
เก้าอี้เลขากกต.ร้อน แสวง บุญมี ลุ้นหลุดตำแหน่งรอแต้มสุดท้ายชี้ชะตา
เปิดเบื้องลึกผลงาน แสวง บุญมี ปี 68 ต่ำกว่าร้อยละ 60 ชะตากรรมเก้าอี้เลขากกต.บนเงื่อนไขสัญญาจ้างที่รอแต้มสุดท้ายชี้ชะตา ท่ามกลงวิกฤตศรัทธาองค์กรกำลังสั่นคลอน
KEY
POINTS
- นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ส่อถูกปลดจากตำแหน่ง เนื่องจากผลการประเมินการปฏิบัติงานประจำปี 2568 มีคะแนนไม่ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 60
- การพ้นจากตำแหน่งเป็นไปตามเงื่อนไขในสัญญาจ้าง ซึ่งกำหนดให้ต้องยกเลิกสัญญาหากผลการประเมินไม่เป็นไปตามเป้าหมาย
- กระบวนการอยู่ระหว่างรอผลคะแนนจากกรรมการ กกต. คนสุดท้าย ก่อนจะมีการประชุมเพื่อพิจารณายกเลิกสัญญาอย่างเป็นทางการในช่วงกลางเดือนมิถุนายน 2569
เมื่อตัวเลขบนแผ่นกระดาษกลายเป็นเครื่องประหารอนาคตคนทำงาน วิกฤตศรัทธาและเก้าอี้ผู้นำสูงสุดของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งกำลังสั่นคลอนอย่างรุนแรงท่ามกลางกระแสลมทางการเมืองที่พัดโหมจนยากจะคาดเดาบทสรุป
จากข้าราชการผู้ไต่เต้าจนถึงจุดสูงสุดขององค์กรควบคุมการเลือกตั้ง นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. กำลังเผชิญหน้ากับวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิตการทำงาน เมื่อเก้าอี้แม่บ้านใหญ่ขององค์กรอิสระแห่งนี้กำลังลุกเป็นไฟ เหตุการณ์นี้ไม่เพียงแต่ส่งผลต่ออนาคตของตัวเอง แต่ยังสั่นสะเทือนไปถึงโครงสร้างและความเชื่อมั่นขององค์กรที่ทำหน้าที่เป็นผู้ตัดสินกติกาประชาธิปไตยของประเทศ นำมาสู่คำถามสำคัญในปัจจุบันว่า เกณฑ์การประเมินผลงานที่เข้มงวดนั้น เป็นธรรมหรือเป็นเพียงเครื่องมือทางการเมืองในฉากทัศน์ใหม่
เงื่อนปมอันนำมาสู่ความเสี่ยงในการพ้นจากตำแหน่งครั้งนี้ ถูกตราไว้ด้วยข้อกฎหมายตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560 มาตรา 56 ที่ระบุเงื่อนไขไว้ชัดเจนว่า การพ้นจากตำแหน่งของเลขาธิการ กกต. ให้เป็นไปตามสัญญาจ้าง ซึ่งข้อตกลงดังกล่าวได้กำหนดชะตากรรมไว้ว่า ต้องมีการประเมินผลงานทุกปีและต้องได้คะแนนมากกว่าร้อยละ 60 ขึ้นไป
ทว่า ข้อเท็จจริงที่ปรากฏสะท้อนว่า คณะกรรมการ กกต. ชุดที่มีนายอิทธิพร บุญประคอง เป็นประธาน ได้ทำการประเมินผลงานของนายแสวงในช่วงปี 2568 และมีรายงานว่าผลคะแนน "ไม่ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 60" ซึ่งส่งผลทางกฎหมายให้ต้องมีการยกเลิกสัญญาจ้างทันทีเนื่องจากไม่บรรลุเป้าหมายตามที่ระบุไว้
ในสถานการณ์ปัจจุบัน กระบวนการชี้ชะตากำลังเดินทางมาถึงจุดไคลแมกซ์ คงเหลือเพียงการรวบรวมคะแนนสุดท้ายจากกรรมการ กกต. ทั้ง 7 ท่าน โดยข้อมูลล่าสุดพบว่ามีกรรมการส่งผลประเมินมาครบแล้ว 6 คน ได้แก่
- นายอิทธิพร บุญประคอง (ประธาน กกต.)
- นายสันทัด ศิริอนันต์ไพบูลย์
- นายปกรณ์ มหรรณพ
- นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ
- นายชาย นครชัย
- นายสิทธิโชค อินทรวิเศษ
เวลานี้ สปอตไลต์ทุกดวงจึงจับจ้องไปที่ นายฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ กรรมการหนึ่งเดียวที่ยังไม่ได้ส่งผลคะแนน ซึ่งหากสำนักงาน กกต. ได้รับเอกสารครบถ้วน คาดว่าจะมีการนำเรื่องนี้บรรจุเข้าสู่วาระการประชุมใหญ่เพื่อพิจารณายกเลิกสัญญาจ้างอย่างเป็นทางการในช่วงกลางเดือนมิถุนายน 2569 นี้
หากย้อนมองเส้นทางชีวิตของ นายแสวง ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กกต. ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2565 โดยมีวาระยาวไกลไปจนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2570 ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาผ่านมรสุมและภารกิจขนาดยักษ์มานับไม่ถ้วน ทั้งการจัดการเลือกสว.ชุดที่ 13 ที่เต็มไปด้วยข้อครหา การเลือกตั้งซ่อม สส. พิษณุโลก รวมถึงการควบคุมและตรวจสอบงบการเงินของพรรคการเมืองที่ดาหน้าเข้ามาให้เช็คบิลกว่า 77 พรรค
แม้ว่าเมื่อเดือนมีนาคม 2568 นายแสวงจะเพิ่งรอดพ้นจากบ่วงกรรมใหญ่มาได้ หลังจาก กกต. มีมติยกคำร้องกรณีข้อกล่าวหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือทุจริตในการเลือก สว. โดยครั้งนั้น กกต. วินิจฉัยอุ้มชูว่า ได้กำหนดมาตรการควบคุมให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมแล้วก็ตาม
ทว่า ในโลกแห่งความเป็นจริง โล่กำบังจากข้อกล่าวหาทุจริตกลับไม่ได้ช่วยอะไรเมื่อต้องเผชิญหน้ากับ "ตัวเลขคะแนนประเมิน" อันเป็นคณิตศาสตร์การเมืองที่เยือกเย็นและตรงไปตรงมา ชะตากรรมที่เคยรอดพ้นจากข้อกฎหมายอาญา กลับต้องมาสะดุดขาตัวเองบนเส้นด้ายของข้อตกลงในสัญญาจ้าง
วิกฤตเก้าอี้เลขาธิการ กกต. ในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของบุคคลที่ชื่อ แสวง บุญมี แต่เป็นบททดสอบครั้งสำคัญของระบบการประเมินผลงานในองค์กรอิสระ ว่าตัวเลขร้อยละ 60 นั้น สะท้อนถึงประสิทธิภาพในการทำงานที่แท้จริง หรือเป็นเพียงกลไกหนึ่งในการเปลี่ยนผ่านอำนาจอย่างแนบเนียน
เมื่อลมหายใจทางการเมืองของแม่บ้าน กกต. ผูกติดอยู่กับปากกาขอด้ามสุดท้ายของกรรมการเพียงคนเดียว สังคมคงต้องร่วมกันจับตาและตั้งคำถามว่า มาตรฐานความโปร่งใสและบรรทัดฐานหลังจากกลางเดือนมิถุนายนนี้ จะขับเคลื่อนองค์กรผู้ออกกติกาของประเทศไปในทิศทางใด? หรือนี่จะเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของโดมิโนตัวแรกที่จะล้มครืนเพื่อเซ็ตซีโร่อำนาจใหม่ในสำนักงานแห่งนี้กันแน่







