศ์ ศกุนตนาค กรรมการผู้จัดการใหญ่ เซ็นทรัล แลนด์ แอนด์ ดีเวลลอปเมนท์ กลุ่มเซ็นทรัล ฉายภาพพฤติกรรมผู้บริโภคในปัจจุบันให้ฟังว่า ผู้บริโภคยุคใหม่มีพฤติกรรมที่เรียกว่า "Fast Look" คือเน้นความรวดเร็วในการเข้า-ออก และนิยมร้านค้าที่มีขนาดเล็กลงแต่มี เอกลักษณ์เฉพาะตัว (Identity) มากขึ้น โดยพฤติกรรมนี้ส่งผลให้ร้านค้าขนาดใหญ่เริ่มลดความนิยมลง และเปลี่ยนมาเป็นร้านขนาดเล็กที่ทันสมัยแทน

 

ในช่วง 5-10 ปีที่ผ่านมา ผู้บริโภคเปลี่ยนจากการซื้อสินค้าหรือบริการแบบพื้นฐาน (Utility) ไปสู่การแสวงหา "ประสบการณ์ที่ดี" (Experience) ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือธุรกิจร้านอาหาร ที่เปลี่ยนจากร้านที่เน้นแค่การรับประทานได้ง่าย มาเป็นร้านที่ให้ความสำคัญกับความสวยงามของสินค้าและการบริการที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง

 

การเติบโตของสินค้าหรู คืออนาคตของ Future Retail

นอกจากนี้ เขายังกล่าวถึงแนวโน้มการยอมรับสินค้าลักชัวรี่ (Luxury Growth) ความต้องการสินค้าลักชัวรี่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องและอาจกลายเป็นส่วนหนึ่งของ "Future Retail"

 

"ยกตัวอย่าง อเมริกา ในอดีตตลาดอเมริกาเคยมีทัศนคติต่อต้านแบรนด์ลักชัวรี่ค่อนข้างมาก เนื่องจากแบรนด์ชั้นนำส่วนใหญ่มาจากยุโรป และแบรนด์ที่ดีที่สุดของอเมริกาในขณะนั้น ถูกมองว่าเป็นแบรนด์ระดับธรรมดาเมื่อออกไปนอกประเทศ แต่ปัจจุบันทัศนคติเหล่านี้เปลี่ยนไป ความนิยมในลักชัวรี่เพิ่มสูงขึ้น และกลายเป็นเทรนด์โลกที่เซ็นทรัลนำมาใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาธุรกิจอยู่ตลอดเวลา"

 

ค้าปลีก คอมมูนิตี้ผุดทุกมุมเมือง

แต่อย่างไรก็ตาม อีกหนึ่งแนวโน้มสำคัญคือ จะเห็นว่า รูปแบบ Small mall ค้าปลีกไซส์เล็ก หรือคอมมูนิตี้มอลล์ กำลังเป็นเทรนด์ยอดนิยมของธุรกิจค้าปลีกไทย เพราะใช้พื้นที่ไม่มาก ลงทุนไม่สูง และพัฒนาได้รวดเร็ว บวกกับผู้บริโภคระดับบนไม่ได้มองหาห้างที่ใหญ่ที่สุดอีกต่อไป แต่กำลังมองหาสถานที่ที่ตรงกับไลฟ์สไตล์ตัวเองที่สุด

 

ทฤษฎีหมูกระทะ เสี่ยงตายหมู่

หนึ่งในประเด็นที่ พงศ์ กล่าวเอาไว้อย่างน่าสนใจคือ ปรากฏการณ์ที่ผู้ประกอบการพัฒนาโครงการไปในทิศทางเดียวกันทั้งหมด โดยเฉพาะในกลุ่ม Small Mall ด้วยตลาดในไทยมักใช้ “ทฤษฎีหมูกระทะ” คือ ทุกคนแห่ลงสนามเดียวกัน และมีจุดขายเหมือนกันหมด สุดท้ายจึงต้องแข่งขันด้วยสงครามราคา ไม่ต่างจากตลาดหมูกระทะในทุกวันนี้

 

ทฤษฎีหมูกระทะคือปรากฏการณ์ที่ผู้ประกอบการพัฒนาโครงการไปในทิศทางเดียวกันทั้งหมด โดยมีสาเหตุหลักมาจาก "อุปสรรคในการเข้าสู่ตลาดต่ำ" (Low Barrier of Entry) เนื่องจากธุรกิจห้างขนาดเล็กใช้ที่ดินเพียง 8-10 ไร่ หรือในบางพื้นที่เพียง 2-3 ไร่ก็สามารถเริ่มต้นได้ ทำให้ใครๆ ก็สามารถพัฒนาโครงการขึ้นมาได้ง่าย คล้ายกับลักษณะของธุรกิจร้านสะดวกซื้อ

 

แต่เมื่อมีผู้เล่นเข้ามาทำโครงการในลักษณะเดียวกันเป็นจำนวนมาก จะส่งผลให้ตลาดเกิดการอิ่มตัว และทำให้ผู้บริโภคเกิดความสับสนในการเลือกใช้บริการเนื่องจากมีตัวเลือกที่ซ้ำซ้อนกันมากเกินไป

 

ดังนั้นเมื่อธุรกิจขาดความแตกต่าง ผู้ประกอบการมักจะหันไปใช้กลยุทธ์ "ราคา" ในการแข่งขันกันอย่างรุนแรงจนถึงที่สุด ผลลัพธ์สุดท้ายคือสภาวะ "ตายหมู่" ซึ่งหมายถึงการที่ไม่มีผู้ประกอบการรายใดในตลาดสามารถสร้างกำไรได้เลย

 

อีกแง่มุมหนึ่งของทฤษฎีนี้คือ ผู้ประกอบการบางรายไม่ได้คำนวณต้นทุนที่แท้จริงอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะ "ค่าเสียโอกาสของที่ดิน" เขาชี้ให้เห็นว่าในบางกรณี การปล่อยที่ดินให้ผู้อื่นเช่าเฉยๆ อาจสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่ากว่าการลงมือพัฒนาและบริหารจัดการ (Operate) เอง ซึ่งมีความเสี่ยงและค่าใช้จ่ายในการลงทุนสูง

 

เพื่อไม่ให้ตกอยู่ในกับดักของทฤษฎีหมูกระทะ ผู้ประกอบการจำเป็นต้องมี ความเชี่ยวชาญในการเลือกสรรร้านค้า ห้างขนาดเล็กต้องเลือกเฟ้นร้านค้าที่ดีที่สุด ต้องจัดวางสัดส่วนร้านค้า ให้มีความโดดเด่นและไม่ทับซ้อนกันเองในโครงการ เช่น ไม่ควรมีร้านประเภทเดียวกันซ้ำๆ กันหลายร้านในพื้นที่จำกัด เพื่อสร้างคุณค่าให้แก่ลูกค้าและลดการแข่งขันกันเองระหว่างร้านค้าในโครงการ 

 

หนีแข่งขันตลาดคอมมูนิตี้มอลล์ล้นเมือง

อีกหนึ่งแนวทางที่ถูกมองว่าเป็น “ทางรอด” ของธุรกิจค้าปลีกและศูนย์การค้าในยุคนี้ คือการยึด DNA ของความเป็น “Centrality” หรือการทำหน้าที่เป็น “ศูนย์กลางของชุมชน” มากกว่าการเป็นเพียงพื้นที่เชิงพาณิชย์

 

แนวคิดนี้ไม่ได้หมายถึงการนำแค่ความทันสมัยหรือร้านค้าใหม่ ๆ เข้ามาเท่านั้น แต่ต้องสามารถเชื่อมโยงกับอัตลักษณ์ วัฒนธรรม และวิถีชีวิตของคนในพื้นที่ได้ด้วย ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการต้องมองไกลกว่าเรื่องผลกำไรของโครงการ แต่ต้องสร้างระบบเศรษฐกิจที่ช่วยให้คนในชุมชนมีงาน มีรายได้ และเติบโตไปพร้อมกันอย่างยั่งยืน

 

สิ่งที่ต้องระวังคือ การทำธุรกิจตามกระแสเพียงเพราะมองว่าเป็นโมเดลที่ “ทำง่าย” เพราะท้ายที่สุดอาจตกอยู่ในกับดักของตลาดที่มีรูปแบบซ้ำกัน จนแข่งขันกันเองด้วยราคา ดังนั้น การสร้าง “ความแตกต่าง” และความยูนิกจึงกลายเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาโครงการในระยะยาว

 

หนึ่งในโมเดลที่ถูกหยิบยกขึ้นมา คือ “Specialty Mall” หรือศูนย์การค้าที่รวมร้านค้าเฉพาะทางไว้ในพื้นที่เดียวกัน โดยแทบทั้งหมดเป็นสินค้าหรือบริการประเภทเดียวกัน และมีร้านประเภทอื่นแทรกอยู่เพียงเล็กน้อย

 

การพัฒนา Specialty Mall จะต้องพิจารณาจากบริบทของพื้นที่ รวมถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป เพื่อให้ทรัพย์สินหรือพื้นที่นั้นถูกใช้ประโยชน์ได้สูงสุด

 

ตัวอย่าง เช่น Jewelry Trade Center ศูนย์กลางอัญมณีและเครื่องประดับขนาดใหญ่ ที่มีพื้นที่กว่า 100,000 ตารางเมตร โดยเน้นกลุ่มสินค้าจิวเวลรี่เป็นหลัก

 

อีกกรณีคือ China World ซึ่งเดิมเคยเป็นห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล วังบูรพา ก่อนจะปรับรูปแบบให้กลายเป็นศูนย์รวมค้าผ้าทั้งอาคาร เพื่อสอดรับกับบริบทของย่านพาหุรัดที่เป็นแหล่งค้าผ้าสำคัญของกรุงเทพฯ

 

และทั้งหมดนี้ คือภาพของเทรนด์ค้าปลีกยุคใหม่ เมื่อความ “เล็ก-เร็ว-ลักชัวรี่” คือทางรอดในสมรภูมิ

 

เครดิต: ภาพประกอบจาก เซ็นทรัล กรุ๊ป 

 

ข่าวล่าสุด

CPF คว้ารางวัลองค์กรส่งเสริมการจ้างงานคนพิการดีเยี่ยม 10 ปีซ้อน

CPF คว้ารางวัลองค์กรส่งเสริมการจ้างงานคนพิการดีเยี่ยม 10 ปีซ้อน