posttoday
ยักษ์ใหญ่ AI จี้สหรัฐล็อกกฎหมาย “ยีนสังเคราะห์” หวั่นสร้างไวรัสอันตราย กระทบความมั่นคงสาธารณสุข

ยักษ์ใหญ่ AI จี้สหรัฐล็อกกฎหมาย “ยีนสังเคราะห์” หวั่นสร้างไวรัสอันตราย กระทบความมั่นคงสาธารณสุข

04 มิถุนายน 2569

คุมเข้มความมั่นคงสาธารณสุข! เมื่อยักษ์ใหญ่ AI จี้สหรัฐล็อกกฎหมาย “ยีนสังเคราะห์” หวั่นหลุดถึงมือสร้างไวรัสอันตราย หลัง AI สามารถช่วยสร้างได้โดยไม่มีประสบการณ์

ความเสี่ยงของปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI คนส่วนใหญ่มักนึกถึงเรื่องการแย่งงาน ข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหล หรือการสร้างข่าวปลอม แต่ในโลกนโยบายความมั่นคงระดับสากลขณะนี้ ประเด็นได้ขยับไปสู่ เรื่องของ “สาธารณสุข”

 

 

สำนักข่าวรอยเตอร์  รายงานความเคลื่อนไหวครั้งประวัติศาสตร์ในวอชิงตัน ตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว ( 12 ธันวาคม 2025) เมื่อกลุ่มพันธมิตรผู้บริหารระดับสูงจากบริษัท AI ทรงอิทธิพลที่สุดของโลก นำโดย แซม อัลต์แมน (Sam Altman) จาก OpenAI, ดาริโอ อะโมเด (Dario Amodei) จาก Anthropic และ เดมิส ฮัสซาบิส (Demis Hassabis) จาก Google DeepMind ได้ยื่นจดหมายเปิดผนึกส่งตรงถึงสภาคองเกรสสหรัฐฯ พร้อมเดินสายเข้าพบเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวและสมาชิกรัฐสภา เพื่อเรียกร้องให้มีการผ่านร่างกฎหมาย "บังคับตรวจสอบคำสั่งซื้อ DNA และ RNA สังเคราะห์ทั่วประเทศ" โดยเปลี่ยนจากระบบสมัครใจให้เป็นข้อบังคับทางกฎหมายอย่างเข้มงวด

 

ล่าสุด สัปดาห์ที่ผ่านมา เกิดความเคลื่อนไหวจากวอชิงตัน ระบุว่ารัฐบาลสหรัฐฯ และสภาคองเกรสกำลังเร่งผลักดันร่างกฎหมายเพื่อ "เปลี่ยนระบบสมัครใจให้เป็นกฎหมายบังคับ" กับบริษัทผู้ผลิตและจำหน่าย DNA และ RNA สังเคราะห์ทั่วประเทศ

 

เป้าหมายสูงสุดของกฎหมายนี้ คือการบังคับให้บริษัทผู้ผลิตยีนสังเคราะห์ต้อง "ตรวจสอบประวัติลูกค้าอย่างละเอียด" และ "คัดกรองทุกคำสั่งซื้อ" เพื่อสกัดกั้นไม่ให้ใครก็ตามใช้ AI ออกแบบแล้วสั่งผลิตลำดับพันธุกรรมของเชื้อโรคอันตรายหรืออาวุธชีวภาพได้อีกต่อไป

 

สหรัฐฯ ขยับ ออกคำสั่งประธานาธิบดี กักตัว AI 30 วัน

 

นอกจากนี้ ฝั่งรัฐบาลสหรัฐฯ เองก็เพิ่งประกาศมาตรการเชิงรุกขั้นเด็ดขาด โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ลงนามใน คำสั่งประธานาธิบดี ฉบับใหม่ เพื่อควบคุมความเสี่ยงด้านความมั่นคงจาก AI โดยเฉพาะ

 

ภายใต้คำสั่งนี้ สหรัฐฯ ได้จัดตั้งกรอบการตรวจสอบความปลอดภัยทางไซเบอร์และความมั่นคงแห่งชาติ โดยกำหนดให้บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ ต้องส่งมอบโมเดล AI รุ่นที่ทรงพลังที่สุดให้หน่วยงานความมั่นคง ซึ่งรวมถึงกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (DHS) และสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติ (NSA) เข้าไปตรวจสอบและทดสอบความปลอดภัยในห้องแล็บปิด เป็นเวลา 30 วันล่วงหน้า ก่อนจะได้รับอนุญาตให้ปล่อยสู่สาธารณะหรือจำหน่ายให้ภาคธุรกิจ

 

มาตรการ "กักตัว 30 วัน" นี้เกิดขึ้นเพื่อประเมินว่า โมเดล AI เหล่านั้นมีความสามารถในการเจาะระบบโครงสร้างพื้นฐาน หรือมี "ความรู้เชิงลึก" ที่สามารถแนะนำวิธีสกัดไวรัส คืนชีพเชื้อโรค หรือหลบเลี่ยงระบบตรวจจับทางชีวภาพให้กับผู้ไม่หวังดีได้หรือไม่ ซึ่งเป็นมาตรการที่เข้มงวดที่สุดเท่าที่เคยมีมา

 

ทำไม AI ถึงกลายมาเป็นกุญแจสำคัญในห้องแล็บ

 

ในอดีตการสร้างหรือตัดแต่งพันธุกรรมเพื่อสร้างไวรัสขึ้นมาใหม่นั้นต้องใช้เงินทุนมหาศาลและนักวิทยาศาสตร์ระดับด็อกเตอร์ แต่ปัจจุบัน รายงานวิจัยชี้ว่า AI สามารถทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยอัจฉริยะ คอยวิเคราะห์โครงสร้างโปรตีน ออกแบบสาย DNA และบอกขั้นตอนการกู้คืนไวรัสจากดีเอ็นเอสังเคราะห์ได้อย่างละเอียด แม้แต่ผู้ที่ไม่มีประสบการณ์สูงในห้องแล็บก็สามารถทำตามได้ง่ายขึ้น

เมื่อเทคโนโลยีนี้มาจับคู่กับ "เครื่องพิมพ์ดีเอ็นเอ" ขนาดเล็กที่ราคาถูกลงเรื่อยๆ ความเสี่ยงจึงไม่ใช่แค่ AI ฉลาดขึ้น แต่คือการที่

 

ใครก็ได้ที่มีอินเทอร์เน็ต อาจเข้าถึงความสามารถในการออกแบบสิ่งมีชีวิตอันตรายได้จากในบ้านของตัวเอง

 

 

ด้วยเหตุนี้ OpenAI จึงเพิ่งประกาศโครงการความร่วมมือพิเศษกับรัฐบาลสหรัฐฯ ในการใช้โมเดล AI สายวิทยาศาสตร์ขั้นสูงเข้ามาช่วยตรวจจับและป้องกันความเสี่ยงทางชีวภาพโดยเฉพาะ

 

 

ย้อนมองบริบทไทย พร้อมหรือยัง?

 

กฎหมายและมาตรการของสหรัฐฯ กำลังจะกลายเป็นแนวทางมาตรฐานใหม่ ที่อุตสาหกรรมชีวภาพทั่วโลกต้องปฏิบัติตาม สำหรับประเทศไทย ซึ่งกำลังเร่งผลักดันอุตสาหกรรมด้าน การแพทย์มูลค่าสูง ภายใต้โครงการจีโนมิกส์ (Genomics Thailand), การแพทย์แม่นยำ (Precision Medicine) และยีนบำบัด (Gene Therapy) ในการรักษาโรคมะเร็ง ประเด็นนี้จึงเป็นเรื่องที่มองข้ามไม่ได้

 

คำถามสำคัญที่ท้าทายนโยบายสาธารณสุข และ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ของไทยในปัจจุบันคือ

กฎหมายความปลอดภัยทางชีวภาพของไทยในปัจจุบัน เท่าทันความเร็วของ AI และเครื่องสังเคราะห์ยีนแล้วหรือยัง?
และเรามีกลไกตรวจสอบและคัดกรองการนำเข้า/สั่งซื้อ DNA/RNA สังเคราะห์ภายในประเทศที่รัดกุมพอหรือไม่ ..

แม้หลายคนจะบอกว่าเป็นเรื่องที่จะเกิดขึ้นได้จริงหรือ แต่หลายเหตุการณ์บนโลกที่ผ่านมาก็ย้ำให้ได้เห็นแล้วว่า อะไรก็เกิดขึ้นได้!

 

เพราะการเดินสายล็อบบี้ของผู้นำเทคโนโลยีโลกและคำสั่งเฉียบขาดจากทำเนียบขาวในสัปดาห์นี้ คือสัญญาณเตือนภัยล่วงหน้า ว่าหลังจากนี้ "วาระความมั่นคงทางสาธารณสุข" กับ "วาระความมั่นคงทางเทคโนโลยี" จะแยกออกจากกันไม่ได้อีกต่อไป

ข่าวล่าสุด

CAAT ออกกฎใหม่คุมเข้ม Power Bank บนเครื่องบิน ยกระดับความปลอดภัย

CAAT ออกกฎใหม่คุมเข้ม Power Bank บนเครื่องบิน ยกระดับความปลอดภัย