ภาวุธเตือน China Shock 2.0 ถล่ม SME ไทย สินค้าจีนทะลักราคาถูกกว่าครึ่ง
ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ เตือนภัย China Shock 2.0 กระทบ SME ไทยหนัก สินค้าจีนทะลักราคาถูกกว่าครึ่ง ส่งไวขั้นต่ำต่ำ เสี่ยงโรงงานปิดตัว จี้รัฐเร่งป้องกันตลาดและหนุนผู้ประกอบการปรับเกมแข่งขัน
KEY
POINTS
- ภาวะ "China Shock 2.0" เกิดจากสินค้าจีนล้นตลาดทะลักเข้าไทยในราคาที่ถูกกว่าเกินครึ่ง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการ SME
- ผลกระทบดังกล่าวทำให้ไทยขาดดุลการค้ากับจีนเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด และโรงงานในประเทศจำนวนมากต้องปิดตัวลง
- ข้อเสนอทางรอดคือให้ผู้ประกอบการปรับตัวสู้ด้วยการสร้างเอกลักษณ์ของแบรนด์ และเรียกร้องให้ภาครัฐออกมาตรการทางภาษีเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศ
นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กเตือนผู้ประกอบการไทย ว่า เตือนภัย SMEs ไทย! "China Shock 2.0" มันมาเร็วกว่าที่คิด ใครทำเฟอร์นิเจอร์ แฟชั่น งานออกแบบ ห้ามเลื่อนผ่านโพสต์นี้เด็ดขาด
อ่านที่พี่ตุ้ม หนุ่มเมืองจันทร์ แชร์โพสต์ของคุณ saran yen panya พูดถึงวงการออกแบบ ที่หลายคนช่วงนี้ ทุกคนพูดเสียงเดียวกัน... "สู้จีนไม่ไหว!"
มันเกิดอะไรขึ้น? ตอนนี้สินค้าจีนล้นตลาด (Overcapacity) หนักมากครับ เขาเลยต้อง "ระบาย" ของมาอาเซียน รวมถึงไทยแบบเต็มสูบ
ความน่ากลัวที่มาเงียบๆ คือ
- ของจีน ถูกกว่าครึ่ง ดีพอ ส่งไวเว่อร์ MOQ ต่ำมาก (สั่งชิ้นเดียวก็ทำแบรนด์ได้!)
- เราขาดดุลการค้ากับจีนเพิ่มขึ้น ก้าวกระโดด (หลักล้านล้านบาทแล้ว!)
- โรงงานไทยปิดตัวเป็นแถบ: Know-how งานคราฟท์แบบ "Very Thai" กำลังจะตายไปพร้อมโรงงาน SMEs
- มันไม่ต่างกับการปล่อย "ปลาหมอคางดำ" เข้ามาในระบบนิเวศการออกแบบไทยเลยครับ!
แล้วทางรอดคืออะไร? เราจะสู้ด้วย "สมองและรสนิยม" ไม่ใช่ "เหล็กและไม้"!
- สร้าง Un-copyable DNA: เลิกขายแค่ "สินค้า" แต่ขาย "Solution & Curation" จีนก๊อปเก้าอี้ได้ แต่ก๊อป "ความเข้าใจบริบทบ้านไทย" ไม่ได้
- Hybrid Model (สูตร 70/30): ใช้ Supply Chain จีนที่ถูก 70% ผสมกับ "ลายเซ็นคราฟท์ไทย" 30% เพื่อพยุงโรงงานท้องถิ่นให้ยังมีงานทำ
- Genuine Soft Power:** ไม่ใช่แค่มีช้างหรือลายเทพพนม แต่ต้องมีภาษาที่คนยอมจ่ายเพราะมันคือ "ไทยดีไซน์"
ดูตัวอย่างประเทศอื่นที่เค้าจัดการได้
1. โมเดล "กำแพงภาษีและการอุดช่องโหว่" (เม็กซิโก และ อินโดนีเซีย) สองประเทศนี้เลือกใช้วิธี "ยาแรง" เพราะอุตสาหกรรมในประเทศเริ่มล้มละลาย
เม็กซิโก (Mexico): ในปี 2567-2568 เม็กซิโกประกาศขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนสูงถึง 5-50% ครอบคลุมสินค้ากว่า 1,400 รายการ (รวมถึงเฟอร์นิเจอร์ เหล็ก และสิ่งทอ)
ผลลัพธ์ โรงงานในเม็กซิโกเริ่มกลับมาเดินเครื่องได้อีกครั้ง และเกิดกระแส "Nearshoring" คือการที่บริษัทต่างชาติ (รวมถึงบริษัทจีนเอง) ต้องมาตั้งโรงงานผลิตในเม็กซิโกแทนการส่งออกมาจากจีน เพื่อเลี่ยงภาษีและส่งต่อให้สหรัฐฯ ทำให้เกิดการจ้างงานในพื้นที่
อินโดนีเซีย (Indonesia) ใช้วิธีเก็บภาษีปกป้องการทุ่มตลาด (Safeguard Duties) สูงถึง 100-200% ในกลุ่มสิ่งทอและเซรามิก
ผลลัพธ์ ป้องกันการ "ตายยกรัง" ของ SME ในประเทศ และมีการสั่ง "ยกเลิกยกเว้นภาษี (De minimis)" สำหรับสินค้านำเข้าจากแอปฯ อย่าง Shein หรือ Temu ที่ราคาต่ำกว่าเกณฑ์ เพื่อไม่ให้ได้เปรียบร้านค้าท้องถิ่น
2. โมเดล "ยกระดับ DNA ด้วยนวัตกรรม" (อิตาลี)
อิตาลีไม่ได้สู้ด้วยราคา แต่สู้ด้วย "Made in Italy 2026 Vision" ที่คุณน่าจะสนใจในฐานะคนสเปคของ
กลยุทธ์: เขาใช้เทคโนโลยี 3D Prototyping และ AI เข้ามาช่วยช่างฝีมือ (Artisans) ในการลดต้นทุนการออกแบบ แต่คงไว้ซึ่งความประณีตที่จีนทำตามไม่ได้
การสร้างเรื่องเล่า (Cultural Storytelling): เขาทำให้ผู้บริโภคทั่วโลกเชื่อว่า "การซื้อเฟอร์นิเจอร์อิตาลี คือการซื้อประวัติศาสตร์และจิตวิญญาณ" ไม่ใช่แค่ซื้อเก้าอี้
ผลลัพธ์: แม้ของจีนจะถูกแค่ไหน แต่สินค้าอิตาลียังคงครองตลาด High-end ได้อย่างเหนียวแน่น และมีมูลค่าส่งออกสูงขึ้นเรื่อยๆ เพราะเขาสร้าง "กำแพงทางความรู้สึก" ที่ของก๊อปปี้ข้ามไม่พ้น
3. โมเดล "ดึงซัพพลายเชนกลับบ้าน" (อินเดีย)
อินเดียใช้โครงการ "Make in India" และมาตรการ PLI (Production Linked Incentive)
กลยุทธ์: รัฐบาลให้เงินอุดหนุนและสิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่บริษัทที่ผลิตสินค้าในประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยี
ผลลัพธ์: ล่าสุดในปี 2568 อินเดียสามารถดึงการผลิต iPhone มาอยู่ในประเทศได้ถึง 25-30% และส่งออกไปทั่วโลกได้สำเร็จ เปลี่ยนสถานะจาก "ผู้นำเข้า" เป็น "ผู้ผลิต" ได้ในหลายเซกเตอร์ภายในเวลาไม่กี่ปี
เทียบแล้ว "ไทย" โดนหนักในอันดับที่เท่าไร?
ในเชิง "ความเปราะบาง" ไทยติดกลุ่ม Top 3 ของอาเซียน ร่วมกับเวียดนามและอินโดนีเซียครับ แต่ในแง่ของ "ความเร็วในการตอบโต้" ไทยถือว่า "ช้ากว่าเพื่อน"
อันดับการขาดดุล ไทยขาดดุลการค้ากับจีนเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด (ปี 2568 ขาดดุลกว่า 2 ล้านล้านบาท) ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าตกใจที่สุดในประวัติศาสตร์
จุดอ่อนที่ไทยโดนหนักกว่าใคร คือเรามีโครงสร้างทางภาษีและศุลกากรที่มีช่องโหว่เยอะ (เช่น Free Trade Zone และนโยบายนำเข้าสินค้าเล็กน้อย) ตอนนี้กฏหมายไทยเราอ่อนมากๆ ทำให้สินค้าจีน "ไหล" เข้ามาถึงระดับรากหญ้าได้ง่ายกว่าประเทศอื่นที่มีมาตรการ Protectionism เข้มงวดกว่า
ทางออกสำหรับ "คนทำของ" ในไทยแบบคุณ
ถ้าให้สรุปจากบทเรียนต่างประเทศ เราต้องทำ "Hybrid Strategy" ครับ:
1. สู้ด้วยนโยบาย (หน้าที่รัฐ): ต้องผลักดันการเก็บ VAT 7% ตั้งแต่บาทแรก และการบังคับใช้มาตรฐาน มอก./สิ่งแวดล้อม กับของนำเข้าทุกชิ้นให้เท่าเทียมกับที่โรงงานไทยโดน (ต้องเพิ่มกลุ่มสินค้า)
2. สู้ด้วยงานสเปค (หน้าที่นักออกแบบ): เลิกสเปคของจีน 100% แต่ใช้สูตร "70/30" (70% ของพื้นฐานจากจีน / 30% งาน Signature DNA ไทย) เพื่อพยุงโรงงานคราฟท์ไทยให้ยังมีงานทำและไม่เสีย Know-how ไปหมดครับ
สรุปสั้นๆ ถ้าไม่เริ่ม "ขีดเส้นทางรอด" ตอนนี้... พังชัวร์ครับ! ยิ่งขายยิ่งขาดทุน อยากเห็นกระทรวงพาณิชย์มารุกเรื่องนี้อย่างเต็มที่ เพื่อช่วย SME ไทยและเศรษฐกิจไทยจริงๆ


